
'บังซี-ฟาโรห์'หรือ'โมเสส'กับอุดมการณ์
'บังซี-ฟาโรห์' หรือ 'โมเสส' กับอุดมการณ์ ม่านมุ้งและน้ำลาย : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ โดยดลหมาน ณ ไคโร
ให้ตายเถอะ...งานเข้า "บังซี" หรือประธานาธิบดีโมฮาเหม็ด มอร์ซีแห่งแดนดินถิ่นลุ่มน้ำไนล์อียิปต์ อย่างจัง หลังจากเป็นพระเอกขี้ม้าขาวไปช่วยสงบศึก ยิว-กาซา ด้วยคำพูดที่โดนใจชาวมุสลิมอย่างจัง “ต่อไปนี้กาซาจะไม่มีวันโดดเดี่ยว” แค่ช่วงไม่กี่วินาทีที่พูดออกไป สื่อเหยี่ยวออนไลน์แปลคำพูดที่เป็นภาษาอาหรับออกไปหลายร้อยภาษาทั่วโลก นักการเมืองหัวดี หัวเน่า หัวเต่า และหัวเป็ด ต่างวิจารณ์กันออกไปเป็นล้านประเด็น แล้วแต่ทัศนคติของแต่ละคน แต่ละศาสนาหรือแต่ละพรรค ทำให้ “บังซี” กลายเป็น “ฮีโร่” ในชั่วพริบตา
ทำไม “ฮามาส” ถึงไม่ตอบคำถามของ “พวกยิว” ผู้ซึ่งเป็นผู้ระรานด้วยวิธีนิ่มนวลแยบยลอย่างที่ทั่วโลกรับรู้ ฮามาสได้แต่พูดสั้นว่า “หากจะให้หยุดต้องไปถามบังซี” ฉนวนความอิจฉาเกิดขึ้นในบัดดล และมีผลทำให้การเมืองประเทศที่ใกล้ชิด เกิดความร้อนรุ่ม ร้อนตัวกันยกใหญ่ ต่างพยายามระดมพลังความคิดของนักวิจารณ์ นักวิจัย ที่จะไขคำพูด ไขความสัมพันธ์ระหว่าง “บังซี” กับ “ฮามาส” ที่ปกครองกาซา หรือปาเลสไตน์ ยิ่งทำให้ประเทศมหาอำนาจหมดสิทธิ์ และสิทธิ์หด ในการจะเข้ามาเจรจาหรือทำตัวเป็น “ตัวกลาง” เหมือนอย่างเคย คงมีแต่การกะพริบตาดูการทำงานของผู้นำอย่าง “บังซี” ด้วยใจระทึก ผู้ชายคนนี้ขี่ม้ามาแบบนิ่มๆ ไม่สร้างภาพกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย และด้วยบุคลิกที่นิ่งๆ แต่ทำไม “ฮามาส” ผู้นำแห่งกาซา ถึงได้ไว้ใจขนาดนี้ หรือมีอะไรลับลมคมในกันมาก่อน ทุกอย่างยังเป็นปมให้ทั่วโลกสงสัยหรือรู้กันอยู่แก่ใจ แต่ไม่ชัวร์เท่านั้นเอง
และแล้วการทดสอบการเป็นฮีโร่ของบังซีก็เริ่มขึ้น เมื่อสื่อทั่วโลกฉบับเหยี่ยว ร่อนหาภาพ และเหตุการณ์ให้ดูน่ากลัว ดูวุ่นวายสับสนเหมือนไม่มีที่ว่างให้มีความสุขในประเทศแห่งนี้ ทั้งๆ ที่เราคนไทยมีเกือบสามพันคน ทั้งนักศึกษาและคนไทยที่เดินทางมาทำงาน ยังคงทำงานและไปเรียนหนังสือกันตามปกติทุกวัน รุนแรงจริงๆ นะอะ!!!!!!!
