
คนร้ายในเครื่องแบบ
คนร้ายในเครื่องแบบ : เลียบค่าย โดยช้างพลาย
สัปดาห์ที่แล้วเห็นข่าวกรณีพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ร.ต.อ.เจษฎา เจตภรณ์ อดีต รองสว.สส.สน.ห้วยขวาง ในฐานความผิดฆ่า น.อ.วุฒิชัย บุญฤทธิ์ สังกัดกรมกำลังพลทหารเรือ
คดีที่เกิดขึ้นฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยนำสืบหักล้างกัน สุดท้ายศาลพิเคราะห์คำเบิกความพิพากษายกฟ้อง !
เหตุผลพยานโจทก์ไม่สามารถจดจำใบหน้า รูปพรรณสัณฐานของคนร้ายได้ว่าเป็นคนเดียวกับจำเลยหรือไม่ ประกอบกับพนักงานสอบสวนไม่ได้นำปืนที่ใช้ก่อเหตุมาตรวจรอยเขม่าดินปืน และตรวจวิถีกระสุน
พยานหลักฐานโจทก์ไม่ระบุชัดเจนเพียงพอว่าจำเลยเป็นผู้ลงมือก่อเหตุยิงผู้ตาย ศาลจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่ให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์
ตั้งข้อสังเกตคดีนี้หากรวบรวมแสวงหาพยานหลักฐานพยานแวดล้อม และวัตถุพยานให้ถูกครบถ้วนมัดตัว "ผู้ถูกกล่าวหา" ให้ดิ้นไม่หลุดตั้งแต่ชั้นสอบสวนก็คงดี
เช่นเดียวกับคดีทำร้ายร่างกาย "ราเมศ รัตนะเชวง" รองโฆษกและทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์
เกิดเหตุมาแล้วเกือบ 2 สัปดาห์ยังไม่ค่อยมีความคืบหน้าในการติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุ คงมีแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง "นายตำรวจคนดัง" น่าจะอยู่เบื้องหลังหรืออาจมีส่วนรู้เห็น
โดยเฉพาะ "สาวใจเด็ด" แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาฟาดงวงฟาดงา เทียบเคียงคดีของบุคคลในพรรคที่ถูกทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส กับคดีทะเลาะวิวาทของของ "เอกยุทธ อัญชันบุตร"
ข้อเท็จจริงตอนนี้คดี "ราเมศ" แทบจะไม่มีพยานหลักฐาน ส่วนคดี "เอกยุทธ" พยานหลักฐานค่อนข้างแน่นหนาทั้งพยานบุคคลและพยานแวดล้อม
ฉะนั้นจะนำมาเทียบเคียงคงไม่ได้ คดีของ "ราเมศ" ถูกวางแผนมาเป็นอย่างดี แล้วหากเป็นคนร้ายในเครื่องแบบจริง ไม่อยากคาดเดาว่า "นักสืบสวน" สามารถติดตามจับกุมดำเนินคดีได้หรือไม่
สมมุติว่าหากจับคนร้ายได้ "พนักงานสอบสวน" สามารถรวบรวมพยานหลักฐานแน่นหนามากน้อยแค่ไหน แล้วเมื่อสำนวนการสอบสวนเข้าสู่ปลายทางกระบวนการยุติธรรม ไม่อยากให้ "ฝ่ายโจทก์" มีความรู้สึกว่าเจ็บตัวฟรี !



