
บทบาทตำรวจกับดีเอสไอ
บทบาทตำรวจกับดีเอสไอ : เลียบค่าย โดยคมพิทักษ์ราษฎร์
น่าเวทนาจริงๆ สำหรับอดีตนายกรัฐมนตรี คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คู่ใจ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการแจ้งข้อหาในคดีอาญา กรณีการสลายม็อบเสื้อแดงเมื่อปี พ.ศ.2553 ขณะเสวยอำนาจเป็นรัฐบาล และเลือกที่จะใช้กฎหมาย ใช้กำลัง เพื่อรักษาอำนาจของพวกตนไว้ ทั้งที่วิธีทางตามรัฐธรรมนูญเปิดช่องทางให้ใช้วิธีการอื่นตามระบอบประชาธิปไตย อาทิ การยุบสภาให้ประชาชนชี้ขาดด้วยการเลือกตั้ง แต่ไม่ทำ
บทบาทของดีเอสไอ โดยตัวท่านอธิบดีธาริตเอง ผลักดันเต็มตัวให้กรณีคนตายจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา 100 ศพ ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลยุติธรรม
แต่วิธีการและการแสดงออกของท่านธาริตค่อนข้างจะสุ่มเสี่ยงในทัศนะของนักกฎหมาย ไม่ว่าภาครัฐ หรือ เอกชน
เพราะการใช้ข้อกฎหมายมาปรับทับกับข้อเท็จจริง เป็นการมองในด้านเดียว คือ มุมมองที่สนองนโยบายรัฐบาล
ซึ่งมุมมองเช่นว่านี้ ตำรวจ ไม่กล้าทำ
การเลือกดำเนินคดีกับคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพ ในฐานะผู้สั่งการ แต่ไม่พิจารณากรรมการในคณะกรรมการที่อยู่ใน ศอฉ. เป็นเรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากการดำเนินการออกคำสั่งใดๆ ของคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพเป็นไปจากข้อสรุปของการหารือจากการประชุมของคณะกรรมการตามที่ปรากฏเป็นข่าวขณะเกิดเหตุการณ์ม็อบเสื้อแดงยึดพื้นที่ราชประสงค์
และที่นักกฎหมายแปลกใจยิ่งขึ้น ที่ท่านอธิบดีธาริตอ้างว่า การตัดสินใจดำเนินคดีกับ 2 คนนี้ โดยไม่ดำเนินคดีกับกำลังทหาร ทั้งระดับผู้บังคับบัญชา และระดับปฏิบัติการ เนื่องจากได้ปรึกษาคณะกรรมการที่มาจากสำนักอัยการสูงสุดและสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว
อย่าลืมว่า พระราชบัญญัติความมั่นคงฯ และพระราชกำหนดภาวะฉุกเฉินฯ จะคุ้มครองผู้ปฏิบัติการหรือปฏิบัติหน้าที่ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ ต่อเมื่อกระทำการโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีขั้นตอนและวิธีการที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเอาไว้เช่นกัน
นี่จึงเป็นข้อแตกต่างของการสืบสวนดำเนินคดี ระหว่างตำรวจจัดการกับแกนนำม็อบเสื้อเหลือง กับดีเอสไอจัดการกับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับม็อบเสื้อแดง ที่มุ่งไปยังผู้สั่งปราบปราม



