ข่าว

'มาร์ค'จี้'ปู'คว่ำประชามติแก้รธน.

'มาร์ค'จี้'ปู'คว่ำประชามติแก้รธน.

22 ธ.ค. 2555

'อภิสิทธิ์' จี้ 'นายกฯ' คว่ำประชามติแก้รธน.เพื่อ 'แม้ว' หวั่นเกิดความขัดแย้งในปท. ด้าน 'องอาจ' ยัน 'ปชป.' ขวางทำประชามติยึดหลักกม. แนะแก้รายมาตรา

                        22 ธ.ค.55 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไป จ.ตาก ถึงกรณีที่นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักฯ ในฐานะคณะทำงานศึกษาแนวทางการทำประชามติ ระบุว่า อยากให้พรรคประชาธิปัตย์ดูประเด็นการทำประชามติก่อนที่เชิญชวนประชาชนคว่ำการลงประชามติว่า เรื่องนี้รัฐบาลพูดมาตลอดว่าเป้าหมายการแก้รัฐธรรมนูญก็เพียงต้องการแก้มาตรา 309 ซึ่งหากไม่มีประเด็นนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่มีปัญหา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ระบุแล้วว่าต้องทำประชามติ แต่รัฐบาลก็ปฏิเสธมาตลอด แต่เมื่อหนีไม่พ้น รัฐบาลจึงจำยอมต้องทำประชามติ ซึ่งตนคาดการณ์คำถามที่จะใช้ทำประชามติได้เลยว่าต้องการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ เพราะเป็นแนวทางที่รัฐบาลพูดมาตลอด ซึ่งหากเดินหน้าทำต่อไปบ้านเมืองก็จะขัดแย้งมากขึ้น โดยผลโพลที่ผ่านมาทุกครั้งประชาชนก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้มาตรา 309

                        ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ รัฐบาลควรถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่างพรบ.ปรองดอง และยุติกระบวนการทำประชามติ ซึ่งครม.มีอำนาจโดยตรงจะหยุดเรื่องดังกล่าว แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีว่าจะตัดสินใจอย่างไร

 

'องอาจ' ยัน 'ประชาธิปัตย์' ยึดหลักกฎหมาย

 

                        นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้ค่อนข้างชัดเจนว่ารัฐบาลจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยจะเริ่มทำประชามติตามความเห็นพ้องต้องกันของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ,นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และรัฐบาลด้วยกันเอง โดยไม่ฟังเสียงทักท้วงของใคร แม้แต่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นคนรัฐบาลด้วยกันเอง หรือนางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือนายนิคม ไวยรัชพาณิช ประธานวุฒิสภา ที่เสนอให้แก้ไขเป็นรายมาตรา

                        นายองอาจ กล่าวว่า การไม่ฟังแบบนี้เพราะรัฐบาลมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน คือ วัตถุประสงค์หาทางล้มล้างคดีต่างๆของคนในรัฐบาลปัจจุบันและอดีตรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลควรจะปล่อยให้สถานการณ์บ้านเมืองสงบ และฟังเสียงทักท้วงของบุคคลต่างๆที่เห็นว่า จะมีปัญหาเกิดขึ้นหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ สิ่งที่รัฐบาลไม่เคยตอบคำถาม ว่าเหตุใดจึงเอาจริงในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และกฎหมายปรองดองและนิรโทษกรรม ว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร ชีวิตความเป็นอยู่จะดีขึ้นอย่างไร

                        นายองอาจ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณรัฐบาลที่แสดงความเป็นห่วงว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการทำประชามติมาตรา 43 ก็ขอบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ว่าเราจะคว่ำการทำประชามติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 และพรบ.การออกเสียงประชามติ 2552 หรือทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เราจะใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนด คือ 1.ออกไปใช้สิทธิ์โดยเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับหัวข้อที่คณะทำงานกำหนดขึ้น และ 2.สงวนสิทธิ์ประชาชนที่จะออกไปใช้สิทธิ์หรือไม่ออกไปใช้สิทธิ์ เพราะถือเป็นสิทธิ์พื้นฐานของประชาชน

                        “การที่รัฐบาลอ้างความจำเป็นรวมทั้งพ.ต.ท.ทักษิณ พูดผ่านทนายความว่า หากแก้ไขรายมาตราจะเป็นการผิดสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน ที่ให้ไว้ในขณะหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นเรื่องที่พูดความจริงครึ่งเดียว เพราะหลายเรื่องที่ได้หาเสียงก็ไม่ได้ทำตามนั้น หรือไม่ได้ทำเลยก็มี ดังนั้นจึงเป็นการพูดเพื่อประโยชน์ฝ่ายตนเพียงอย่างเดียว

