ข่าว

'ปู'ห้ามศึกพท.ซัดกันเละถกแก้รธน.

'ปู'ห้ามศึกพท.ซัดกันเละถกแก้รธน.

26 ธ.ค. 2555

พท.ซัดกันเละถก 3 แนวทางแก้รธน. 'ยิ่งลักษณ์' ต้องสั่งจับกลุ่มคุยกันก่อนตัดสินใจอีกครั้ง 'สดศรี' เตือนขนคนลงคะแนนประชามติ ผิด ก.ม.ทำไม่ได้

              26ธ.ค.2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมพรรคเพื่อไทยวันที่ 25 ธ.ค. บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจากมี ส.ส.หลายคนลุกขึ้นเสนอความเห็นหลากหลาย ต่อแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค มีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนให้โหวตวาระ 3 ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ส.ส.เสื้อแดง เช่น นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นพ.เหวง โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ โดยให้เหตุผลว่า หากมีการดำเนินการทำประชามติ เกรงว่าจะมีผู้มาลงคะแนนไม่ถึง 24 ล้านคน และรัฐบาลจะลำบาก เนื่องจากจะถูกสังคมกดดันให้แสดงความรับผิดชอบ และนายกฯ อาจจะอยู่ไม่ได้ หากผลออกมาไม่ผ่าน จะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่รัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วยว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข และจะถูกฝ่ายการเมืองนำมาเป็นประเด็นโจมตี แต่หากมีการโหวตวาระ 3 แล้วไม่ผ่านก็ไม่เกิดผลเสียอะไร ไปเริ่มต้นกันใหม่ได้

              ส่วนกลุ่มที่เห็นด้วยกับการทำประชามติ อาทิ นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี เนื่องจากเห็นว่าผ่านความเห็นของพรรคร่วมรัฐบาลมาแล้ว หากเปลี่ยนเป็นแนวทางอื่น กลัวว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะไม่เอาด้วย

              ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันให้แก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา 9 ประเด็น 81 มาตรา โดยเฉพาะประเด็นที่มาขององค์กรอิสระทั้ง กกต. และ ป.ป.ช. ที่ควรมาจากเสียง ส.ส.ในสภา ไม่ใช่กลุ่มบุคคลแต่งตั้งกันเอง อีกทั้งวาระการดำรงตำแหน่งของ ป.ป.ช.ควรจะอยู่ในวาระ 4 ปีเท่านั้น ส่วนอำนาจตุลาการ โดยเฉพาะศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คนนั้น เมื่อเกิดปัญหาไม่มีใครไปร้องเรียนอะไรได้ ดังนั้น จึงควรมีคณะกรรมการตุลาการศาล ขึ้นมาควบคู่ตรวจสอบด้วย หากเกิดปัญหาจะได้มีช่องทางให้ร้องเรียน นอกจากนี้ควรปรับเปลี่ยนให้ทุกคดีอยู่ในการตัดสินของ 3 ศาล คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ไม่ใช่ศาลเดียวจบอย่างในปัจจุบัน รวมทั้งประเด็นการยุบพรรคที่ปัจจุบันมีการยุบพรรคง่ายเกินไป ซึ่งไม่ควรเป็นเช่นนั้น

              ทั้งนี้ เมื่อการถกเถียงผ่านไปนานกว่า 3 ชั่วโมง ก็ยังไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงเสนอให้ทั้ง 3 ฝ่ายที่เห็นด้วยกับโหวตวาระ 3 การทำประชามติ และการแก้เป็นรายมาตรา ไปแยกกลุ่มคุยกัน แล้วส่งความเห็นให้คณะทำงานศึกษาข้อกฎหมายและวิธีการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลตั้งขึ้น ซึ่งจะมานำเสนอในการสัมมนาพรรคเพื่อไทยในวันที่ 6-7 มกราคม ที่เขาใหญ่ รวมทั้งขอให้ ส.ส.ไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนถึงสาเหตุที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย


กกต.เตือนขนคนทำประชามติผิดก.ม.

              นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลอาจมีการระดมคนให้ออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติว่า การออกเสียงประชามติ รัฐบาลเป็นผู้จัดการ รัฐบาลต้องรณรงค์ให้ประชาชนออกมาออกเสียงประชามติ ซึ่งการที่รัฐบาลรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามตินั้น เป็นการเชิญชวนที่จะบอกข้อดี ข้อเสีย ของการทำประชามติ ถือว่าไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย แต่หากรัฐบาลระดมมวลชนหรือขนคนออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติ เรื่องนี้ถือว่าผิดกฎหมาย ตามมาตรา 38 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทำประชามติ ที่ระบุไว้ว่า ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใดๆ อันเป็นให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งไม่สามารถทำได้ แน่นอนที่สุดว่าการกระทำเช่นนี้ส่งผลให้ตัวแปรของคะแนนเสียงเปลี่ยนไป แต่ต้องถามกลับไปว่า หากทำเช่นนี้แล้ว มั่นใจหรือไม่ว่าจะได้เสียง 24 ล้านคน ซึ่งเป็นเสียงที่เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์

              “การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ เกณฑ์คนให้ออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติ อาจจะตีความได้ว่าการกระทำดังกล่าว เป็นเหตุให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมได้ เช่น หากผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ระดมคนออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามตินั้น ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ของผู้ว่าฯ ที่จะกระทำตามหน้าที่ปกติทั่วไป ดังนั้น อาจมีคนยื่นร้องว่าผู้ว่าฯ ใช้หน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก็สามารถทำได้ เพราะถือว่าไม่ใช่หน้าที่ของผู้ว่าฯ ที่พึงกระทำที่ไม่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่” นางสดศรีกล่าว


ถามกลับเชิญกกต.คุยในฐานะอะไร

              นางสดศรียังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมเชิญ กกต.ไปหารือเพื่อขอคำปรึกษาในการจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า หน้าที่ กกต.คือเป็นผู้อธิบายให้ประชาชนรับทราบเกี่ยวกับขั้นตอนการออกเสียงประชามติ ซึ่ง กกต.ไม่สามารถไปกำหนดประเด็นการจัดทำประชามติให้รัฐบาลได้ รัฐบาลต้องเป็นผู้กำหนดประเด็นเอง ดังนั้นซึ่งหากมีการเชิญจากรัฐบาลจริง กกต.คงจะมอบหมายให้เลขาธิการ กกต.ไปแทน อีกทั้งการที่รัฐบาลจะเชิญ กกต.ไปนั้น ต้องถามกลับไปยังรัฐบาลว่าจะให้ กกต.ไปในฐานะอะไร ส่วนตัวคิดว่ารัฐบาลเองก็มีทีมกฎหมายที่คอยให้คำปรึกษาอยู่แล้วด้วย จะให้ กกต.เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียน วินิจฉัยเอง และแนะนำให้คำปรึกษาด้วยนั้น คงจะไม่เหมาะสม