แค่การประกาศรัฐธรรมนูญชั่วคราว และขอเวลาเพียง 2 เดือน เพื่อการปฏิรูประบบปกครองให้อยู่ในรูปแบบที่ดีขึ้น โดยการถอดผู้มีอำนาจในยุคของ “บังมะ” หรือ ฮุสนี มูบารัก ให้หมดไป เพื่อเป็นการเริ่มศักราชหน้าใหม่ ด้วยคนใหม่อย่างใสสะอาด ที่สำคัญ คือ ทำตามความต้องการของทุกคนที่ร่วมใจกันปฏิวัติที่จะถอนรากรอนโคนคนของอดีตผู้นำให้หมดไป ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคที่สำคัญของการปัดกวาดบ้านหลังใหม่ให้สิ้นซาก นั่นคือความเคียดแค้นที่พวกเขาพึงมีตลอด 30 ปี ในตอนนั้น แต่แล้วเรื่องก็เงียบและซาลง
เมื่อ “บังซี” เข้ามาเป็นผู้นำ หลังจากที่อำนาจอยู่ในอุ้งมือทหาร ประชาชนลุกฮือประท้วงกันอีกครั้ง เพราะกลัวว่าทหารจะ “กุมอำนาจ” เอาไว้ และเรื่องราวก็สิ้นสุดลงด้วยดี “บังซี” ได้ขึ้นนั่งบนบัลลังก์อำนาจ พยายามทำทุกอย่าง เคลียร์ทุกเรื่องอย่างแยบยลโดยไม่พุ่งประเด็นเพื่อทำลาย ทำร้ายผู้ที่มีชีวิตอยู่ของอดีตผู้นำแต่อย่างใด ยกเว้นการปลดจากตำแหน่งต่างๆ ที่สำคัญๆ ซึ่งคนของอดีตผู้นำยังคงกุมอำนาจอยู่ ใครๆ ก็รู้ว่า สิ่งที่บังซีทำก็เพื่อตอบสนองของผู้ร่วมปฏิวัติโค่นล่มบังมะ อดีตผู้นำ
แต่กลับเป็นเรื่องใหญ่โต บังซีถูกหาว่าเป็นคน “บ้าอำนาจ เพิ่มอำนาจ” ให้แก่ตัวเอง และอยู่เหนือทุกอย่าง ต้นสายปลายเหตุมาอย่างไร คิดว่าใครๆ หลายร้อยคนคงรู้ พวกที่เคยรวมตัวกัน กลับแยกตัวออกจากกัน และร่วมกันประท้วงเรียกร้องในสิ่งที่ตัวเองคิดและกลัว นั่นคืออำนาจที่ตัวเองคุมอยู่จะหลุดออกไปจากมือ โดยใช้คำว่า “บ้าอำนาจ” ของบังซี มาบังหน้าเท่านั้นเอง เรื่องเลยบานปลาย เกิดการถือพรรคถือพวก มีการนัดแนะในสถานที่ต่างๆ เพื่อร่วมประท้วงให้โลกรู้ว่ากำลังคิดอะไรกับผู้นำคนนี้และผู้นำคนนี้เป็นคนอย่างไร ไม่รู้ว่าผู้นำคนนี้จะร้ายอย่าง “ฟาโรห์” หรือจะดีเลิศเท่าศาสดา “มูซา” หรือโมเสส สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งอดีตกาลดินแดนไอยคุปต์
ในขณะที่บังซียังคงใช้ความนิ่งเงียบ และได้มีการประชุมหลายฝ่ายเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวตามคำเรียกร้อง แต่ผู้คัดค้านก็ยังไม่หยุดการประท้วง มีการจาบจ้วงต่างๆ นานา ในขณะผู้ที่สนับสนุนบังซีก็ออกมาประท้วงเป็นกำลังสนับสนุนอยู่ห่างๆ โดยจะไม่เกิดการปะทะกัน เพราะรู้แก่นแท้ดีว่า สิ่งที่พวกประท้วงต้องการคือ “ไม่เอาบังซี” เท่านั้นเอง
แต่ทั้งหมดนั้นก็ใช่ว่าคนอย่างบังซีจะอ่านเกมการเมืองไม่ออกซะเมื่อไหร่ หารู้ไม่ว่า น้ำนิ่งแต่ไหลลึกอย่างบังซีก็ใช่ว่าจะนิ่งเงียบอย่างเดียวซะเมื่อไหร่ ทว่าหลังความนิ่งเงียบของบังซีนั้น อาจจะกลายเป็นพายุ หักปากกาเซียน และทำให้ฝ่ายค้านถึงกับอึ้งเดินเกมไม่ถูกเลยทีเดียว นั่นคือ บังซีได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ได้ประกาศใช้และประกาศฉบับใหม่ออกมา โดยมีการแก้ไขบางมาตรา โดยเฉพาะมาตราที่สังคมโดยเฉพาะฝ่ายค้านอ้างว่าเป็นเผด็จการ ในวันเดียวกันนั้นก็ประกาศวันที่จะทำการลงประชามติไปในตัว
ทั้งหมดนี้ประชาชนอียิปต์เท่านั้นที่จะเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งนั้นก็หมายความว่า ไม่มีอำนาจใด พลังใด จะยิ่งใหญ่ไปกว่าพลังของประชาชน และถ้าใครไม่เห็นด้วยกับประประชาชนก็เท่ากับว่าเป็นผู้บ่อนทำลายประเทศไปในตัว เห็นไหมล่ะ “น้ำนิ่ง ใช่ว่าจะไม่ไหลซะทีเดียว แต่ทว่ามันได้ไหลลึกต่างหาก”