                        ทั้งนี้ทางพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า รัฐบาลควรจะทุ่มเทเวลาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน มากกว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการ 2 แนวทาง คือ 1.ควรหยุดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 2.หากเห็นว่ามาตราใดเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นเรื่องที่เกิดประโยชน์กับประชาชน ก็ควรจะเสนอต่อประชาชนว่าจะเห็นด้วยที่จะให้แก้ไขหรือไม่ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญเป็นของร้อน รัฐบาลไม่ควรเล่นกับไฟ แต่กลับต้องดับไฟที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง” นายองอาจ กล่าว

 

'องอาจ' เผย 'GFI' ยัน 'ไทย' ติดอันดับ 13 ทุจริตคอร์รัปชั่น

 

                        นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แถลงถึงกรณีทุจริตคอรัปชั่นว่า จากการที่นายเรย์มอนด์ เบเกอร์ ประธานองค์การเพื่อความซื่อสัตย์ มั่นคงทางการเงินแห่งโลก (GFI) ยืนยันว่าได้มีเงินสกปรกไหลออกจากประเทศต่างๆไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วรวมถึงเกาะต่างๆที่เป็นสวรรค์แห่งการฟอกเงิน ซึ่ง 1 ในเกาะที่อยู่ในรายงานของGFI คือเกาะที่เคยมีชื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าไปเกี่ยวข้อง พร้อมยังได้ระบุว่า ประเทศไทยติดอันดับที่ 13 โดยเงินที่ไหลออกมาจากการก่ออาชญากรรม การเลี่ยงภาษี และการทุจริตคอรัปชั่น โดยรายงานตั้งแต่ปี 2543-2553  เงินสกปรกเหล่านี้ ไหลออกปีละ199,206 ล้านบาท รวม 10 ปี เป็นจำนวน 1,992 ล้านล้านบาท

                        “เงินสกปรกจะดำเนินการโดยใครก็ตาม แต่เงินที่ทุจริตของนักการเมืองต้องยอมรับว่าเกิดจากนักการเมืองที่เลว ร่วมมือกับข้าราชการที่มีโอกาสโกงกินกอบโกยไปแล้ว ก็จะนำกลับประเทศเพื่อยึดอำนาจกลับมาสู่มือตัวเองได้ภายหลัง” นายองอาจ กล่าว

                        นายองอาจ กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีให้เอาจริงเอาจัง กับการปราบปรามการทุจริตใน 3 เรื่อง คือ 1.นายกฯและรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในความซื่อสัตย์สุจริต 2.หากพบว่ามีการทุจริตหรือส่อทุจริต ก็ต้องจัดการกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่าง หากเป็นคนในรัฐบาล แม้ทางกฎหมายจะเอาผิดในทางกฎหมายไม่ได้ นายกฯก็ต้องจัดการในเชิงบริหารและ 3.ขจัดเงื่อนไขและอุปสรรคในการป้องกันและปราบปราบการทุจริตคอรัปชั่น โดยนายกฯจะต้องมองว่าเป็นปัญหาที่ประเทศจะต้องแก้ไข

 

'มัลลิกา' จี้ 'ยิ่งลักษณ์' หยุดปัญหาคอรัปชั่น

 

                       นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ตามที่อัยการส่งฟ้องศาลอาญา กรณีที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี ทุจริตการส่งออกเสือโคร่งเบงกอลไปประเทศจีน โดยมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ทุจริตต่อหน้าที่ ขณะดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ ถือเป็นความรับผิดชอบของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่จะต้องตัดสินใจเฉือนเนื้อร้ายออกไปจากคณะรัฐมนตร (ครม.) ไม่เช่นนั้นจะเกิดข้อครหา เกิดความไม่เชื่อมั่น ซ้ำเติมความไร้ความสามารถในงานบริหารงาน ที่นายกรัฐมนตรีบกพร่องมาตลอด 1 ปี

