ข่าว

ภัยพิบัติโลกวิปริตเขย่าขวัญทั่วโลก

ภัยพิบัติโลกวิปริตเขย่าขวัญทั่วโลก

27 ธ.ค. 2555

ภัยพิบัติโลกวิปริต เขย่าขวัญทั่วโลก

                 สถานการณ์ภัยพิบัติทั่วโลกหลายปรากฏการณ์ถือว่า "เขย่าขวัญ" ชวนให้คิดถึงคำทำนายตามปฏิทิน "เผ่ามายา" จารึกว่าวันที่ 21-22 ธันวาคม 2555 "โลกจะแตก" อย่างประเทศเพื่อนบ้านเรา "ฟิลิปปินส์" เจอภัยธรรมชาติโจมตีหลายระลอก หลายรูปแบบ เริ่มจากช่วงต้นปีเกิดเหตุ "ดินถล่ม" ในแหล่งขุดทองบนเกาะมินดาเนามีผู้เสียชีวิต 25 คน ผู้สูญหายกว่า 100 คน จากนั้นแผ่นดินไหวระดับ 6.9 ริกเตอร์ บริเวณนอกชายฝั่งทางภาคกลาง ส่งผลให้ชาวเมืองกุยฮัลนกัน ซิตี้ และเมืองลา ลิเบอร์ทาด จ.เนกรอส โอเรียนทัล สังเวยชีวิต 48 คน สูญหาย 92 คน

                 ล่าสุดช่วงต้นเดือนธันวาคม ฤทธิ์พายุไต้ฝุ่นโบพา เคลื่อนตัวด้วยความเร็วลมที่ศูนย์กลางแตะระดับ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นฝั่งเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของประเทศฟิลิปปินส์ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 540 คน ประชาชนกว่า 5 หมื่นคนไร้ที่พักพิง

                 ส่วนที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ก็ไม่รอดจากอุทุกภัย ถือว่าน้ำท่วมในช่วงปลายปีในปีนี้หนักหน่วงที่สุด นครใหญ่ที่มีประชากร 8 ล้านคน จมน้ำตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากฝนตกในช่วงเปลี่ยนฤดู ประกอบกับน้ำทะเลหนุนสูง

                 หลังเจอฤทธิ์พายุถล่มหมู่เกาะโบลา ฮาติยา และแซนด์วิป ประเทศบังกลาเทศ ส่งผลให้ชาวประมงตาย 19 คน สูญหาย 1,500 คน ขณะที่พายุไซโคลนพัดถล่มภาคใต้ของอินเดีย ตามด้วยฝนตกหนักและสตอร์มเซิร์จ กระทั่งน้ำท่วมฉับพลันในที่ราบลุ่มชาวอินเดียกว่า 1 แสนชีวิต ต้องอพยพด้วยความทุลักทุเล

                 ขณะที่ "พายุวิเซนเต" ถล่มกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้เกิดฝนตกหนักสุดในรอบ 64 ปี น้ำท่วมฉับพลันหลายพื้นที่ โดยพายุยังเคลื่อนเข้าเกาะฮ่องกง สำหรับชาวปากีสถานมีผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม 455 คน และส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 5 ล้านคน

                 บนแผ่นดินมังกร ปีนี้ชาวจีนเผชิญกับ "พายุหิมะ" และ "ฝนลูกเห็บ" เนื่องจากอากาศหนาวเย็นเร็วกว่าปกติ บางพื้นที่ในเมืองจางเจี่ยโกว อุณหภูมิลบ 15 องศาเซลเซียส กระทั่งนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเสียชีวิต 2 คน หลังพลัดหลงติดพายุหิมะอยู่บนเทือกเขาบริเวณกำแพงเมืองจีน ส่วนที่กรุงปักกิ่งมีหิมะตกปริมาณหนามากกว่า 58 มิลลิเมตร มากสุดเป็นสถิตินับตั้งแต่ปี 2494 หรือหนักสุดรอบ 60 ปี ขณะที่เขตไห่เตี้ยน หิมะตกติดต่อกันกว่า 40 ชั่วโมง วัดได้ปริมาณหนาถึง 96 มิลลิเมตร

