ข่าว

ดื่มไม่ขับ...กลับแท็กซี่

ดื่มไม่ขับ...กลับแท็กซี่

26 ธ.ค. 2555

ดื่มไม่ขับ...กลับแท็กซี่

                       ตำแหน่ง “นักดื่ม” อันดับ 3 ของเอเชียและอันดับ 40-50 ของโลก เป็นของ “ประเทศไทย” เมื่อไม่นานมานี้ กระนั้นจะห้ามคนดื่มคงไม่ได้ ต้องรู้จักเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัญหาและแก้ให้ได้มากกว่า!!! ปณิธานอันแน่วแน่ของ ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ “มูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ เปิดตัวโครงการใหม่ “ดื่มไม่ขับกลับ TAXI” แนะนำอีกทางเลือกหนึ่งง่ายๆ สำหรับนักดื่ม โดยมีภาคีเครือข่ายจากหลายหน่วยงาน อาทิ พ.ต.อ.ชุมพล พุ่มพวง, ชิรญา แจ่มจำรัส, ชัชฎา จันทรางศุ, พลางสิทธิ์ สุทธปรียาศรี ฯลฯ ร่วมงาน เมื่อเร็วๆ นี้

                       ดร.โอฬาร กล่าวว่า แม้เป็นเรื่องที่ทราบดีกันอยู่แล้ว และจำนวนแท็กซี่มีมากเพียงพอต่อความต้องการของนักเที่ยว แต่ผลสำรวจของมูลนิธิฯ พบว่าพฤติกรรมนักเที่ยวส่วนใหญ่ ไม่นิยมใช้รถแท็กซี่มากนัก ชอบขับรถไปเอง สาเหตุที่ขับรถไปเพราะ 1.สะดวก 2. ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า 3. ไม่คิดว่าตัวเองจะดื่ม 4. ไม่รู้ตัว ไม่คิดว่าตัวเองเมา นอกจากนี้ผลสำรวจยังบอกอีกว่ากลุ่มและพฤติกรรมของนักเที่ยวในแต่ะละย่านก็ต่างกัน กล่าวคือ 1. ย่านเอกมัย-ทองหล่อ เป็นกลุ่มเอ นิยมขับรถไปเอง โดยรถส่วนใหญ่จะเป็นรถหรูมีราคา แนวทางแก้ปัญหาควรมุ่งไปที่สร้างจิตสำนึกและรณรงค์ถึงผลเสียที่อาจส่งผลกระทบต่อตัวเองแลผู้อื่น หากเมาแล้วขับ 2. ย่านรัชดา-สุทธิสาร กลุ่มคนทำงาน วัยรุ่น นักท่องเที่ยวต่างชาติ เนื่องจากพิกัดที่เอื้อต่อการใช้บริการขนส่งสาธารณะทั้งแท็กซี่, รถไฟใต้ดิน เทียบกับการขับรถไปเองจึงเป็นปริมาณ 50:50 แผนการจึงควรเน้นรณรงค์ผ่านกลุ่มเพื่อน เพราะกลุ่มนี้เพื่อนจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ

                       3.ย่าน เกษตร-นวมินทร์ กลุ่มเพิ่มเริ่มทำงาน กลุ่มวัยรุ่น นักศึกษา เนื่องจากพิกัดเลียบถนนเป็นทางยาว และสามารถจอดรถริมฟุตบาทได้ทำให้ตัวเลขคนใช้รถในโซนนี้ค่อนข้างสูง ต้องรณรงค์ในเรื่องของความปลอดภัย ดื่มอย่างมีสติ และวางแผนถ้าดื่มไม่ควรใช้รถ ควบคู่ไปกับการตั้งด่านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกัน 4.ย่านนอกเมือง อย่าง มีนบุรี เป็นกลุ่มผู้อาศัยในละแวกนี้และใกล้เคียง ส่วนใหญ่ใช้รถ แนวทางแก้ปัญหาคือสถานประกอบการควรมีที่จอดรถค้างคืน หรือมีเจ้าหน้าที่ให้บริการคำแนะนำและอำนวยความสะดวกเรียกแท็กซี่ 5. ต่างจังหวัด นักเที่ยวส่วนใหญ่ใช้มอเตอร์ไซค์ และไม่จำเป็นต้องเป็นวันหยุดศุกร์, เสาร์ วันธรรมดาหลังเสร็จงานก็ตั้งวงสังสรรค์ การแก้ปัญหาที่ได้ผลคือต้องขอความร่วมมือคนในพื้นที่ ช่วยกันสอดส่อง ตักเตือน หรือตั้งด่านกาแฟ บริเวณถนนสายรอง ซึ่งเกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก เพื่อให้นักเที่ยวได้หยุดพัก รอให้ปริมาณแอลกอฮอล์ลดลง แล้วค่อยขี่พาหนะกลับบ้าน

