ข่าว

'สดศรี'ชี้ประชามติไม่น่าจะราบรื่น

'สดศรี'ชี้ประชามติไม่น่าจะราบรื่น

23 ธ.ค. 2555

สดศรี สัตยธรรม : ประชามติไม่น่าจะราบรื่น : สัมภาษณ์พิเศษ โดยชนิกานต์ พุ่มหิรัญ

              อึมครึมมานานว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไรกันแน่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็มาได้ข้อสรุปที่ว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ควรจะกลับไปถามประชาชนตามคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ใช่ว่าทุกคำถามจะหมดไป ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเสียงที่ต้องใช้ให้เป็นที่สิ้นสุด หรือแม้กระทั่งทำประชามติแล้วจบจริงหรือ "สดศรี สัตยธรรม" กรรมการการเลือกตั้ง ที่รับผิดชอบดูแลการทำประชามติโดยตรงมาเล่าให้ "สำนักข่าวเนชั่น" ฟังถึงความชัดเจนและตอบข้อสงสัยทั้งหมด

เปรียบเทียบการทำประชามติ ปี 2550 กับปัจจุบันจะต่างกันอย่างไร

               การทำประชามติ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 อยู่ในสภาวะบ้านเมืองที่แตกต่างกันกับปัจจุบันโดยสิ้นเชิง เพราะการทำประชามติในครั้งนั้นเพิ่งมีการปฏิวัติรัฐประหาร โดยมีรัฐบาลพระราชทาน และไม่มีนักการเมือง และทำตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 ไม่ใช่ทำตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 ซึ่งในขณะนั้น ให้ ส.ส.ร.เป็นผู้อธิบายให้ข้อมูลประชาชน ว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ขณะที่หน้าที่ของ กกต. ในการทำประชามติ ปี 2550 นั้น เป็นเพียงฝ่ายธุรการในการจัดการออกเสียงประชามติเท่านั้น

               การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนั้น ไม่มีผู้ต่อต้านออกมาชัดเจนเหมือนเช่นครั้งนี้ เพราะครั้งนี้ยังไม่ทันที่จะประกาศให้มีการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่ามีการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยในการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้นเชื่อว่าการทำประชามติที่จะเกิดขึ้นครั้งนี้คงมีความยากลำบากกว่าการทำประชามติ ปี 2550 มาก และเชื่อว่าไม่น่าจะราบรื่นอย่างแน่นอน

หากรัฐบาลทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ จะต้องได้เสียงเท่าใดจึงจะถือว่ามีข้อยุติ

               ตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 ถือว่าต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงและมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น ดังนั้นการจะผ่านได้นั้นต้องเข้า 2 องค์ประกอบดังกล่าว แต่ในการออกเสียงประชามติ ปี 2550 มีองค์ประกอบเดียวคือ เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ก็ใช้ได้แล้ว ดังนั้นในการทำประชามติครั้งจึงทำให้รัฐบาลอาจจะไม่มั่นใจ คงกำลังชั่งน้ำหนักของเสียงตามคะแนนบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ที่ผ่านมา

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ออกมาตีความว่า หากจะผ่านต้องใช้เสียงบเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์

               ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 9 เขียนไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าการทำประชามติจะเป็นข้อยุติได้ ต้องมีผู้มาออกเสียงเป็นจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ซึ่งหากดูจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงในตัวเลขกลมของปีนี้ น่าจะอยู่ที่ 48 ล้านคน เสียงข้างมากต้องเกิน 24 ล้านคน และองค์ประกอบที่สองคือ ต้องมีจำนวนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียง เท่ากับว่าเสียงข้างที่เห็นชอบต้องได้มากกว่า 12 ล้านคน จึงจะถือว่าการทำประชามติในครั้งนี้ผ่านไปได้ ดังนั้นสรุปได้ว่าถ้ารัฐบาลจะทำประชามติแก้ไรรัฐธรรมนูญ จะต้องได้เสียงเห็นชอบมากกว่า 12 ล้านคน

กกต.มีหน้าที่อะไรบ้างในการจัดทำประชามติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552

               กกต.มีหน้าที่เผยแพร่พร้อมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการวิธีการออกเสียงประชามติ รวมถึงจัดเวทีให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ในการจัดสรรเวลาออกอากาศทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยให้เท่าเทียมกัน ส่วนหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลมอบหมายให้เผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนทราบภายใน 15 วันนับตั้งแต่มีประกาศให้ทำประชามติในราชกิจจานุเบกษาพร้อมทั้งจัดทำเอกสารเผยแพร่ เพื่อส่งไปยังเจ้าบ้านไม่น้อยกว่า 30 วัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าหน่วยงานรัฐและกกต. มีหน้าที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามรัฐสามารถใช้เวทีอื่น นอกเหนือจากเวทีที่กกต.จัดให้ได้ ในการให้ข้อมูลประชาชน เพราะไม่มีข้อห้ามอะไร

ในเมื่อรัฐสามารถใช้เวทีอื่นในการเผยแพร่ข้อมูลกับประชาชนได้ จะมีการชี้นำ หรือมีความเป็นกลางมากน้อยแค่ไหน เพราะการทำประชามติครั้งนี้ถือว่ารัฐมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง

               ประเด็นในเรื่องความเป็นกลาง ถือว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่น่ากังวล เพราะฟังรัฐคงต้องให้ความคิดเห็นไปในทางที่ดี ในเชิงบวก แต่ในขณะเดียวกันฝั่งที่ไม่เห็นด้วยก็จะเผยแพร่ข้อมูลในเชิงลบ ดังนั้น กกต.จึงต้องจัดเวทีกลาง เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมาแสดงความคิดเห็น แต่ก่อนการออกเสียงประชามตินั้น เราต้องเห็นความชัดเจนของประเด็นที่จะทำประชามติ แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้เลยว่ารัฐบาลจะทำประชามติในประเด็นอะไร เพราะยังไม่มีความชัดเจน

มองว่าการทำประชามติยากกว่าการแก้เป็นรายมาตราใช่หรือไม่

               เรื่องการแก้รายมาตรา โดยผ่านกลไกกระบวนการทางสภา ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ต้องทำประชามติและก็ผ่านไปด้วยดี และร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ก็มีความเห็นเช่นนี้ด้วย แต่ครั้งนี้เราไม่ทราบว่าเจตนารมณ์ของรัฐบาลมีจุดประสงค์อย่างไรในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ รัฐบาลจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยยกเว้นหมวดพระมหากษัตริย์ไว้หรือไม่ หรือจะให้แก้รายมาตราเท่านั้น เรื่องนี้ต้องกลับไปถามรัฐบาลว่าจะเอาอย่างไร ตราบใดที่ยังไม่เกิดความชัดเจน เราก็ยังไม่แน่ใจว่าการทำประชามติจะทำให้เกิดความราบรื่นหรือทำให้เกิดความสงบในบ้านเมืองได้หรือไม่

กกต.มีอำนาจยกเลิกผลการทำประชามติหรือไม่ หากเกิดเรื่องทุจริตหรือไม่เหมาะสมขึ้น

               กกต.ไม่มีอำนาจในการไม่รับรองผลประชามติ เพราะผลการออกเสียงประชามติ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เรายึดเสียงของประชาชนเป็นหลัก เมื่อประชาชนมีเสียงออกมาอย่างไร กกต.ก็ต้องประกาศไปตามนั้น แต่อย่างไรก็ตามสามารถยื่นร้องคัดค้านได้ ภายใน 48 ชั่วโมง แต่หากมีการยื่นร้องคัดค้านว่าการออกเสียงประชามติไม่ชอบด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ผลการออกเสียงประชามติมันเกินกว่ากึ่งหนึ่งตามกฎหมายกำหนด กกต.ก็ไม่มีเหตุที่จะไปล้มการออกเสียงประชามติในหน่วยนั้น เพราะเหตุดังกล่าวไม่สามารถทำให้เสียงประชามตินั่นเปลี่ยนแปลงได้ กกต.ก็คงไม่ต้องไต่ส่วนเรื่องก็คงยุติไป

ที่มองว่าการทำประชามติจะส่งผลให้เกิดความวุ่นวายนั้น มีเหตุอะไรที่ทำให้คิดเช่นนั้น

               เรื่องการตีความประเด็นการออกเสียงประชามติ เพราะเมื่อตั้งประเด็นไปแล้ว ฝ่ายที่ตั้งประเด็นก็ต้องบอกประชาชนว่าการแก้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ดี รัฐบาลก็จะประชาสัมพันธ์ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ดีกว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 อย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะยื่นฟ้องร้องว่าการให้ข้อมูลเช่นนี้เป็นการหลอกลวง และเมื่อมีการฟ้องร้องขึ้นมาต้องดูว่าศาลจะให้หยุดชะงักการทำประชามติหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้ต้องคิดให้ดีในเรื่องการตีความ เพราะศรีธนญชัยมีมากด้วยในประเทศไทย ที่ตีความไปในลักษณะที่มองเฉพาะด้านของตัวเองเท่านั้น เฉพาะนั้นถึงบอกว่าลำบากถ้าจะเดินหน้าทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป เพราะอาจจะทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมมากยิ่งขึ้น ดังนั้นรัฐบาลต้องคิดให้ดี การใช้เงิน 2,000 กว่าล้านบาทในการทำประชามติ ซึ่งเป็นเงินภาษีของประชาชน ถ้ารัฐบาลเดินหน้าทำประชามติไปแล้ว ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้น และไม่ทำให้รัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้ รัฐบาลต้องคิดหนัก

พรรคประชาธิปัตย์ออกมารณรงค์คว่ำประชามติ ถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่

               เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการตีความ และการที่กกต.ไปเตือนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตามมาตรา 43 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามตินั้น เป็นเพียงแค่การเตือน เพราะมันสุ่มเสี่ยง ไม่ใช่เป็นการขู่เข็ญแต่อย่างใด จึงบอกว่าการตีความมันแปลได้หลายอย่าง ดังนั้นการทำประชามติจึงมีความยากมาก เพราะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะบอกว่าอย่าออกไปใช้สิทธิ์


....................

(หมายเหตุ : สดศรี สัตยธรรม : ประชามติไม่น่าจะราบรื่น : สัมภาษณ์พิเศษ โดยชนิกานต์ พุ่มหิรัญ)