
'อดุลย์'คาดโทษตร.เมินลงพื้นที่ภาคใต้
'อดุลย์' คาดโทษตร.เมินลงพื้นที่ภาคใต้ ย้ำอยากให้น้องๆเสียสละเพื่อชาติ เจ้าตัวบอกอยู่ในพื้นที่ 3 ปีกว่าไม่เคยบ่น ด้าน'พงส.'ยื่นหนังสือ'ก.ตร.'ค้านจับฉลากลงใต้
27 ธ.ค.55 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พนักงานสอบสวนได้เข้าร้องเรียนไม่ยอมรับการจับฉลากคัดเลือกนายตำรวจเพื่อลงไปปฏิบัติหน้าที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เนื่องจากพนักงานสอบสวนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขาดแคลน 100 กว่าคน มีสมัครใจ 30 คน จึงมีการจับฉลากเพื่อให้ได้จำนวนที่ต้องการ เป็นเรื่องธรรมดาคนที่ไปไกลจากบ้านก็ต้องมีปัญหา แต่ถ้าคิดให้ดีถือว่าเป็นการทำเพื่อชาติทุกคนต้องเสียสละ ตนอยากให้น้องๆ ทุกคนเสียสละเพื่อช่วยชาติบ้านเมือง ตนอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มา 3 ปีกว่าไม่เคยบ่น อย่างไรก็ตาม การร้องเรียนมานั้นเราก็รับฟัง แต่อยากให้น้องๆ ลงไปช่วยชาติบ้านเมือง ส่วนจะมีบทลงโทษผู้ที่ร้องเรียนหรือไม่นั้น ตนเพิ่งได้รับรายงานต้องกลับไปพิจารณาดู ทั้งนี้ ตำแหน่งพนักงานสอบสวนเป็นตำแหน่งเฉพาะที่ต้องอยู่ในพื้นที่ ซึ่งการเดินทางไกลจากที่อื่นมาอยู่ในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจจะมีปัญหาซึ่งตนก็เข้าใจ แต่เราขาดแคลนพนักงานสอบสวนก็ต้องมาช่วยกัน
เมื่อถามว่า ถ้าถูกบังคับให้ลงไปทำงานในพื้นที่โดยไม่สมัครใจจะส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือไม่ พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ต้องกลับไปพูดคุยกัน
"พงส."ยื่นหนังสือ"ก.ตร."ค้านจับฉลากลงใต้
พ.ต.ท.ไขแสง ถวิลวงศ์ พนักงานสอบสวน สภ.บ้านฝาง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือพร้อมเอกสารกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจเพื่อขอความเป็นธรรมกรณีที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. มีนโยบายบังคับให้พนักงานสอบสวนทั่วประเทศจำนวน 6 พันคน ต้องจับฉลากเพื่อหาคน 150 คนลงไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 7 ม.ค.2556 โดยเห็นว่าเป็นนโยบายที่ไม่มีความเป็นธรรม และไม่เสมอภาค เป็นการเลือกปฏิบัติกับเฉพาะพนักงานสอบสวน
"ตนมาในฐานะตัวแทนรับมอบอำนาจจากพนักงานสอบสวนในพื้นที่ บช.ภ.4 ที่ลงชื่อไว้ 76 นาย และยังมีพนักงานสอบสวนทั่วประเทศรวม 3,000- 4,000 นาย ที่เข้าข่ายได้รับความเดือดร้อนจากนโยบายดังกล่าว ที่ติดตามดูผลการเคลื่อนไหวของพวกตนที่มายื่นร้องทุกข์" พ.ต.ท.ไขแสง กล่าว
พ.ต.ท.ไขแสง กล่าวต่อว่า ไม่ได้คัดค้านการที่จะส่งพนักงานสอบสวนลงไปปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคใต้ แต่คัดค้านวิธีการจับสลาก เพราะเป็นวิธีการที่ไม่มีความเสมอภาค ตนและแต่ละคนที่อยู่ในข่ายต้องจับฉลากกินไม่ได้นอนไม่หลับ ได้รับความทุกข์ เพราะแน่นอนว่าไม่มีใครอยากไป บางคนสมัครใจไปแต่ครอบครัวก็ไม่ยินยอม
"ขอยกตัวอย่างพนักงานสอบสวนรายหนึ่งยศ ร.ต.อ.ที่อยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคพวกร่วมกันลงขันให้เงินเพื่อเดินทางไปทำงานภาคใต้ จำนวนเงินก็ได้มากพอสมควร แต่เมื่อไปบอกลูกเมีย คนในครอบครัวก็ไม่ยอม พ่อแม่ก็เป็นโรคความดันขึ้นทันที เขาต้องมาบอกผู้บังคับบัญชาและพรรคพวกว่า เขาไม่สมัครไปแล้ว อันนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้เจ้าตัวเองจะสมัครใจไป แต่ถ้าพ่อแม่ลูกเมียไม่ยินยอมก็มีปัญหาด้วย ผมเองก็อยู่ในข่ายนี้เช่นกัน"พ.ต.ท.ไขแสง กล่าว
พ.ต.ท.ไขแสง กล่าวต่ออีกว่า พนักงานสอบสวนที่อยู่ในข่ายที่จะถูกจับสลากไปภาคใต้อายุอยู่ระกว่าง 40 -50 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงที่กำลังสร้างครอบครัว กำลังดูแลลูกที่กำลังเจริญเติบโต ดูแลพ่อแม่ที่กำลังป่วยและแก่ชรา แตกต่างจากทหารเกณฑ์ที่อยู่ในช่วงอายุ 20 - 21 ปี ที่ยังมีภาระไม่มาก ตนว่า ทางออกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีทางออกที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่มาจับสลากแบบนี้ ตนเชื่ออย่างนั้นว่า น่าจะได้รับความยุติธรรมจาก ก.ตร.
เมื่อถามว่า หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้พนักงานสอบสวนเป็นคนจับสลากด้วยตัวเองจะดีไหม พ.ต.ท.ไขแสง กล่าวว่า ไม่ว่าจะจับให้ หรือให้จับเองก็ไม่เห็นด้วยทั้งสิ้น เพราะวิธีการนี้ไม่ถูกต้อง ไม่มีความเสมอภาคสำหรับวิธีการจับสลาก ยกตัวอย่างเช่น คนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้กำกับมีอัตราส่วนมากกว่าที่จะไปภาคใต้ ทำไมไม่ใช้วิธีการจับสลากเป็นผู้กำกับบ้างล่ะ ทำไมถึงมาเลือกวิธีการจับสลากกับพนักงานสอบสวนไปภาคใต้ เป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่เสมอภาค ไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงต้องมาร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้พยายามสื่อสารกับผู้บังคับบัญชาแล้ว แต่ได้รับการเพิกเฉย ตนไม่มีทางเลือก พยายามมาแล้วทุกช่องทาง ผ่านสื่อมวลชนก็ทำแล้ว เชื่อว่า ผู้บังคับบัญชาทราบแต่นิ่งเฉยอย่างเดียว รอเวลาแล้วก็ดำเนินการ ทุบๆ ออกมาเป็นขั้นเป็นตอน
"ต่อจากนี้เป็นเรื่องของ ก.ตร.จะพิจารณาใช้ดุลยพินิจว่าจะให้ความเป็นธรรมได้มากน้อยแค่ไหน หากมีคำสั่งออกมาก่อนก็อาจจะต้องขออำนาจศาลปกครองคุ้มครองชั่วคราว ถ้ามีความจำเป็นเพราะเราเดือดร้อนจริงๆ" พ.ต.ท.ไขแสง กล่าว