                       นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้เปิดเผยข้อมูล เรื่องปริมาณแอลกอฮอล์ (เปอร์เซ็นต์) ในเครื่องดื่มแต่ละประเภทมีดังนี้ น้ำผลไม้ผสมแอลกอฮอล์ 5-7 เปอร์เซ็นต์, ไวน์ 12 เปอร์เซ็นต์ , เบียร์ 3.5-7 เปอร์เซ็นต์, เหล้าแดง 35-40 เปอร์เซ็นต์, เหล้าขาว 28-40 เปอร์เซ็นต์, สาโท สุราแช่ สุราพื้นเมือง 6-7 เปอร์เซ็นต์, น้ำขาว อุ กะแช่ 10 เปอร์เซ็นต์ การคำนวณเพื่อหาค่าหนึ่งดริ๊งก์มาตรฐาน ปริมาณแอลกอฮอล์หนึ่งหน่วยมาตรฐาน หรือ '1 สแตนดาร์ด ดริ๊งก์' มีแอลกอฮอล์ (เอทานอล) 10-12 gm ethanol ค่ามาตรฐานปริมาณแอลกอฮอล์ 1 มิลลิลิตรเอทานอล เท่ากับ 0.79 กรัม, เบียร์ มีแอลกอฮอล์ 4-5 เปอร์เซ็นต์ ขนาด 1 กระป๋อง (330 มิลลิลิตร) มีปริมาณเอทานอลเท่ากับ 10.4 กรัม, เหล้า มีแอลกอฮอล์ 40 เปอร์เซ็นต์ ขนาด 1 เป๊ก (50 มิลลิลิตร) มีปริมาณเอทานอลเท่ากับ 15.8 กรัม เหล้าปั่น (เหล้าผสมน้ำหวานกลิ่นผลไม้ปั่นกับน้ำแข็ง) 1 แก้ว เท่ากับ 3 ชอต ปริมาณ 45 มิลลิลิตร ปริมาณเอทานอล เท่ากับ 1.4 g หนึ่งเหยือก เท่ากับ 6 ชอต ปริมาณเอทานอล 2.844 g , ไวน์ 1 แก้ว เท่ากับ 100 มิลลิลิตร ปริมาณเอทานอล 3.16 g , เหล้าแดง (วิสกี้) 1 ชอต เท่ากับ 15 มิลลิลิตร ปริมาณเอทานอล 0.47 กรัม

                       "สรุป การแก้ปัญหาง่ายๆ คือ ถ้าดื่ม 1 แก้วรอ 1 ชั่วโมง 2 แก้วก็รอ 2 ชั่วโมง เพื่อรอให้ร่างกายขับปริมาณแอลกอฮอล์ออกมาให้หมดเสียก่อน และเฉลี่ยในหนึ่งคืนไม่ควรดื่มเกินสี่แก้ว เพราะร่างกายจะขับออกมาไม่ทัน แต่ทางออกง่ายๆ ที่แนะนำและอยากให้สังคมร่วมตอบรับ สนับสนุน คือ “ดื่มไม่ขับกลับแท็กซี่” นั่นเอง" ดร.โอฬาร กล่าวปิดท้าย