
ฟ้องแล้ว!แกนนำพธม.บุกป่วนสภาปี51
ฟ้องแล้ว แกนนำพธม.รุ่น 1-2 ทั้ง 6 คน บุกป่วนทำเนียบฯ-รัฐสภา ปี 2551 ให้การปฏิเสธทุกข้อหา ศาลฯ นัดตรวจหลักฐาน 29 เม.ย. 56
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 55 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พ.ต.ต.สุรพงษ์ สายวงศ์ อัยการฝ่ายคดีอาญา10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อายุ 77 ปี นายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 64 ปี นายพิภพ ธงไชย อายุ 66 ปี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 62 ปี ซึ่งทั้งหมดเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์กรณีร่วมกันบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 358, 362 และ 365
คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2551 ได้มีผู้ชุมนุมกลุ่มพธม. ซึ่งมีจำเลยทั้ง 4 เป็นแกนนำได้จัดปราศรัยชักชวนประชาชนเข้าร่วมชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน เพื่อกดดันให้นายสมัคร สุนทรเวช ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยเคลื่อนขบวนฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปทำเนียบรัฐบาลและกระจายกำลังปิดล้อมสถานที่ราชการ เช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียง กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ
ต่อมาหลังจากนายสมัคร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ แล้วนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งแทนและมีกำหนดวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 7 ต.ค. 2551 เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2551 เวลากลางวันจำเลยทั้ง 4 กับพวกก็ได้เคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาลโดยปิดล้อมทางเข้าออกทำเนียบทุกด้าน ได้ทำลายเครื่องมือทำลายกุญแจประตูทำเนียบฯ และทำลายแผงกั้นที่เจ้าหน้าที่ใช้ควบคุมดูแลความสงบในทำเนียบฯ จนถึงวันที่ 3 ธ.ค. 2551 พวกจำเลยซึ่งไม่ได้รับอนุญาตได้ร่วมกันรื้อทำลายสิ่งกีดขวางแล้วปีนรั้วเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลรวมทั้งนำรถยนต์ 6 ล้อที่ติดเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ไปจอดหน้าตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาลแล้วผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยและระหว่างวันที่ 26 ส.ค. - 3 ธ.ค. 2551 ระหว่างที่พวกจำเลยจัดเวทีปราศรัยในทำเนียบรัฐบาลซึ่งมีผู้ชุมนุมจำนวนมากได้เหยียบสนามหญ้าและต้นไม้ประดับจนตาย และทำให้ระบบสปริงเกอร์อัตโนมัติ ระบบไฟสนาม หน้าตึกไทยคู่ฟ้าและหน้าตึกสันติไมตรี ซึ่งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รับความเสียหายรวม 5 ล้านบาท อีกทั้งเมื่อมีฝนตกทำให้น้ำฝนซึมเข้าขังในถุงดำที่ห่อหุ้มกล้องวงจรปิด ทำให้ระบบอิเลคโทรนิคส์ของกล้องเสียหายรวม 10 ตัว ค่าเสียหายเสียหาย 1,766,548 บาท ชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง 4 ให้การปฏิเสธ ซึ่งคดีนี้ศาลได้ประทับรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.4925/2555
โดยในวันนี้ศาลได้สอบคำให้การจำเลยทั้ง 4 แล้วทั้งหมดให้การปฏิเสธ ศาลจึงนัดตรวจหลักฐานในวันที่ 29 เม.ย. 2556 เวลา 09.00 น.
ทั้งนี้ในวันเดียวกันนายชัยรัตน์ กรรนิการ์ อัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ยังได้ยื่นฟ้อง นายสนธิ นายพิภพ นายสมเกียรติ แกนนำพธม. นางมาลีรัตน์ แก้วก่า อดีต ส.ว.สกลนคร และนายประพันธ์ คูณมี อดีตแกนนำพธม.รุ่น 2 เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐาน ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำตามรัฐธรรมนูญเพื่อติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดิน หรือข่มขืนใจใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล และเป็นหัวหน้ามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยมีอาวุธร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปร่วมกันหน่วงเหนี่ยว กักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 116, 215, 216, 309 และ 310
คดีนี้อัยการโจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2551 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 7 ต.ค. 2551 เวลากลางคืนหลังเที่ยงคืน จำเลยทั้ง 5 กับกลุ่มพธม.จำนวนหลายพันคนได้รวมกลุ่มมั่วสุมบริเวณเวทีปราศรัยภายในทำเนียบรัฐบาลที่พวกจำเลยได้บุกเข้าไป โดยมั่วสุม 10 คนขึ้นไปเพื่อให้เกิดวุ่นวายในบ้านเมืองโดยได้ปราศรัยยุยงปลุกปั่น ให้กลุ่มพันธมิตรทั้งประเทศไปรวมตัวปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้ ส.ส. , ส.ว.และ คณะรัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมสภา ซึ่งหากไม่สามารถเปิดประชุมนายกรัฐมนตรีก็ไม่อาจแถลงนโยบายต่อรัฐสภาได้
