
'DNA'บนหลังเสื้อ..ล่า!โจรปล้นรถขนเงิน
คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : DNA บนหลังเสื้อ ล่า! โจรปล้นรถขนเงิน : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ
เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมต่อเนื่องเดือนกันยายน ที่ผ่านมา เกิดคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญขึ้น 2 ครั้งซ้อนใน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อคนร้ายควงอาวุธปืนบุกปล้นรถขนเงินอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย
ครั้งแรกเกิดเมื่อเวลาประมาณ 19.30 น. วันที่ 22 กรกฎาคม ที่ อาคารสำนักงานบริษัทสยามแอดมินนิสเทรทีฟ แมนเนจเมนท์ คอมพานี จำกัด เลขที่ 139/4-5 หมู่ 3 ต.ไผ่ลิง อ.พระนครศรีอยุธยา ขณะเกิดเหตุพนักงานขนเงินของบริษัทกำลังนำรถขนเงิน 2 คัน แต่ละคันขนเงินประมาณ 10 ล้านบาท เข้ามาจอดภายในสำนักงาน ระหว่างนั้นคนร้ายสวมหมวกกันน็อก และสวมชุดดำทั้งชุด วิ่งเข้ามาในอาคารแล้วใช้ปืนกระหน่ำยิงใส่ พร้อมกับตะโกนให้พนักงานเปิดประตูรถให้ แต่พนักงานขับรถทั้ง 2 คัน ไหวตัวทัน ต่างรีบขับรถขนเงินออกจากอาคารสำนักงานไปได้อย่างหวุดหวิด คนร้ายจึงไม่ได้เงินไป
คดีที่สอง เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. วันที่ 17 กันยายน คนร้ายสวมหมวกไหมพรม ใช้อาวุธปืนจี้ชิงถุงเงิน 2 ถุง ภายในบรรจุเงินเกือบ 16 ล้านบาท จากพนักงานขนเงินของบริษัทกรุงเทพเซอร์เว็กซ์ ระหว่างพนักงานกำลังขนถุงเงินขึ้นรถที่หน้าห้างเทสโก้ โลตัส สาขาบางปะอิน พื้นที่หมู่ 9 ต.เชียงรากน้อย หลังได้เงินแล้วคนร้ายยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัด ก่อนจะวิ่งไปขึ้นรถยนต์ฮอนด้าฟรีด สีขาว ทะเบียน ปษ 4562 กรุงเทพมหานคร หลบหนีไป ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในละแวกใกล้เคียงกัน
ทั้งสองคดี พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เข้าไปเร่งรัดสั่งการในการคลี่คลายคดีด้วยตัวเอง โดยเชื่อว่าคนร้ายที่ก่อเหตุลงมือน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน
ในคดีแรกหลังจากเกิดเหตุ ตำรวจพิสูจน์หลักฐานพระนครศรีอยุธยา เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มิลลิเมตร จำนวน 7 ปลอก กระสุนปืนขนาดเดียวกันอีก 2 นัด ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ โดยจากการตรวจสอบพบว่า ปลอกกระสุนที่พบถูกยิงมาจากปืนขนาด 9 มิลลิเมตร ยี่ห้อกล็อก 2 ปลอก อีก 5 ปลอก ถูกยิงมาจากปืนยี่ห้ออื่น ซึ่งหมายความว่า คนร้ายใช้ปืน 2 กระบอกในการก่อเหตุ ซึ่งสอดคล้องกับภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุเอาไว้ได้
โดยภาพในวงจรปิดปรากฏคนร้าย 2 คน ฉวยโอกาสขณะรถขนเงินของบริษัทวิ่งเข้ามาจอดภายในสำนักงาน เข้ามาภายในบริเวณนั้น แล้วใช้ปืนคนละกระบอกยิงใส่รถขนเงินทันที แต่พนักงานขับรถไม่ยอมเปิดประตูรถตามคำขู่ของคนร้าย และเลือกที่จะขับรถขนเงินหลบหนีออกจากอาคารสำนักงานได้ทัน คนร้ายจึงไม่ได้เงินไป ขณะที่คนร้ายถูกพนักงานรักษาความปลอดภัยอาคารสำนักงานใช้ปืนยิงใส่ คนร้ายจึงหลบหนีไปทางด้านหลังสำนักงาน
