
สัมภาษณ์พิเศษ 12 ธ.ค.OK
11 ธ.ค. 2551
สัมภาษณ์พิเศษ 12 ธ.ค.OK
จิตสาธารณะทำเพื่อสังคม
องค์การเภสัชกรรมยุคใหม่
000000
"ผมบริหารองค์การเภสัชได้ 1 ปีเศษ คิดว่าได้เรียนรู้งานได้ระดับหนึ่งแล้ว จากนี้ไปจะพยายามปลูกฝังให้บุคลากรที่มีอยู่ประมาณ 2,300 คน ให้มีจิตสาธารณะ ควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์กรและทำกิจกรรมเพื่อสังคมให้มากที่สุด โดยเน้นให้ออกไปบำเพ็ญกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ในวันหยุด เช่น เป็นอาสาสมัครช่วยงานในสถานพยาบาล หรือออกไปให้บริการเภสัชกรสัญจรในชุมชน ซึ่งในปีงบประมาณ 2552 จะผลักดันเรื่องจิตสาธารณะให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น" นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) วัย 53 ปี ให้คำมั่น
นพ.วิทิต ยืนยันว่า จะพยายามนำรูปแบบงานจิตอาสาที่เคยดำเนินการจนประสบผลสำเร็จเมื่อครั้งที่บริหาร รพ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร และรูปแบบที่ได้ไปศึกษาดูงานที่มูลนิธิฉือจี้ ประเทศไต้หวัน มาปรับใช้ที่องค์การเภสัชกรรม เช่น การเอาใจใส่เอื้ออาทรซึ่งกันและกันระหว่างพนักงาน ใครมีงานบุญ งานศพ งานมงคล ก็มีการลงขันให้ความช่วยเหลือ ในอนาคตจะตั้งเป็นสวัสดิการขึ้นมาดูแลพนักงาน ส่งเสริมให้มีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบต่างๆ ได้ด้วย แต่ต้องเริ่มการมีจิตสาธารณะภายในองค์กรให้เป็นรูปธรรมเสียก่อน ที่จะขยายผลไปสู่องค์กรภายนอก
"จิตอาสาง่ายๆ ที่ทำได้เลยก็คือ การไปเป็นอาสาสมัครตามโรงพยาบาล ซึ่งเป็นนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ที่ส่งเสริมงานอาสาสมัครในสถานพยาบาล เพื่อช่วยลดภาระการดูแลคนไข้ช่วยแพทย์ พยาบาล ซึ่งบุคลากรขององค์การเภสัชกรรมทุกคนมีความรู้ความสามารถทำได้อยู่แล้ว และผมในฐานะผู้นำองค์กรก็ทำเป็นประจำ โดยทุกวันหยุด ที่ไม่ติดภารกิจงานราชการ จะไปช่วยวัดความดันให้ผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ โดยจากนี้ไปจะพยายามทำเป็นตารางงานประจำทุกวันหยุด" ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าว
โดยกำหนดกิจกรรมเพื่อสังคม ไว้ในยุทธศาสตร์การสื่อสารสาธารณะและซีเอสอาร์ (การทำประโยชน์เพื่อสังคม) เป็นแผนพัฒนาระบบสื่อสารสาธารณะ สร้างเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมเชิงสังคมตามพันธกิจของซีเอสอาร์ โดยเฉพาะการให้ความรู้ความเข้าใจด้านยาและเวชภัณฑ์แก่ประชาชน ด้วยการสร้างสรรค์จิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมแก่บุคลากรขององค์กร
ภารกิจหลักที่ นพ.วิทิต จะต้องพยายามทำให้เป็นจริงในฐานะที่เป็น ผอ.องค์การเภสัชกรรมก็คือ การสร้างความเป็นธรรมและการเข้าถึงยาของประชาชนให้มากที่สุด จึงจัดหายากำพร้าและปรับลดราคายาที่จำเป็นต่องานด้านสาธารณสุขของประเทศ โดยลดผลิตภัณฑ์ยาต้านไวรัสเอดส์ลง 10% จำนวน 8 รายการ ยาเบาหวานลดลง 13-17% จำนวน 2 รายการ ยาโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลง 40% จำนวน 4 รายการ ยากลุ่มเพนิซิลินลดลง 7-20% จำนวน 3 รายการ และตั้งเป้าในปี 2552 จะปรับลดราคายารักษาโรคอีก 21 รายการ โดยลดลงประมาณ 10-50% คิดเป็นเงิน 150 ล้านบาท รวมทั้งการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรยา (ซีแอล) จำนวน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มยาต้านไวรัสเอดส์ ได้แก่ ยา Efavirenz ชนิดเม็ดและแคปซูล ยา Lopinavir/Ritonavir 2.กลุ่มยารักษาโรคหัวใจ Clopidogrel และ 3.ยาฉีดรักษาโรคมะเร็ง Docetaxel
ที่สำคัญต้องผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด จำนวน 17 รายการ ได้แก่ กลุ่มยาต้านไวรัสเอดส์ 1 รายการ ได้แก่ Nevirapine Oral Suspension 10 mg/5ml กลุ่มยารักษาโรคทั่วไป 10 รายการ ได้แก่ 1.Hydrochlorothiazide 25 mg Tab. 2.Deferiprone 500 mg Cap. 3.Clindamycin 150 mg Cap. 4.Clindamycin 300 mg Cap. 5.Morphine Oral Solution 10 mg/5 ml 6.Omeprazole 20 mg Cap. 7.Levofloxacin 500 mg FCT 8.Glimepiride 2 mg Tab. 9.Glimepiride 3 mg Tab. 10.Simvastatin 80 mg Tab. กลุ่ม Test Kit & Natural Product ได้แก่ 1.สารสกัดปัญจขันธ์ 2.GPO Meth Strip 3.สารสกัดเห็ดหลินจือ 4.สารสกัดพลูคาว 5.เห็ดหลินจือแคปซูล 6.ปัญจขันธ์แคปซูล
นอกจากนี้ยังมีงานตามนโยบายที่ ผอ.องค์กรเภสัชกรรมต้องผลักดันให้เป็นไปตามแผนคือ การก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก ที่ ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จำนวน 1,411.7 ล้านบาท ดำเนินการ 4 ปี กำลังการผลิต 2 ล้านโดสต่อปี และขยายได้ถึง 10 ล้านโดสต่อปี หากมีการระบาดใหญ่สามารถขยายได้ 60 ล้านโดสต่อปี
รวมทั้งก่อสร้างโรงงานผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี มูลค่า 950 ล้านบาท ได้แก่ ส่วนผลิตยา ประกอบด้วย ผงเคมีผสม ตอกเม็ด เคลือบยา การประกันคุณภาพ, คลังเก็บยาเม็ดที่ผลิตเสร็จแล้ว, พื้นที่เก็บวัตถุดิบผลิตยา และพื้นที่ซ่อมบำรุง มีกำลังการผลิตสูงถึง 1,700-2,000 ล้านเม็ดต่อปี ผลิตยาต้านไวรัสเอดส์ชนิดเม็ด แคปซูล และยาอื่น รวม 36 รายการ ผลิตได้ 1,735 ล้านเม็ดต่อปี และขยายกำลังการผลิตในกรณีทำงาน 2 กะ ได้ประมาณ 3,470 ล้านเม็ดต่อปี
0 หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ 0
รูปชื่อ vitit1-2
หารูปยาต่างๆประกอบให้ด้วย



