
เพิ่มมาตรฐานแรงงานป้องกันกำแพงส่งออก
ในภาวะที่ข้อบ่งชี้ต่างๆ ที่บอกว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะถึงขั้นวิกฤติอีก ทั้งการเลิกจ้างในช่วงต้นปี ที่ดูเหมือนจะออกตัวแรง ส่งผลให้บรรยากาศในสถานประกอบกิจการต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกจ้าง ต่างเตรียมตัวเตรียมใจกันวันต่อวันว่า สิ้นเดือนนี้บริษัทตัวเองจะมีข่าวดีหร
ขณะที่ผู้ประกอบการหลายแห่งก็ต้องระวังหน้า ระวังหลัง เพื่อประคับประคองธุรกิจของตัวให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่มีอุปสรรคเหล่านี้ไปได้
สถานการณ์เช่นนี้ ทั้งผู้ประกอบการและลูกจ้าง มักจะลืมเลือนการแข่งขัน และการกีดกันทางการค้า ที่บางครั้งแทบไม่เชื่อหูตัวเองว่า มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ
นั่นก็คือ การรับรองมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001-2546) หรือ Thai Labour Standard : TLS 8001-2003
หน้าที่ดูแลกระตุ้น เพื่อให้เห็นความสำคัญเป็นหน้าที่ของ มาตรฐานแรงงานไทย เป็นของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน
แต่เรื่องราวทั้งหมดกลับขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของเจ้าของธุรกิจ-ผู้ประกอบการ
"เป็นที่ทราบกันดีว่า ขณะนี้ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบทางสังคมในการประกอบธุรกิจ การแข่งขันทางการค้าก็เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม ที่เคยเน้นเรื่องมาตรการทางภาษี คุณภาพสินค้าและราคา ไปเป็นการให้ความสำคัญด้านความรับผิดชอบทางสังคมมากขึ้น” อัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของมาตรการทางสังคม เช่นเดียวกับมาตรการทางสิ่งแวดล้อม ที่ถูกนำมาเป็นเงื่อนไขในการค้าระหว่างประเทศ
โดยกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจบริหารองค์กรอย่างมีจริยธรรม คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และแรงงาน ซึ่งภาคเอกชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้นำเรื่องนี้ไปเป็นเงื่อนไขทางการค้า โดยอาจส่งผลกระทบกับสถานประกอบกิจการที่ไม่เคยเตรียมความพร้อมในด้านนี้
ในช่วงเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ เป็นโอกาสดีที่นักธุรกิจไทยจะหันมาให้ความสนใจในการปรับปรุงสถานประกอบกิจการของตัวเอง เพราะจะมีเวลาในการเตรียมตัว และจัดวางระบบมากขึ้นกว่าในช่วงเศรษฐกิจดี
โดยเฉพาะกลุ่มสถานประกอบกิจการประเภทส่งออก ที่ยังสามารถประคองตัวเองให้อยู่ได้ในช่วงนี้ แม้จะชะงักไปบ้าง แต่อยากให้เข้ามาเตรียมตัวทำ มรท.8001-2546 เพราะมีปัจจัยที่เอื้อประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา (โอที) ของลูกจ้าง ที่อาจจะไม่มากเหมือนช่วงที่มีออเดอร์เยอะๆ จนต้องมีการทำงานล่วงเวลามากเกินไป จนไม่สามารถเข้าสู่มาตรฐานของ มรท.ได้ โดยเฉพาะบริษัทที่ไม่มีการทำงานล่วงเวลา สามารถเข้ามาทำ มรท.ได้สบายๆ
ส่วนเงื่อนไขอื่นๆ นั้น ข้อกำหนดของมาตรฐานแรงงานไทย ที่อ้างอิงมาจากอนุสัญญา และปฏิญญาสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) และองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น ) ส่วนใหญ่สถานประกอบการต่างๆ ก็มีมาตรฐานเหล่านี้อยู่แล้วตามมาตรฐานกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เช่น การใช้แรงงานบังคับ ค่าตอบแทนการทำงาน ชั่วโมงการทำงาน การเลือกปฏิบัติ วินัยและการลงโทษ การใช้แรงงานเด็ก การใช้แรงงานหญิง เสรีภาพในการสมาคม และการร่วมเจรจาต่อรอง ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และด้านสวัสดิการแรงงาน
ไม่รู้ว่าผู้ประกอบการ หรือเจ้าของธุรกิจ จะรู้หรือเปล่าว่า เรื่องอย่างนี้ ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขามีงบให้แก่สถานประกอบการในการจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้เข้ามาแนะนำในเรื่องนี้ แห่งละ 1.4 แสนบาท อีกทั้งยังมีงบประมาณสำหรับการจ้างบริษัทเข้ามาออดิทอีกแห่งละ 7 หมื่นบาท
นั่นก็คือ นายจ้างไม่ต้องเสียอะไรเลย แต่กลับมีโอกาสได้เตรียมพร้อมให้แก่ธุรกิจของตัวเอง เพื่อที่จะกลับมาเฟื่องฟู และมีศักยภาพในการต่อสู้กับตลาดส่งออกในต่างประเทศได้อีก แทนที่จะอยู่เฉยๆ กับภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้
ข้อมูลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุว่า ที่ผ่านมามีสถานประกอบกิจการได้รับ มรท.8001 จำนวน 1,258 แห่ง และในสิ้นปีนี้ก็ตั้งเป้าว่าจะต้องมีสถานประกอบการรายใหม่ได้รับ มรท.8001 เพิ่มขึ้นอีก 731 แห่ง
โดยวันที่ 1 มิถุนายน 2552 จะมีพิธีมอบใบรับรองสถานประกอบการที่ได้รับ มรท.8001-2546 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา จำนวน 69 แห่ง พร้อมกับการสัมมนาไตรภาคีเชิงวิชาการมาตรฐานแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 9 ในหัวข้อเรื่อง มาตรฐานแรงงานไทย เพื่อคุณภาพชีวิตและธุรกิจยั่งยืน
ในวิกฤติก็ย่อมมีโอกาส เพียงแต่เราจะคว้าโอกาสนั้นไว้ได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ถ้าได้โอกาสตรงนี้ไปโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ได้รับใบรับรองอันส่งผลต่อการค้าระหว่างประเทศโดยตรง มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่พึงมอบให้แก่ประเทศชาติไม่ใช่หรือ ?



