
เปิด7จุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุบนถนน
ตำรวจทางหลวง เปิด 7 จุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุบนถนนทางหลวงช่วงเทศกาลปีใหม่ สั่งเจ้าหน้าที่ตั้งจุดตรวจความเร็วเป็นระยะ
27 ธ.ค.55 พ.ต.อ.ดิเรก ปลั่งดี รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง(บก.ทล.) เปิดเผยว่า จุดเสี่ยงถนนทางหลวงที่มักเกิดอุบัติเหตุรุนแรงในช่วงเทศกาลปีใหม่ ใน 7 เส้นทางสายหลัก ได้แก่ ถนนพหลโยธิน ช่วง จ.พระนครศรีอยุธยา ถนนมิตรภาพ ช่วง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ถนนพระราม2 ช่วง จ.สมุทรสาคร ทางหลวงหมายเลข 304 ตอนกบินทร์-ปักธงชัย ทางหลวงหมายเลข 348 ตอนอรัญประเทศ-โนนดินแดง จ.สระแก้ว ทางหลวงหมายเลข 2 ถนนมิตรภาพขาขึ้น จ.นครราชสีมา และทางหลวงถนนมิตรภาพขาล่อง จ.นครราชสีมา
ส่วนเส้นทางจุดเสี่ยง 7 ถนนสายหลัก ทางกองตำรวจทางหลวง จึงได้สั่งการให้ตำรวจทางหลวงทั้ง 8 กองกำกับการ 41 สถานี เร่งดำเนินการตั้งจุดตรวจจับความเร็วทุกระยะบนทางหลวงที่เป็นจุดเสี่ยงและจุดที่รับผิดชอบ ซึ่งจะมีด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ตลอดเส้นทาง พร้อมทั้งจัดวิทยุสายตรวจเคลื่อนที่ ตรวจจับบริเวณเส้นแบ่งช่องทางเดินรถ และเส้นทึบสีเหลืองซึ่งเป็นเขตห้ามแซง
ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ทำการเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2556 เพื่อเป็นสถานที่รวบรวมข้อมูลและสั่งการไปยังเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานในจุดพักรถและด่านตรวจตามเส้นทางต่างๆ ให้คอยควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุทางถนน ทั้งการขับรถเร็วกว่ากฎหมายกำหนด การขับรถมอเตอร์ไซค์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย โดยเฉพาะพฤติกรรมเมาแล้วขับ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก โดยระหว่างวันที่ 28 ธ.ค. 2555 ถึงวันที่ 3 ม.ค. 2556 ทางศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน จะมีการประกาศจำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในแต่วัน เพื่อเป็นการย้ำเตือนประชาชน ให้มีความระมัดระวังในการเดินทางมากขึ้น
พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ก่อนที่จะมีการสั่งการมาตรการต่างๆ ไปยังศูนย์อำนวยการฯ ระดับจังหวัดและระดับอำเภอ โดยเน้นการปรับแผนการดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุบัติเหตุของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการตั้งจุดตรวจบริเวณจุดเสี่ยงอันตราย เข้มงวดกวดขันการขับรถเร็ว การดื่มแล้วขับ การไม่สวมหมวกนิรภัย และการควบคุมรถกระบะบรรทุกผู้โดยสารท้ายกระบะรถ
พล.ต.ท.ชัจจ์ กล่าวต่อว่า ในปี 2556 ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน(ศปภ.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายเตรียมความพร้อมป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานตามมาตรการ 6 ด้าน คือ จัดตั้งศูนย์กลางเชื่องโยงการลดอุบัติเหตุทางถนน เน้นการจัดตั้งจุดตรวจคุมเข้มพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ จัดตั้งจุดตรวจตักเตือนประจำชุมชน ปรับปรุงและซ่อมแซมจุดเสี่ยงบนถนนสายต่างๆ จัดทีมชุดกู้ภัยเข้าถึงและส่งต่อผู้บาดเจ็บอย่างรวดเร็ว และการรณรงค์สร้างความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเยาวชนและผู้ใช้แรงงาน
ด้าน นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดจำนวนอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น จึงอยากร้องขอให้ประชาชนทุกคน เตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่จะขับรถกลับภูมิลำเนาต่างจังหวัดด้วยตัวเอง ต้องประเมินสภาพร่างกายว่ามีความพร้อมแค่ไหนในการขับขี่ รวมถึงทำการตรวจเช็คสภาพรถที่จะให้เดินทางให้อยู่ในภาพที่พร้อมใช้งาน พร้อมทั้งทำการศึกษาเส้นทางให้เข้าใจ เพราะการขับรถหลงทางจะส่งผลต่อผู้ขับขี่ให้เกิดความอ่อนล้าอ่อนเพลีย ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ภายหลังจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ดำเนินมาตรการเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนน พบว่า สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต ในช่วงเทศกาลปีใหม่นั้น ส่วนใหญ่เกิดจากสาเหตุการเมาแล้วขับ ทั้งในส่วนของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ส่งผลให้มาตรการป้องกันอุบัติเหตุในช่วงที่ผ่านมา ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นในปี 2556 มาตรการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ จึงมุ่งเน้นไปที่การตั้งจุดตรวจตามเส้นทาง โดยสั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบผู้ขับขี่อย่างเข้มงวด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุให้น้อยลงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ขณะที่ สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนช่วงปีใหม่ ปี 2555 ที่ผ่านมา ระบุว่าช่วงเทศกาลปีใหม่ 2555 เกิดอุบัติเหตุกว่า 3,093 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 336 ราย บาดเจ็บ 3,375 ราย โดยพบร้อยละ 37.28 เกิดจากสาเหตุจากเมาแล้วขับ ซึ่งในปี 2556 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงวางเป้าหมายลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ จากการเกิดอุบัติเหตุทางถนนให้ได้ ร้อยละ 5 คือ อุบัติเหตุไม่เกิน 2,939 ครั้ง ผู้เสียชีวิตไม่เกิน 320 ราย และผู้บาดเจ็บไม่เกิน 3,207 ราย



