
เรื่องที่ลึกกว่าโพลล์เลือกตั้งผู้ว่าฯ
เรื่องที่ลึกกว่าโพลล์เลือกตั้งผู้ว่าฯ : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
คิดว่าหนึ่งในประเด็นทางการเมืองจากวันนี้ไปจนถึงปีหน้า ที่จะร้อนแรงขึ้นก็คือ เรื่องของการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
แต่ก็นั่นแหละครับ กี่ปีกี่ปี วิธีการทำข่าวเลือกตั้ง กทม.ก็จะยังเป็นเรื่องเดิมๆ นั่นก็คือ ไร้สาระและสะท้อนถึงความอ่อนด้อยง่อยเปลี้ยของสังคมที่มีต่อความเข้าใจเรื่องเมือง
นั่นก็คือว่า บ้านเมืองและสังคมไม่ได้มีความสามารถในการกดดันผู้สมัครแต่ละคนได้เลยว่า วันนี้ กทม.มีปัญหาอะไร และผู้สมัครแต่ละคนจะมีวิสัยทัศน์ นโยบาย และโครงการอะไรบ้าง
การรณรงค์เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.?จึงเป็นพื้นที่ของการโฆษณาตัวเองของคนที่มีตังค์และมีเครือข่าย และใช้พื้นที่สื่อในการโปรโมทตัวเองที่ถูกแสนถูก เพราะเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในแบบอื่นแล้ว การสมัครผู้ว่าฯ กทม.นั้น ก็เป็นเรื่องที่ลงทุนไม่สูงมาก
ขอให้มีทุนทางสังคมเล็กๆ น้อยๆ เพียงพอที่จะจุดติดให้กลายเป็นที่สนใจของสื่อสักหน่อยก็จะได้ออกทีวีฟรีๆ พูดจาเลอะเทอะอะไรก็ได้ ขณะที่หากพิจารณาการเลือกตั้ง ส.ว.?การรณรงค์หาเสียงทำได้ไม่มาก และการสมัคร ส.ส.ก็มีเขตเล็กเกินไปกว่าที่จะได้ออกทีวี
ส่วนในแง่ของการเลือกตั้งระดับชาตินั้น อย่างน้อยการเลือกตั้งก็จะต้องมาจากพรรค เพราะลักษณะของการไม่แยกอำนาจกันระหว่างฝ่ายบริหาร และนิติบัญญัติ ขณะที่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.?นั้นไม่ต้องเกี่ยวกับ ส.ก. และ ส.ข.
แต่พูดแบบนี้ก็อาจจะเหมารวมไปนิด เพราะรอบนี้ก็มีความเคลื่อนไหวทางสังคมอยู่บ้างที่พยายามกำหนดวาระกรุงเทพฯ แต่ของแบบนี้สื่อไม่เล่น และผู้สมัครไม่สนใจ
แต่อีกด้านหนึ่งที่จะต้องสนใจก็คือ ภาวะความอ่อนแอของสังคมที่ปล่อยให้เกิดการสมัครผู้ว่าฯ แบบขำๆ ใครมีทุนและทุนสังคมนิดๆ หน่อยๆ ก็ออกมาแสดงวิสัยทัศน์อะไรก็ได้นี้มันเพราะว่าประชาชน กทม.มันจนเจ็บโง่ หรือครับ?
