ข่าว

ยิ่งเรียน ...ยิ่งด้อยค่า

ยิ่งเรียน ...ยิ่งด้อยค่า

25 ธ.ค. 2555

ยิ่งเรียน ...ยิ่งด้อยค่า : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]

              ในโลกปัจจุบันการแข่งขันทางด้านทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์คิดเป็นต้นทุนการผลิตสินค้าถึง 70% แต่นั่นแหละก็เป็นที่น่าเสียดายที่ตัวเลขดังกล่าวเกิดขึ้นแค่ในต่างประเทศเท่านั้น…ไม่ใช่ไทยแลนด์ เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากว่าสภาพแวดล้อมในบริบทสังคมแตกต่างกัน ผู้ประกอบการที่เป็นนายจ้างหรือผู้ใช้ชอบตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่มหาวิทยาลัยมีความพร้อมที่จะผลิตบัณฑิตเข้าสู่ตลาดแรงงานที่พร้อมใช้สำหรับสถานประกอบการ ไม่ใช่เพียงแค่การทดลองงานและเข้ามาคัดเลือกอีกครั้ง ซึ่งตรงนี้จะทำให้เสียเวลา อีกทั้งยังต้องมาเรียนรู้เพิ่มเติมอีกมากมายในองค์กร ดังนั้น ปัญหาประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นจึงกลายเป็นต้นทุนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับการจ่ายค่าแรงที่บัณฑิตคาดหวัง ในขณะที่ผู้ประกอบการยินดีจะจ่าย "ถ้ารู้ปัญหาหน้างาน”

              แน่นอนว่าหลักสูตรที่เกิดขึ้นมากมายและเป็นจำนวนมากในปัจจุบันได้ผ่านสภาวิชาการและสภามหาวิทยาลัยที่เต็มไปด้วยดอกเตอร์และผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ แต่นั่นแหละสภาวิชาการบางแห่งกลับแต่งตั้งตัวแทนสภาวิชาการโดยใช้ตำแหน่งเป็นผู้บริหารซึ่งไม่ค่อยต่างจากสภาโจ๊ก เพราะนอกจากจะไม่มีความรู้แล้วยังขาดการรับรู้ข้อมูลโดยตรงของผู้ใช้ ทำให้ความประณีตและความพิถีพิถันของหลักสูตรแต่ละหลักสูตรด้อยค่าลง

              ที่สำคัญกลไกในการจัดการควบคุมดูแลหลักสูตรเหมือนกับว่ามีเกณฑ์ในการนำมาใช้พิจารณาแต่เอาเข้าจริงนั้นในสังคมวัฒนธรรมไทยกลับขาดความเป็นมืออาชีพซึ่งมีแนวทางปฏิบัติที่หลากหลายอย่างมาก  อย่างเช่น เกณฑ์การสอนในแต่ละวิชากำหนดจากอะไร? ผู้บริหารระดับสูงของมหาวิทยาลัยบางแห่งไม่สามารถตอบคำถามได้ เพราะที่ผ่านมาใช้การทำงานโดยอิสระขึ้นกับว่าจะทำงานกันอย่างไร ซึ่งตามหลักแล้วนั้นควรขึ้นกับผลงานความก้าวหน้าของอาจารย์ที่มีความรู้ในด้านนั้น (หากผู้สอนไม่เคยเขียนบทความหรือหนังสือไม่รู้ว่าจะเอาอะไรมาสอน) ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ว่าใครอยากสอนอะไรหรือจะกำหนดการสอนกันอย่างไร? ขาดกฎเกณฑ์ในการพิจารณาความรู้ความสามารถที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักศึกษา เนื่องจากความรู้และความสามารถนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของทฤษฎีซึ่งในปัจจุบันเราสามารถลอกเอามาจากกูเกิลแล้วนำมาแปลเป็นภาษาไทย... “ง่ายมากๆ ใครๆ ก็ทำได้”

              แต่สิ่งที่ผู้ใช้สนใจในความรู้หน้างานในการแก้ปัญหาซึ่งถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก แน่นอนว่าลำพังความรู้ทางทฤษฎีที่เรียนมามีมูลค่าที่สามารถนำมาใช้เพียงแค่ 20-30% ที่เหลือต้องประยุกต์หรือปรับเพื่อให้สอดคล้องกับประสบการณ์การแก้ไขปัญหาหน้างานจึงจะสามารถทำให้ผู้บรรยายทำงานได้ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการ แต่นั่นแหละหากคิดแบบนี้ คงจะเป็นเรื่องที่ยากสำหรับการเรียนการสอนเพราะจะมีคำถามต่างๆ มากมายตามมา ซึ่งในสภาวิชาการหรือคณะไม่ค่อยให้ความสนใจในปัญหานี้แม้ว่าจะเป็นเรื่องใกล้ตัวก็ตาม เพราะหากมีข้อสงสัยก็จะทำให้ตนเองสูญเสียตัวตนทันที

              นอกจากนั้น กระบวนการพิจารณาการจบการศึกษาหรือการสอบนั้นไม่มีการเชื่อมโยงกับผู้ใช้ในการวัดผลประสิทธิภาพ อย่างเช่น หากผู้ประกอบการเป็นกรรมการในการพิจารณามาตรฐานข้อสอบก็จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะได้บัณฑิตตามความต้องการของการใช้และที่สำคัญเมื่อพูดเกี่ยวกับภาษาก็น่าที่จะมีการวัดผลจริงๆ ในรูปแบบต่างๆ เพื่อที่จะบอกว่าได้เกรดวิชาภาษานั้นๆ ในระดับใด เพราะหลายๆ สถานประกอบการใช้เงื่อนไขที่ว่า หากสอบผ่านมาตรฐานภาษาแล้วจึงจะเรียกสัมภาษณ์ ดังนั้นหากขาดสิ่งนี้ก็กลายเป็นเรื่องที่ยากในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าหลายๆ หลักสูตรยิ่งเรียนสูง…ยิ่งด้อยค่าเพราะมีเพียงสภาโจ๊กเท่านั้นที่เข้ามากลั่นกรองมาตรฐานและติดตามหลักสูตร