ตำรวจยังพบเสื้อแจ็กเก็ตแขนยาวสีดำ ซึ่งมีพยานระบุว่า เป็นเสื้อซึ่งมีลักษณะเหมือนกันกับที่คนร้ายสวมใส่ขณะลงมือถูกทิ้งไว้ในถังขยะ ขณะที่ห่างออกมาเล็กน้อยพบหมวกนิรภัย 2 ใบ ถูกถอดทิ้งไว้ที่ริมตลิ่งแม่น้ำ ซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุไม่มากนัก ตำรวจพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจสอบพบคราบเลือดติดอยู่ด้านหลังเสื้อแจ็กเก็ต จึงนำไปตรวจสอบหาดีเอ็นเอ พบว่าเป็นคราบเลือดของผู้ชาย สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นคราบเลือดของหนึ่งในคนร้าย เนื่องจากพนักงานรักษาความปลอดภัยให้ข้อมูลว่า หนึ่งในคนร้ายน่าจะได้รับบาดเจ็บจากการยิงต่อสู้ของพนักงานรักษาความปลอดภัย
"รอยคราบเลือดที่ปรากฏน่าจะเป็นของคนร้ายที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ระหว่างการหลบหนี โดยเขาได้รับบาดเจ็บมีเลือดออก และเลือดดังกล่าวไปแตะอยู่ที่หลังเสื้อของคนร้ายที่เป็นผู้ขี่รถจักรยานยนต์" พล.ต.ท.จรัมพร ให้ข้อมูล
สอดคล้องกับข้อมูลของตำรวจฝ่ายสืบสวนสังกัด บช.ภ.1 ที่ให้ข้อมูลว่า เสื้อแจ็กเก็ตตัวดังกล่าวตรวจสอบแล้วพบว่า มีจำหน่ายอยู่ในห้างโลตัสสาขาบางปะอิน ซึ่งไม่ห่างจากจุดเกิดเหตุมากนัก เช่นเดียวกับหมวกนิรภัยทั้ง 2 ใบ ก็พบว่าคนร้ายซื้อมาจากร้านค้าแห่งหนึ่งในละแวกดังกล่าว จึงเชื่อว่าคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุน่าจะพักอาศัยหรือวนเวียนอยู่ในย่านนั้น
ขณะที่คดีที่สอง ตำรวจพิสูจน์หลักฐานพระนครศรีอยุธยาเก็บปลอกกระสุนปืนขนาด 9 มิลลิเมตร ได้ในที่เกิดเหตุ 1 ปลอก ยี่ห้อกล็อก ตรวจสอบแล้วพบว่าถูกยิงมาจากปืนขนาด 9 มิลลิเมตร กระบอกเดียวกับที่พบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุคดีแรก ทำให้สามารถเชื่อมโยงได้ว่า คนร้ายที่ลงมือก่อเหตุทั้ง 2 คดี น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน หรือไม่ก็ต้องมีความเชื่อมโยงกัน
ต่อมาตำรวจฝ่ายสืบสวนของ บช.ภ.1 ซึ่งประสานการทำงานกับฝ่ายสืบสวนของ บก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา สามารถติดตามรถยนต์ฮอนด้าฟรีดคันที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ ถูกจอดทิ้งไว้ที่ริมถนนทางเข้าหมู่บ้าน หมู่ 2 ต.คลองจิก อ.บางปะอิน ตรวจสอบพบว่า รถยนต์คันนี้มี นายสายฟ้า หรือฟิต เกศมุติ อายุ 40 ปี ใช้งานอยู่ ซึ่งหลังก่อเหตุ นายสายฟ้า ได้หลบหนีออกจาก จ.พระนครศรีอยุธยา ไปกบดานอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ตำรวจสามารถติดตามจับกุมนายสายฟ้าได้ที่ลานจอดรถตลาดนัดสวนจตุจักร
ตำรวจได้นำเนื้อเยื่อบริเวณกระพุ้งแก้มของนายสายฟ้าเข้าสู่กระบวนการตรวจดีเอ็นเอ แล้วนำไปเทียบกับดีเอ็นเอที่พบจากคราบเลือดบริเวณหลังเสื้อแจ็กเก็ต ซึ่งพบในที่เกิดเหตุคดีคนร้ายบุกปล้นรถขนเงิน ที่อาคารสำนักงานบริษัทสยามแอดมินนิสเทรทีฟ แมนเนจเมนท์ คอมพานี จำกัด เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ผลปรากฏว่าตรงกัน
หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏ ทำให้ นายสายฟ้า ถึงกับหน้าถอดสี และยอมรับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุชิงทรัพย์รถขนเงินจริง โดยร่วมมือกับ นายวีระจักษ์ หรือเฟรม เจริญชัยวัฒน์ อายุ 22 ปี เพื่อต้องการนำเงินที่ได้จากการชิงทรัพย์ไปใช้หนี้พนัน
หลังก่อเหตุได้แยกย้ายกันหลบหนี โดย นายสายฟ้า เข้าไปกบดานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะที่ นายวีระจักษ์ หนีไปกบดานที่ จ.หนองคาย ซึ่งหลังจากตำรวจได้ข้อมูลจาก นายสายฟ้า ไม่นาน ก็สามารถติดตามจับกุม นายวีระจักษ์ ได้
---------------------
(คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : DNA บนหลังเสื้อ ล่า! โจรปล้นรถขนเงิน : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



