ข่าว

พบแล้ว!165รายโดนหลอกทำประกัน

พบแล้ว!165รายโดนหลอกทำประกัน

25 ธ.ค. 2555

พบแล้ว 165 ราย ชาวบ้านที่โดนหลอกทำประกัน ไทยพาณิชย์ฯเร่งคืนเช็ค

                25ธ.ค.2555 ความคืบหน้ากรณีชาวบ้าน ต.ชอนน้อย อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี โดนหลอกให้ทำประกันชีวิตของบริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยตัวแทนประกันบอกว่าเป็นการทำประกันหนี้เงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ล่าสุดตัวแทนจากไทยพาณิชย์ร่วมกับ ธ.ก.ส.ได้ระดมลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบหาชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนในพื้นที่ อ.พัฒนานิคม ทั้งหมด ล่าสุดพบชาวบ้านโดนหลอกให้ทำประกันดังกล่าวแล้ว 165 ราย

                นายสมเกียรติ สาลีผล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จ.ลพบุรี กล่าวว่า ล่าสุดได้รับข้อมูลจากไทยพาณิชย์ระบุว่ามีจำนวนชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการทำประกันเพราะเข้าใจผิด เนื่องจากตัวแทนประกันให้ข้อมูลไม่ตรงกับเงื่อนไขของกรมธรรม์ในเขตพื้นที่ อ.พัฒนานิคม แล้ว จำนวน 165 ราย วงเงินเบี้ยประกันอยู่ที่รายละประมาณ 2-4 หมื่นบาท

                "ไทยพาณิชย์กำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลเพื่อคืนเช็คให้ชาวบ้านทุกรายที่ทำประกันไปเพราะเข้าใจผิด และไม่ประสงค์จะถือกรมธรรม์ต่อ" นายสมเกียรติ กล่าว

                ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เป็นหน่วยงานของรัฐ สังกัดกระทรวงการคลัง ทำงานในลักษณะขององค์กรอิสระ ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแลเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัยทุกประเภท ทำงานโดยมีคณะกรรมการ คปภ. และปัจจุบันมีนายประเวช องอาจสิทธิกุล เป็นเลขาธิการ

                นายสมเกียรติ กล่าวว่า ทางสำนักงาน คปภ.ได้ประสานกับไทยพาณิชย์ตลอดเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมาได้เชิญมาหารือที่สำนักงานฯ และได้ขอให้ส่งเอกสารเอ็มโอยูที่ไทยพาณิชย์ทำไว้กับ ธกส. รวมทั้งเอกสารการเกี่ยวกับตัวแทนของบริษัทที่มาขายประกันให้ชาวบ้าน มาให้

                "ผู้บริหารของไทยพาณิชย์ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ประกันของบริษัทที่ไปประจำที่พัฒนานิคมขายประกันผิดเงื่อนไขจริงๆ เช่น ความจริงลูกค้าต้องจ่ายเบี้ยประกัน 20 ปี แต่ทางเจ้าหน้าที่กลับไปบอกว่าจ่ายเพียง 3 ปีหรือ 5 ปีแล้วจะได้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ย 2 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามทางบริษัทบอกว่ายินดีจ่ายเบี้ยประกันคืนให้ชาวบ้านทุกรายเพียงแต่เนื่องจากบางรายไม่มีหลักฐานอะไรเลย จึงอาจจะต้องใช้เวลาตรวจสอบ แต่รายที่พิสูจน์ได้ชัดทางบริษัทก็จะคืนเงินให้ทันที ซึ่งตอนนี้ทะยอยคืนเช็คไปสิบกว่ารายแล้ว หรือ หากชาวบ้านรายใดต้องการให้บริษัทจ่ายเงินให้ตามเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่บอกไว้ คือหลังครบ 3 หรือ 5 ปีพร้อมดอกเบี้ย 2 เปอร์เซ็นต์ ทางบริษัทก็ยินดี แต่เท่าที่ฟังชาวบ้านส่วนใหญ่เกิดความไม่มั่นใจ จึงขอยกเลิก และขอเงินค่าเบี้ยประกันคืน"

                นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ทางไทยพาณิชย์ระดมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มากกว่า 10 คน และต้องการจะดำเนินการทุกอย่างให้เสร็จภายในวันที่ 28 ธ.ค.นี้ แต่เท่าที่ดูน่าจะไม่ทัน เพราะมีหลายรายที่จ่ายเงินไปโดยไม่มีหลักฐานอะไร ส่วนนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรในการตรวจสอบ

                ผอ.สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ลพบุรี ยังกล่าวอีกว่า ทางสำนักงานได้รายงานข้อมูลให้เลขาธิการ คปภ.ทราบเป็ยระยะๆ นอกเหนือจากภารกิจเบื้องต้นในการช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านแล้ว ทางสำนักงานยังเก็บข้อมูลเพื่อส่งให้ฝ่ายกฎหมายดูในข้อกฎหมายด้วยว่าจะสามารถดำเนินการกับตัวแทนประกันไทยพาณิชย์คนดังกล่าวได้หรือไม่ ซึ่งตามหลักการหากพบชัดเจนว่าเป็นการหลอกลวงขายประกัน ทางสำนักงานก็สามารถเพิกถอนไปอนุญาตประกอบอาชีพได้ ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถไปขายประกันได้เป็นเวลา 5 ปี อย่างไรก็ตามการดำเนินการของ คปภ.ไม่เกี่ยวกับเรื่องการดำเนินคดีอาญา

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องนี้ปรากฏออกมาหลังมีชาวบ้านที่ทำประกันเงินกู้ ธกส.ไว้กับไทยพาณิชย์เสียชีวิต แล้วบริษัทจะไม่จ่ายค่าสินไหมเนื่องจากปฏิเสธทำประกันไปแล้ว ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากที่จ่ายค่าเบี้ยประกันไว้ตั้งแต่ช่วงกลางปีแต่ยังไม่ได้รับกรมธรรม์เอะใจ และพากันมาร้องเรียนจนพบว่าจริงๆชาวบ้านโดยหลอกให้ทำประกันชีวิต ส่วนรายของชาวบ้านที่เสียชีวิต ในภายหลังทางบริษัทได้จ่ายเงินเยียวยาให้ตามวงเงินกู้ที่ทำประกันไว้

                ด้าน นายวุฒิศักดิ์ เถาธรรมพิทักษ์ ผู้จัดการ ธ.ก.ส.สาขาพัฒนานิคม จ.ลพบุรี กล่าวว่า ทาง ธ.ก.ส.และธนาคารไทยพาณิชย์ได้เร่งลงพื้นที่ในทุกตำบล เพื่อตรวจสอบว่ามีชาวบ้านที่เดือดร้อนในกรณีเดียวกันนี้อีกหรือไม่ และธนาคารไทยพาณิชย์ได้ตั้งโต๊ะรับเรื่องร้องทุกข์ไว้ที่ ธ.ก.ส.ด้วย ขณะเดียวกันไทยพาณิชย์ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบข้อมูลในเชิงลึก เพื่อดำเนินการกับตัวแทนประกันของบริษัทรายที่สร้างปัญหาด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ ธ.ก.ส.นั้น จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้อง