คำตอบคือไม่ใช่ เพราะสาเหตุของความง่อยเปลี้ยนั้น ก็เพราะว่า กทม.?มันเป็นพื้นที่ที่สบายมากเกินไป อิ่มหมีพีมัน เพราะถูกเอาอกเอาใจ เพราะประเทศไทยนั้นคือกรุงเทพฯ มานานแล้ว
ในหลักวิชาเขาเรียกว่า เมืองโตเดี่ยว เพราะมันเป็นเรื่องของอคติ ทางนโยบาย ที่มุ่งเน้นให้กรุงเทพฯ เป็นเครื่องจักรสำคัญที่จะทำให้ประเทศเติบโต จึงต้องระดมทรัพยากรมาพัฒนากรุงเทพก่อน แล้วคิดว่าสักวันจะกระจายไปยังที่อื่นๆ ทั้งที่เมื่อเอาเข้าจริง เมื่อกรุงเทพฯ พัฒนามาก ก็มีปัญหามาก ดังนั้นงบก็ต้องลงมาแก้ที่กรุงเทพฯ ก่อนเช่นกัน
เรื่องนี้คงยังจะต้องรออีกนาน แต่วันนี้เราก็จะเห็นแต่ว่า ผู้สมัครกทม.นั้นก็จะเน้นแต่โครงการซื้อใจ มากกว่าวิสัยทัศน์และนโยบาย
ทีนี้มาว่ากันอีกเรื่องก็คือเรื่องของโพลล์ ว่าใครจะได้เป็นผู้ว่าฯ ซึ่งเรื่องในวันนี้คงจะเป็นเรื่องของการแข่งขันระหว่าง สุขุมพันธุ์ กับ พงศพัศ ซึ่งในตอนแรกๆ นั้น ผมไม่ได้รู้สึกว่า พงศพัศนั้นมีราคาอะไร มากกว่าใบสั่งจากแดนไกล หรือเพราะความสดใหม่
เรื่องที่ต้องพิจารณานั้นจึงมีสองเรื่อง เรื่องที่หนึ่งก็คือ ยังมีคะแนนเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจอีกมาก ที่จะพลิกได้ และในขณะเดียวกันก็อาจจะมีผู้สมัครอื่นๆ ที่ลงมาตัดคะแนนกันเอง
แต่เรื่องสองที่สำคัญก็คือ หากการแข่งขันครั้งนี้เป็นการแข่งขันระหว่าง สุขุมพันธุ์ และ สุดารัตน์ ผมคิดว่า สุขุมพันธุ์ชนะแน่ เพราะ ปชป.นั้นครองหน่วยงาน กทม.?มานาน และส.ก., ส.ข. ก็เป็นของ ปชป.มากกว่า
จะมาหวังว่า ความเป็นรัฐบาลจะช่วยสุดารัตน์นั้น เป็นไปได้ยากยิ่ง ดังจะเห็นว่า คะแนนเลือกตั้งระดับชาติที่คะแนนเขต กทม.พลิกอย่างมโหฬารในโค้งสุดท้ายของการนับคะแนนนั้น ก็คือคำตอบที่สำคัญ
แต่เมื่ออาจมีแนวโน้มว่า จะเป็น พงศพัศ ความสำคัญก็ไม่ใช่เพราะมาจากพรรค หรือมาจากรัฐบาล หรือสด แต่ผมคิดว่า เพราะคุณพงศพัศเป็น "ตำรวจ" ซึ่งพูดแบบนี้ก็หมายถึงว่า ตำรวจก็ต้องมีเครือข่ายในพื้นที่ทั้งหมดเช่นกัน เพราะในแต่ละพื้นที่ไม่ใช่มีแต่เขตที่ดูแลประชาชน แต่ก็มีตำรวจด้วย ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงต้องดูว่า เครือข่ายสองแบบใครจะเข้าถึงท้องถิ่นได้อย่างไร
และที่สำคัญ อย่าไปสนใจว่าคุณพงศพัศจะสดกว่า หรือออกสื่อ และปราบยาได้มาก แต่ตัวคุณพงศพัศคงต้องพยายามทำความเข้าใจเรื่องเมืองจากมุมที่ตนถนัดคือเรื่องของตำรวจและมองภาพให้กว้างขึ้น ไม่ใช่แค่มองแต่เรื่องการปราบอาชญากรรม แต่ต้องมองเรื่องของความยากจน เรื่องของคนตัวเล็กตัวน้อย เรื่องของเศรษฐกิจและโอกาสของคนข้างมากที่ไม่ได้ร่ำได้รวยมากนักใน กทม.ด้วย
ตัวเลขโพลล์วันนี้และข่าวเลือกตั้ง กทม.ตามหน้าสื่อ จึงไม่มีความหมายอะไรมากกว่าการเมืองเรื่องเครือข่ายในชุมชนและความเข้าใจเรื่องโอกาสและความเป็นธรรมของประชาชนในเมืองครับ