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ยกแรกของการลงประชามติได้ผ่านพ้นไปแล้วอย่างเงียบสงบ ผลออกมาปรากฏว่า ระหว่าง พวก “นาอัม” หมายถึง “เห็นด้วย” กับรัฐธรรมนูญ ได้ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวของความสำเร็จ ในยกแรก และในยกต่อไปคือวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม 2555 เรามาดูกันว่า พวก “ละ” หมายถึง “ไม่เห็นด้วย” นั้น จะสามารถตีเสมอหรือชนะได้หรือไม่ ก็มาลองดูกันต่อไป และอะไรจะเกิดขึ้นหลังวันที่ 22 นี้ แต่ไม่รู้จะทันดูหรือเปล่า เพราะมีการแจ้งว่า วันที่ 21 นี้วันสิ้นโลก มีสองเรื่องที่เราต้องลุ้นกันต่อไป
สรุปว่า “บังซี” ไม่ใช่มีศัตรูในต่างประเทศ ที่คอยจิกกัด งัดแงะ กระแทกเพียงอย่างเดียวเสียแล้ว คนในประเทศที่อยู่ภายใต้ความคิดของผู้นำในกลุ่มของตัวเอง ซึ่งพ่ายแพ้การชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอียิปต์ที่ผ่านมา ก็คือศัตรูที่น่ากลัวเช่นกัน
ตลอดระยะเวลาที่เรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องปกติของชาวอียิปต์ไปเสียแล้ว การเมืองจึงเป็นเรื่องของอุดมการณ์ของคนหนึ่งคน และรวมกันหลายๆ คนให้กลายเป็นหนึ่งเป้าหมาย แต่คงยากที่จะรวมกันให้เป็นคนคนเดียวกัน การทำงานในระบบการเมืองไม่ใช่ง่าย ต้องมีกำแพง มีม่านบางๆ คอยอำพรางเรื่องราวต่างๆ มีการล่อ มีการหลอก มีการนำเสนอในรูปแบบที่พรางตา กว่าจะออกสู่สายตาประชาชนคนธรรมดาอย่างเราๆ ได้เห็น ทำให้คนธรรมดาอย่างเราๆ เหลือที่จะเดา ต้องอาศัยผู้ที่เคยผ่านกระบวนการนี้มาก่อนคอยอธิบายและให้ข้อกระจ่าง ซึ่งจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แล้วแต่ความคิดของผู้ที่จะสื่อออกมา โดยไม่รู้ว่าเขามีอคติกับอีกฝ่ายหรือเปล่า
ในขณะที่ความลับทั้งหมดถูกเก็บไว้เกินกว่าที่เราจะมองเห็นได้ในการประชุมลับหรือเป็นเรื่องในมุ้ง ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คนทั่วโลกมองการเมืองเป็นเรื่องไม่ชัดเจน เร้นลับและกลับกลอก จึงไม่ผิดหรอกที่ประชาชาติอียิปต์จะมีความไม่พอใจ และเกิดการประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่า กับการทำงานของผู้นำที่ตัวเองมีผู้นำอีกที นี่แหละการเมืองอียิปต์ จึงสรุปออกมาสั้นๆ ว่า เรื่องอุดมการณ์ ม่าน มุ้งและน้ำลาย เพราะชาวอียิปต์ชอบพูด และพูดตะโกนอย่างไม่แคร์ใคร เพียงเพื่อให้เป็นจุดสนใจของคน แต่ถ้าคิดไปคิดมา คำว่า “การเมือง” ก็คงจะรวมไปถึงทุกประเทศก็ว่าได้ แต่ไม่เหมือนอียิปต์ ที่ “น้ำลาย”
ประชาธิปไตยในอียิปต์เพิ่งเริ่มขึ้น ประท้วงกันทุกวันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ไทยเราสิแปลก ประชาธิปไตยมีมาตั้งนานแล้วก็ยังประท้วง แบ่งพรรค แบ่งพวก แบ่งสี และยังลึกล้ำและล้ำลึกด้วยแผนการต่างๆ นานา จับผิดก็ยาก เพราะดราม่าชั้นยอด แต่อียิปต์ดราม่าไม่เป็น ดราม่าทีไรพี่ไทยก็จับได้เสมอ จะเก่งแค่ไหนก็สู้พี่ไทยไม่ได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะเรื่องการเมือง และเรื่องลับๆ
........................................
('บังซี-ฟาโรห์' หรือ 'โมเสส' กับอุดมการณ์ ม่าน มุ้งและน้ำลาย : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...ดลหมาน ณ ไคโร)