                 เช่นเดียวกับ ทางเหนือของญี่ปุ่นพายุหิมะถล่มเป็นวงกว้าง ประชาชนกว่า 4.1 หมื่นหลังคาเรือน ไม่มีไฟฟ้าใช้ และกระทบการจราจรทั้งทางบกและอากาศอย่างหนัก กระทั่งเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม เกิดเหตุระทึกขวัญขึ้น เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 ริกเตอร์ นอกชายฝั่ง จ.มิยางิ จุดที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ตามด้วยสึนามิเมื่อเดือนมีนาคม 2554 โดยเหตุแผ่นดินไหวล่าสุดมีศูนย์กลางแรงสั่นสะเทือนอยู่ลึกลงไปใต้ท้องทะเล 10 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ไกลถึงกรุงโตเกียว เคราะห์ดีครั้งนี้มีคลื่นสูงเพียง 1 เมตร

                 สำหรับชาวยุโรปหลายชาติต้องเผชิญกับอากาศหนาวจัดมีคนตายถึง 306 คน จำนวนนี้เป็นชาวยูเครนถึง 131 คน และผู้ป่วยประมาณ 1,800 คน ชาวโปแลนด์เสียชีวิต 53 คน และชาวโรมาเนีย 34 คน ทั้งนี้ช่วงกลางคืนในฟินแลนด์อุณหภูมิติดลบ 40 องศาเซลเซียส ส่วนในกรุงโรมของอิตาลี หิมะตกหนักครั้งแรกในรอบ 26 ปี ขณะที่ชาวบัลแกเรียต้องเสียชีวิตจากการจมน้ำตายอย่างน้อย 5 คน หลังจากฝนตกหนักและพายหิมะโหมอย่างหนัก อีกทั้งเขื่อนขนาดเล็กแตกน้ำทะลักเข้าท่วมหมู่บ้านบีเซอร์ใกล้ชายแดนกรีซระดับน้ำสูง 2.5 เมตร ทางการเร่งอพยพชาวบ้านราว 800 คน

                 ข้ามไปที่สหรัฐอเมริกา "พายุโซนร้อนไอแซค" ทวีความรุนแรงขึ้นเป็น พายุเฮอริเคน ถล่มรัฐฟลอริดา ซึ่งตรงกับวันช่วงโหวตเลือกผู้นำมะกัน ความรุนแรงของพายุระดับ 113 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัดกระหน่ำสนามบินนานาชาติฟอร์ท เวิร์ท เมียชัม พื้นที่ตอนเหนือของรัฐเทกซัส โดยเหวี่ยงเครื่องบินหลายลำกระแทกพื้นสนามบินและตัวอาคารที่อยู่ใกล้ๆ จนกำแพงและผนังหลุด ต่อมาพายุเฮอริเคน "แซนดี้" ความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จู่โจมในพื้นที่ 15 รัฐ ด้านชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา สรุปมีผู้เสียชีวิต 48 คน ใน 8 รัฐ บาดเจ็บนับร้อย หลายเมืองตกอยู่ในความมืดร่วมสัปดาห์

                 ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อากาศหนาวจัดผิดปกติที่แผ่คลุมทั่ว รัสเซีย และ ยุโรปตะวันออก คร่าชีวิตชาวบ้านเกือบ 200 คน โดยอุณหภูมิในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ลดลงต่ำกว่า -20 องศาเซลเซียส ขณะที่บางพื้นที่ในไซบีเรีย อุณหภูมิลดลงถึง -50 องศาเซลเซียส ส่วนแคว้นต่างๆ ที่ติดกับฝั่งยุโรปของรัสเซีย อุณหภูมิได้ลดลงไปแตะ -31 องศาเซลเซียส ในวันคริสต์มาสอีฟ

