ข่าว

ยกระดับเตือนภัย'สึนามิ'ลบฝันร้าย

ยกระดับเตือนภัย'สึนามิ'ลบฝันร้าย

26 ธ.ค. 2555

ยกระดับเตือนภัย'สึนามิ'ลบฝันร้าย'คลื่นยักษ์'กลืนชีวิต : จุฬารัตน์ แสงปัสสา, ปองพล สารสมัคร

               ย้อนเวลาไปในเช้าวันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2547 เป็นวันที่หลายคนกำลังสนุกกับการเฉลิมฉลองเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ขณะเดียวกันเป็นวันที่หลายคนยากจะลืมเลือน หลังจากพวกเขาต้องพบความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต จากเหตุการณ์ แผ่นดินไหว ระดับ 9 ริกเตอร์ โดยมีจุดศูนย์กลางในทะเลทางตอนเหนือของหมู่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ทำให้เกิด คลื่นสึนามิ ขนาดใหญ่เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าซัดถล่มชายฝั่งทะเลอันดามัน ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย

               ไม่มีใครรู้ว่า "คลื่นยักษ์" กำลังเคลื่อนตัวเข้าถล่มชายหาดท่องเที่ยวสำคัญฝั่งทะเลอันดามัน และปราศจากคำเตือนใดๆ กระทั่ง "คลื่นยักษ์" ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างราบเป็นหน้ากลอง และกลืนชีวิตผู้คนกว่า 5,000 คน และสูญหายอีกนับพันชีวิต

               นั่นคือเหตุเขย่าขวัญเมื่อ 8 ปีก่อน ทว่าวันนี้ประเทศไทยได้พัฒนาระบบเตือนภัยให้ประชาชนได้เตรียมตัวอพยพจากพื้นที่ "เสี่ยงภัยให้เร็วที่สุด"

               นาวาเอกสมศักดิ์ ขาวสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ในฐานะเจ้าภาพหลัก บอกว่า ศูนย์ได้ติดตั้งระบบตรวจวัดคลื่นสึนามิและแผ่นดินไหวในทะเลใช้งบประมาณกว่า 70 ล้านบาท เพื่อให้ระบบมีความสมบูรณ์มากขึ้น โดยติดตั้งทุ่นตรวจวัดคลื่นสึนามิ 3 ทุ่น สำหรับ 2 ทุ่นแรก อยู่ที่บริเวณห่างจากเกาะสุรินทร์ จ.พังงา ไปทางฝั่งประเทศพม่า ประมาณ 250 กิโลเมตร และห่างจาก จ.ภูเก็ต ใกล้เขตประเทศมาเลเซียประมาณ 230 กิโลเมตร ส่วนอีก 1 ทุ่น วางไว้บนแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหวกลางมหาสมุทรอินเดีย ห่างจากชายฝั่ง จ.ภูเก็ต ประมาณ 1,000 กิโลเมตร ที่ระดับความลึก 3 กิโลเมตร

               ทั้งนี้ ทุ่นน้ำลึกวัดคลื่นสึนามิต้องนำมาเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ทุก 2 ปี นอกจากนี้ยังติดตั้งหอเตือนภัย 136 แห่ง ในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน และยังมีหอเตือนภัยอีก 144 แห่ง ในฝั่งอ่าวไทย ซึ่งจะเตือนภัยสึนามิ และช่วยเตือนภัยคลื่นสูงยกตัวขึ้นฝั่งและพายุด้วย

               นาวาเอกสอง เอกมหาชัย ช่วยราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มงานเตือนภัยและเผยแพร่ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ อธิบายว่า หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย ทุ่นที่ติดตั้งไว้ในมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามันจะรายงานผลการตรวจวัดการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ ทุ่นจะรายงานผลการตรวจวัดกลับมายังศูนย์ปฏิบัติการเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ผ่านดาวเทียมภายในเวลา 2 นาที

               จากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ เช่น ศูนย์ธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา กรมอุตุนิยมวิทยา และกรมชลประทาน เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน เจ้าหน้าที่จะนำมาวิเคราะห์คำนวณทิศทางของคลื่นสึนามิ และระยะเวลาในการเดินทางของคลื่นจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว ถึงชายฝั่งอันดามันของประเทศไทย โดยใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 15 นาที ก็สามารถส่งสัญญาณเตือนภัยผ่านดาวเทียมไปยังหอเตือนภัยต่างๆ ตามแนวชายฝั่งอันดามันได้ทันสถานการณ์

               "เราวิเคราะห์แล้วพบว่า หากเกิดแผ่นดินไหวใต้มหาสมุทรอินเดียใกล้กับทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา คลื่นสึนามิจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ในการเดินทางมาถึงประเทศไทย เรามีเวลาเตรียมตัวเพียงพอที่จะอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยง" นาวาเอกสองกล่าว

               ที่สำคัญ ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติยังส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งส่งแฟกซ์ อีเมล ฮอตไลน์สายด่วน 8 เลขหมาย โปรแกรมบนสมาร์ทโฟน สถานีวิทยุและสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง โดยเฉพาะการส่งสัญญาณเตือนภัยผ่านสถานีโทรทัศน์ทางศูนย์เตือนภัยพิบัติฯ ได้ติดเครื่องมือเพื่อตัดรายการโทรทัศน์ และถ่ายทอดสัญญาณการเตือนภัยโดยอัตโนมัติทันทีโดยไม่ต้องรอขออนุญาตจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทีวีพูล) หรือผู้อำนวยการสถานี นอกจากนี้ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เตรียมออกกฎระเบียบเพื่อรองรับการดำเนินงานของศูนย์เตือนภัยพิบัติฯ ในการตัดรายการของสถานีโทรทัศน์ทันที

               ขั้นตอนการเตือนภัยในปัจจุบันมีอยู่ 4 ขั้น คือ แจ้งข่าว เฝ้าระวัง เตือนภัย และยกเลิก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ "สื่อมวลชน" ส่วนใหญ่เอาข้อมูลในขั้นตอนแจ้งข่าวไปเตือนภัยทำให้เกิดการตื่นตระหนก แต่ตอนนี้ได้คุยกับทาง กสทช. และตัวแทนสื่อมวลชนที่รับผิดชอบให้เข้าใจตรงกันแล้ว

               ด้าน รศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์แผ่นดินไหวตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา พบว่าจำนวนแผ่นดินไหวและความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทั่วโลกไม่ได้เพิ่มขึ้นเลย โดยเฉพาะแผ่นดินไหวในทะเลพบว่ามีแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นโดยเฉลี่ย 10 ครั้งต่อปี แต่สิ่งที่เพิมขึ้นคือจำนวนภัยพิบัติที่เกิดจากแผ่นดินไหว เนื่องจากแผ่นดินไหวส่วนใหญ่เกิดในเขตเมืองขนาดใหญ่ อีกทั้งมีการขยายตัวที่อยู่อาศัยของประชากรไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อแผ่นดินไหวมากขึ้น

               กว่าจะเกิดแผ่นดินไหวที่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิแต่ละครั้งคงต้องรอนาน ซึ่งเป็นภัยพิบัติที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อปี 2547 มีผู้เสียชีวิตจากคลื่นสึนามิหลายพันคน เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม แต่ตอนนี้ระบบเตือนภัยมีความพร้อมเรียบร้อยแล้ว ความสูญเสียน่าจะน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน 8 ปีที่ผ่านมา ในแง่ของทรัพย์สิน หากประชาชนสามาถหนีได้ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเพิ่มเติม เพราะหากปรับปรุงอาคารบ้านเรือนให้ทนกับสึนามิน่าจะทำได้ยาก

               "เรามีเรื่องที่ต้องคิดเยอะ เป็นเรื่องที่ทำได้และพอรู้ระดับหนึ่ง มันไม่ใช่เป็นปัญหาที่จัดการไม่ได้ และปัญหาเราง่ายกว่าฝั่งญี่ปุ่น" รศ.ดร.เป็นหนึ่ง กล่าวทิ้งท้าย

............

(หมายเหตุ : ยกระดับเตือนภัย'สึนามิ'ลบฝันร้าย'คลื่นยักษ์'กลืนชีวิต : จุฬารัตน์ แสงปัสสา, ปองพล สารสมัคร)