                        “นายกรัฐมนตรียังไม่มีจุดยืนหรือแสดงความชัดเจน เกี่ยวกับกรณีนี้ จึงขอเตือนว่าถ้ายังปล่อยให้คนทุจริตคอรัปชั่นมีหลักฐานถึงขั้นสั่งฟ้องได้ คาอยู่ในตำแหน่งต่อไป น.ส.ยิ่งลักษณ์ตกที่นั่งลำบากเข้าลักษณะเตี้ยอุ้มค่อม เพราะนายกรัฐมนตรีก็มีความสามารถน้อยอยู่แล้ว การตีมึนไม่ใส่ใจกระแสสังคมและนโยบายหลักที่ตัวให้ไว้ ถือเป็นความไร้รับผิดชอบต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้นายปลอดประสพ ดำรงตำแหน่งถึงรองนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ดูแลงบประมาณจำนวนมาก ในการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท จะบริหารต่อไปท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัย เรื่องความไม่โปร่งใสไม่ได้ เพราะไม่มีใครวางใจว่าจะไม่เหมือนกรณีเสือโคร่งหรือไม่” น.ส.มัลลิกา กล่าว

                         รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า วันที่ 18 ส.ค.นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานประกาศแนวทางการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทย ร่วมกันหยุดคอร์รัปชั่น ประกาศขอความร่วมมือประชาชนและทุกภาคส่วน ดังนั้นประชาชนและทุกภาคส่วนควรได้รับความร่วมมือจากนายกรัฐมนตรีเช่นกัน

 

 

'มัลลิกา' จี้ 'ผบ.ตร.' เร่งทำคดี 'ราเมศ'

 

                           นางสาวมัลลิกา บุญมีตระกูล แถลงว่า จากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้ พล.ต.อ.อดลุย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ลงมาดูแลคดีการลอบทำร้ายนายราเมศ รัตนะเชวง ทีมกฎหมายพรรคด้วยตัวเอง ล่าสุดก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือ จึงสร้างความไม่มั่นใจให้กับญาตินายราเมศและพรรคอย่างยิ่งว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะตำรวจยังไม่สอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งที่มีการนำเสนอและแถลงข่าวไปมากแล้ว ขณะเดียวกันทางทีมทนาย ทีมโฆษก เพื่อนร่วมงานทุกคนก็พร้อมในการจะให้ปากคำและให้เบาะแสแต่เจ้าหน้าที่ก็ล่าช้าเหมือนยำเกรงคู่กรณีนายราเมศ

                            รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอยกคดีสน.โชคชัย มากล่าวเทียบคือเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต ผบก.น.4 และ พ.ต.อ.ธนวัตร วัฒนกุล ผกก.สน.โชคชัย ร่วมกันแถลงความคืบหน้าคดีทะเลาะวิวาทของนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ทำร้ายร่างกายพนักงานร้านคาราโอเกะชื่อดัง กลายเป็นเรื่องเร่งด่วนอุกฉกรรจ์กว่า โดย ผบช.น ให้ความสำคัญขนาดขนตำรวจมาเป็นกองทัพ แถลงข่าวโชว์คดีทะเลาะวิวาท พร้อมโชว์หลักฐานครบทั้งกล้องวงจรปิด ภาพนิ่ง พยาน และเจ้าทุกข์ที่แค่ปากแตก

                             “จึงขอให้ ผบช.น กระทำเช่นเดียวกันนี้กับคดีของนายราเมศด้วย เพราะเชื่อว่าความสามารถของตำรวจสน.บางนา กับ สน.โชคชัย ไม่น่าจะห่างชั้นกันมากยกเว้นติดขัดเรื่องที่เขาทำไม่ได้ หรือมันเป็นเพราะว่า พ.ต.อ.ธนวัตร วัฒนกุล ผกก.สน.โชคชัย ฝีมือดี มีความสามารถมากกว่า ผกก.สน.บางนา เหลือเกิน อันนี้มันก็น่าสงสัยและฝากถาม พล.ต.อ.อดลุย์ แสงสิงแก้ว ด้วยว่า กลัวอะไร หงอทำไม ใครกันแน่ที่เป็น ผบ.ตร.หรือว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ใหญ่กว่า เป็นผบ.ตร.ตัวจริงหรืออย่างไร คนเขาวิจารณ์กันทั้งบ้านทั้งเมืองยังจะไม่ใช้วิจารณญาณอีกหรือ วันนี้ข้อมูลที่ได้รับร้องเรียนจากประชาชน ร้อยละ 80-90 ล้วนเป็นเรื่องไม่มั่นใจในความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะขนาดคนเป็นทนายยังโดนทำร้ายได้ง่ายดาย โดยกระบวนการยุติธรรมขั้นต้นคือตำรวจยังไม่สามารถสะสางอะไรให้มั่นใจได้เลย เรื้องนี้ประชาชนสะท้อนมาอย่างมากทุกทิศทาง” น.ส.มัลลิกา กล่าว