                 ความสูญเสียจากมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554 ยังฝังแน่นในความทรงจำของคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะจุดวิกฤติสำคัญตลอดลุ่มเจ้าพระยา ตั้งแต่นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี ยันถึงกรุงเทพฯ ปีนี้รัฐบาลจึงทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลก่อป้อมปราการปกป้องยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ โดยมอบหมายให้ "ปลอดประสพ สุรัสวดี" เป็นหัวเรือใหญ่บัญชาการรับมือภัยธรรมชาติ ในนามคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)

                 นอกจากนี้ รัฐบาลยังปรับแนวคิดบริหารจัดการ "น้ำต้นทุน" ในเขื่อนอันเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ไหลสู่แม่น้ำเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ เน้นรักษาระดับในอ่างเก็บน้ำเฉลี่ย 50% พูดภาษาชาวบ้านคือ ฝนตกเท่าไหร่ ก็พร่องน้ำออกไปเท่านั้น โดยมองข้ามสัดส่วนน้ำที่ใช้ในระบบชลประทาน สรุปพอถึงปลายปีประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน และภาคกลางบางส่วนประสบภัยแล้งเป็นวงกว้าง

                 ความพยายาม "อุดจุดอ่อน" ในพื้นที่เคยถูกน้ำท่วมซ้ำซาก ดูเหมือนจะได้ผล เพราะปีนี้ฝนตกน้อยกว่าปกติ ทว่าช่วงกลางปีนี้ฝนตกหนักในแถบ จ.แพร่ ทำให้น้ำใน ลำน้ำน่าน ล้นทะลักเข้าท่วมพื้นที่ จ.สุโขทัย ถึงสองระลอก แม้ว่าเจ้าหน้าที่สร้างแนว "บิ๊กแบ็ก" ก็ไม่อาจต้านทานพลังของสายน้ำเชี่ยวที่ไหลเข้าตัวเมืองสุโขทัย บางจุดระดับน้ำท่วมสูงเฉียด 2 เมตร โดยเฉพาะศูนย์กลางเศรษฐกิจในเขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานีเสียหายหลักพันล้านบาท จากนั้นมวลน้ำเอ่อล้นเข้าท่วมพิจิตร และพิษณุโลก ชาวบ้านหลายแสนครอบครัวเรือนใช้ชีวิตแบบจมบาดาลนานแรมเดือน

                 ถัดมาประมาณเดือนกันยายน พายุฝนถล่มหนักแถบชายแดนไทย-เขมร น้ำป่าจากเขาสอยดาว จ.จันทบุรี ไหลเข้าท่วม อ.วังน้ำเย็น อ.เมืองสระแก้ว อ.วัฒนานคร และอ.อรัญประเทศ โดยเฉพาะย่านการค้าตลาดโรงเกลือระดับน้ำสูงกว่า 1.5 เมตร ถือเป็นความรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ชั่วข้ามคืนกระแสน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีล้นตลิ่งท่วม จ.ปราจีนบุรี ใน 3 อำเภอ คือ กบินทร์บุรี ประจันตคาม และศรีมหาโพธิ์ ไร่นาและบ้านเรือนถูกน้ำท่วมเป็นวงกว้าง บางพื้นที่ระดับน้ำสูงเกิน 2 เมตร

                 ที่ตลกร้ายคือ กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนรับมือ "พายุแกมี" ระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม ขณะที่ประธาน กบอ. จ้อผ่านสื่อว่า "3 วันนี้ถ้าไม่จำเป็นคนกรุงเทพฯ อย่าออกจากบ้าน" พร้อมตั้งชุดเฉพาะกิจสู้น้ำ 30 วัน ความตื่นตระหนกหวนมาหลอนอีกครั้ง แต่พอถึงวันจริง พายุแกมีกลายสภาพเป็นเพียงสายฝนโปรยปราย...น้ำท่วมขังบางเขตเท่านั้น สรุปคนกรุงตื่นฟรี