
'เฉลิม'ฟันธงคดีราเมศไม่เกี่ยวการเมือง
"เฉลิม" ระบุมอบให้ "ผบ.ตร." แจงหลังประชุม ตร.4จว.ใต้ คดีทำร้าย "ราเมศ" ย้ำ ตร.ไม่เคยรังแกประชาชน ฟันธงไม่เกี่ยวกับการเมือง เพราะไม่ใช่คนสำคัญ
วันที่ 27 ธ.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ช่วงกระทู้ถามสด นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งกระทู้ถามสด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรื่อง มาตรการในการป้องกันอาชญากรรมและการคุกคาม ข่มขู่ พรรคการเมืองฝ่ายค้าน โดยยกกรณีมีคนทำร้ายนายราเมศ รัตนเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. เพราะด้วยการประกาศนโยบายให้ตำรวจเลือกข้างพรรคเพื่อไทย ตามที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรีประกาศไว้ นอกจากนั้นแล้วเชื่อว่าคดีดังกล่าวตำรวจจะไม่สามารถหาคนทำผิดมาลงโทษได้ อย่างไรก็ตามการตั้งข้อสังเกตของการทำร้ายเป็นเพราะนายราเมศทำคดีที่เกี่ยวกับนายตำรวจที่ดำรงตำแหน่งระดับสูง จึงน่าจะเกี่ยวข้องกัน
ร.ต.อ.เฉลิม ชี้แจงแทนนายกฯ ว่า ประเด็นที่ระบุว่าตนประกาศนโยบายให้ตำรวจเลือกข้างนั้น เป็นการพูดเย้าแหย่ แบบตำรวจพูดกับตำรวจ ไม่ใช่พูดในฐานะนักการเมือง เพราะช่วงที่พูดตรงกับการจัดเวทีปราศรัยและทางพรรคเพื่อไทยขอให้ตำรวจมาดูแลแต่พบว่าตำรวจไม่มา ทั้งที่เป็นหน้าที่ ซึ่งไม่ทราบว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์สั่งมาหรือไม่ อย่างไรก็ตามคดีของนายราเมศ เหตุที่คดีไม่มีความคืบหน้าเพราะผู้เสียหายไม่ยอมให้การกับเจ้าหน้าที่และเมื่อดูรูปการของสถานการณ์แล้ว การประทุษร้ายนั้นผิดรูปแบบ เพราะผู้ร้ายที่เป็นผู้ขี่รถจักรยานยนต์ลงมาทำร้ายร่วมกับผู้ร้ายที่เป็นผู้ซ้อนท้าย ทั้งนี้โดยปกติคนทำร้ายต้องหนีไปแล้ว ดังนั้นอย่าโทษตำรวจฝ่ายเดียว ทั้งนี้ตำรวจไม่ระบุชัดว่าเป็นประเด็นการเมือง เพราะนายราเมศทำมาหลายคดี มีทั้งคนรักและเกลียด อีกทั้งนายราเมศไม่ใช่บุคคลสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีบทบาททางการเมือง เป็นเพียงแค่รองโฆษกพรรคและนักกฎหมายของพรรคเท่านั้น
นายนิพิฎฐ์ อภิปรายโดยไม่มีข้อซักถามว่า นายราเมศถอดเครื่องช่วยหายใจได้เพียง 2 วันและเพิ่งจะพูดได้ ร.ต.อ.เฉลิมจะให้หามมาให้ตำรวจหรือไม่ ส่วนประเด็นการสอบสวนที่ระบุว่าหากผู้เสียหายไม่มาให้การจะทำต่อไม่ได้ ตนไม่เชื่อ เพราะตำรวจสมัครใจทำคดีอื่นมากกว่า ซึ่งตนแนะนำนายราเมศให้เปลี่ยนชื่อเป็น พานทองแท้ เพื่อให้ตำรวจเร่งสางคดีภายใน 24 ชั่วโมง ตำรวจมีตราแผ่นดินอยู่บนหัวและมีคำขวัญว่าพิทักษ์สันติราษฎร์กำกับ ดังนั้นต้องรักษาแผ่นดินและความยุติธรรม หากไม่สามารถรักษาได้ขอให้ถอดตราแผ่นดินแล้วไปเป็นยาม ทั้งนี้ตนอยากให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ออกมาพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจน ว่ามีปัญหากับนายราเมศหรือไม่”
รองนายกฯ ชี้แจงว่า ในช่วงบ่ายวันนี้ซึ่งมีการประชุมวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ตำรวจพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ หลังการประชุมแล้ว ตนจะให้พล.ต.อ.อดุลย์ชี้แจงเรื่องนี้และคดีนี้จะให้นายตำรวจใหญ่มาคุม หากพบว่าใครทำผิดจะไม่มีการละเว้น อย่างไรก็ตามขอให้พูดข้อเท็จจริง และคำนึงถึงศักดิ์ศรีด้วยว่านายราเมศไม่ได้ทำคดียื่นฟ้อง พล.ต.อ.อดุลย์ และ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กรณีไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ต่างประเทศ เพราะมีอีกหลายคดี เช่น เป็นทนายความให้กับทีมสายล่อฟ้า, คดีเงินบริจาคน้ำท่วม ปี 2553, คดีร่วมกันก่อเหตุฆ่าคนตาย โดยเจตนาเล็งเห็นผล, แจ้งข้อหากบฎ ต่อแกนนำนปช. ระหว่างชุมนุม ปี 2552, คดีฟ้องหมิ่น นายประชา ประสพดี รมช.มหาดไทย, คดีฟ้องพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ประเด็นถอดยศ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
“ผมไม่นิยมความรุนแรง ผมจะไปสั่งให้ตำรวจทำร้ายคนทำไม จากประเด็นที่บอกให้ตรวจสอบลายนิ้วมือบนรถ โดยผลจากกองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบพบลายนิ้วมือบนรถยนต์ระบุตัวคนได้จำนวน 2 คน และลายพิมพ์นิ้วมือแฝงอื่นๆ คือ 1.นายวุฒินันท์ สมศรี อายุ 36 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่จ.นครสวรรค์ เคยถูกจับที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ข้อหาการพนันเมื่อปี 2551 และ 2.นางศรีสุดา สุพศรี อายุ 57 ปี ถูกจับที่ สภ.อ.ปากเกร็ด ข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง หากคุณราเมศหายดีจะได้มาตรวจสอบว่าคนที่มาตี หญิงหรือชาย มากี่คน พฤติกรรมเป็นเช่นไร ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติว่าใครผิด แต่ตำรวจ ไม่ได้ยุติการตรวจสอบ อยากบอกว่าบางคดีใช้เวลา 6 เดือน ถึง 3 ปี ผมยืนยันว่าตำรวจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่มีวันรังแกประชาชน” รองนายกฯ ชี้แจง