ต่อมาวันที่ 7 ต.ค. 2551 กลางวันจำเลยทั้ง 5 กับพวกใช้รถยนต์บรรทุก 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงเคลื่อนขบวน พร้อมนำลวดหนามชนิดหีบเพลง และแผงกั้นเหล็ก ยางรถยนต์ มุ่งไปลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อไปวางขวางทางบริเวณถนนอู่ทองใน ถนนราชวิถี และถนนพิชัย ทำให้ประชาชนไม่สามารถผ่านไปได้ และยังได้ปราศรัยปลุกระดมให้ปิดล้อมรัฐสภา เป็นเหตุเหตุให้ ส.ส. และส.ว.บางส่วนเดินทางเข้าไปประชุมสภาไม่ได้ จำเลยทั้ง 5 กับพวกยังได้ร่วมกันข่มขืนใจนายสุริยา ปันจอร์ ส.ว.สตูล นายมณฑล ไกรวัตนุสรณ์ ส.ส.สมุทรสาคร พรรคเพื่อไทย และนายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย และข้าราชการฝ่ายการเมืองหลายคนโดยไล่ให้กลับบ้านและขู่ให้กลัวว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต และยังมีการโห่ร้อง ด่าทอ ใช้หนังสติ๊ก อาวุธปืนยิง มีดฟัน ใช้ปลายธงทำด้วยเหล็กปลายแหลมแทงเจ้าหน้าที่รับบาดเจ็บสาหัส 1 คน และยังได้นำโซ่ไปคล้องล็อคกุญแจทางเข้า-ออกรัฐสภาทุกด้าน และประกาศขู่ว่าหากไม่ยุบสภาภายในเวลา 18.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมจะจับตัวประธานสภาผู้เเทนราษฎรและประธานวุฒิสภา รวมทั้งสมาชิกทั้งหมด ซึ่งมีสมาชิกรัฐสภาบางส่วนได้ปีนกำแพงหนีออกทางด้านพระที่นั่งวิมานเมฆ รวมถึงก็ได้เจ้าหน้าที่หลายคนที่หนีออกไปไม่ได้ ก็ถูกขังอยู่เป็นเวลาหลายชั่วโมง ทั้งนี้ก็ได้มีกองกำลังตำรวจที่ได้เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือ ส.ส.และ ส.ว.และสั่งให้กลุ่มผู้ชุมนุมสลายตัว แต่กลับถูกผู้ชุมนุมปาด้วยก้อนหินและไม้
ต่อมาเวลากลางคืนจำเลยทั้ง 5 กับพวกยังได้ปราศรัยยุยงให้กลุ่มพันธมิตรจำนวนหลายพันคนโดยมีอาวุธ มีด ปืน ไม้กระบอง ธงทำด้วยเหล็กปลายแหลม หนังสติ๊ก ฯลฯ เคลื่อนขบวนไปที่หน้าอาคารรัฐสภา และทำกาารปิดล้อมทางเข้า-ออก ซึ่งก็ได้มีการนำน้ำมันราดบนถนนหน้ารัฐสภาด้วย พร้อมขู่ว่าจะใช้กำลังประทุบร้าย ส.ส.และ ส.ว. และยังมีการใช้รถกระบะหมายเลขทะเบียน วพ 1968 กทม. ขับขี่โดยนายปรีชา ตรีจรูญ แนวร่วมพธม.ขับรถพุ่งไล่ชนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้รับบาดเจ็บหลายราย ซึ่งพนักงานอัยการได้แยกฟ้องจำเลยต่อศาลอาญา
ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้ง 5 ให้การปฏิเสธ ซึ่งท้ายฟ้อง นายชัยรัตน์ กรรนิการ์ อัยการฝ่ายคดีอาญา 10 ได้ขอให้ศาลพิจาณาพิพากษาลงโทษและนับโทษนายสนธิ จำเลยที่ 1 ต่อจากโทษ ในคดีหมิ่นประมาท 4 สำนวน และพ.ร.บ.หลักทรัพย์อีก 1สำนวน
โดยในวันนี้ศาลได้สอบคำให้การจำเลยทั้ง 5 แล้ว ทั้งหมดให้การปฏิเสธ ศาลจึงนัดตรวจหลักฐานในวันที่ 29 เม.ย. 2556 เวลา 13.30 น.
ขณะที่นายประยุทธ ป.สัตยารักษ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 ได้เปิดเผยถึงรายละเอียด คดีที่อัยการได้ยื่นฟ้อง นายปรีชา ตรีจรูญ แนวร่วมพธม. เป็นจำเลย ในความผิดฐาน พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน กรณีที่จำเลยได้ขับรถกระบะไล่พุ่งชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมพื้นที่บริเวณสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 ว่า เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาแล้วว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ให้จำคุกตลอดชีวิตและให้จำคุก 1 ปี ฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ ขณะที่ศาลเห็นว่าทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกทั้งสิ้น 33 ปี 12 เดือน ซึ่งเดิมคดีนี้ศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้น เคยพิพากษาจำคุก 3 ปี จำเลยฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำตามหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(2) , 80 ซึ่งเห็นว่าจำเลยกระทำไปโดยมีเหตุบันดาลโทสะและจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่ง และจากเหตุที่เกิดขึ้นจำเลยเองได้รับอันตรายสาหัสตาบอด เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ส่วนข้อหาอื่นให้ยก
"คดีนี้เป็นนิทัศน์อุทาหรณ์ คดีตัวอย่างแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ในการกระทำและโทษที่ได้รับ และขอวิงวอนว่า ในอนาคตหากจะมีการชุมนุมทางการเมือง หรือชุมนุมเรียกร้องใดๆ ก็ตาม ผู้ชุมนุมพึงปฏิบัติตามกฎหมาย คือ ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ กรุณาอย่าใช้ความรุนแรง อย่าขว้างปาหรือทุบตีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ เพราะหากถูกดำเนินคดีดังตัวอย่างข้างต้น ตัวเองและครอบครัวจะเดือดร้อนแสนสาหัส ผู้รักษากฎหมายไม่รู้จะทำอย่างไรนอกจากทำตามหน้าที่ และเศร้าหดหู่ใจที่จะต้องดำเนินคดีกับประชาชน บางครั้งบางคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์"



