ข่าว

เดินหน้าคดีอาญา'เหลือง-แดง'101

เดินหน้าคดีอาญา'เหลือง-แดง'101

21 ธ.ค. 2555

เดินหน้าคดีอาญา'เหลือง-แดง'101 การเมืองคงไม่ถึงกับแช่แข็ง : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]

             ผมสอนอาชญาวิทยาและเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมักมีคนมาสอบถามเรื่องกฎบัตรกฎหมายในส่วนเกี่ยวข้องอยู่หลายวาระโอกาส ล่าสุดมีคนสงสัยเกี่ยวกับ “การดำเนินคดีกับผู้นำฝ่ายค้านและบุคคล เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองเมื่อสองปีก่อน” ในหลากหลายประเด็น เมื่อตอบคำถามให้ผู้ถามมาเป็นที่กระจ่างชัดแล้ว ผมคิดว่า น่าจะอธิบายให้คนทั่วไปได้เข้าใจเกี่ยวกับทางปฏิบัติของกฎหมายและสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเกี่ยวกับการดำเนินคดีอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศในห้วงเวลาที่ผ่านมา

             ผมเขียนหัวเรื่องไว้ เป็น “การดำเนินคดีอาญาเหลืองแดง 101” เพื่อให้เหมือนกับเวลาใครเริ่มเรียนวิชาความรู้อะไรเขามักจะเริ่มต้นด้วยเลขรหัสวิชา 101 ซึ่งในหลักสากลคือหลักเบื้องต้นหรือหลักการขั้นพื้นฐานเพื่อต่อยอดในขั้นสูงขึ้น โดยข้อสงสัยประการหนึ่ง ซึ่งถามกันมามากว่า “เหตุใดการดำเนินคดีอาญาในช่วงที่ผ่านมามีความช้าเร็วต่างกันระหว่างเสื้อเหลืองและเสื้อแดง” ตรงนี้ผมได้สอบถามเจ้าหน้าที่บริหารงานคดี ซึ่งสังคมน่าจะรู้จักดี ของดีเอสไอ ได้รับคำตอบค่อนข้าง “ตรงกับความเห็นส่วนตัวของผม” ว่า ทาง ดีเอสไอ ได้เริ่มดำเนินคดีกับทางฝ่าย “เสื้อแดง” ก่อน ในช่วงแรก เพราะมีการโยงคดีของกลุ่มเสื้อแดงไปเป็นเรื่องของความมั่นคงและการเมือง จำนวนผู้บาดเจ็บผู้เสียชีวิตต่างกับกรณีพฤษภาคม 2553 มาก แต่ก็มีการจัดเป็นคดีพิเศษ ทั้งเรื่องการขัดขวางการประชุมนานาชาติที่พัทยา การเคลื่อนไหวปะทะหรือทำร้ายฝ่ายตรงข้ามต่างกรรมต่างวาระ มีการดำเนินคดีและส่งฟ้องศาล เพราะมีพยานหลักฐาน ได้รับความร่วมมือในการให้ปากคำ ทำให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทางดีเอสไอปฏิเสธว่า มิได้ดำเนินการกับฝ่าย “เสื้อแดง” แบบสองมาตรฐาน

             พอมาถึงการดำเนินคดีล่าสุดกับ “ผู้นำฝ่ายค้านและบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งล่าสุด “กองทัพ” โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพิ่งมีการแถลงข่าว พร้อมทั้งผู้นำเหล่าทัพและตำรวจออกมาตบเท้า “ยืนยันเช่นกันว่า กองทัพได้ปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาล” เป็นการปฏิบัติไปตามหน้าที่ กระทั่งมีคนโทรมาหาด้วยความตื่นเต้น นึกว่า “อาจเกิดวิกฤติการแช่แข็งทางการเมืองรอบใหม่ประการใด” แต่เห็นว่ามีข้อให้ต้องวินิจฉัยกันหลายเรื่อง

             กรณีแรก มีผู้ถามว่า “การที่ผู้นำฝ่ายค้านและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงในเวลานั้น” ไม่ยอมลงนามในวันเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา จะทำให้การฟ้องร้องเป็น “โมฆะ” หรือไม่ อันนี้ตอบได้เลยว่า “ไม่ครับ” เหตุผลคือ กระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาเป็น “มาตรฐานที่กำหนดไว้ในประมวลวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ อาญา มาตรา 134)” นั่นคือ การยินยอมไม่ยินยอมลงนามไม่มีผลใดๆ เพราะทางพนักงานสอบสวนคดีอาญาจะเป็นผู้บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นลงไปในบันทึกการให้ถ้อยคำของผู้ต้องหา ส่วนจะเป็น “ข้อปฏิเสธ” ไม่รับข้อกล่าวหานั้น ในทางปฏิบัติเคยมีกรณีคล้ายๆ กัน แต่เชื่อว่า หากขึ้นสู่ศาลแล้ว โดยลักษณะที่ปรากฏจะพบว่า “การแจ้งข้อกล่าวหานั้นสมบูรณ์แล้ว เพราะมีหลักฐาน ทั้งภาพถ่าย การพิมพ์ลายนิ้วมือ ซึ่งยังมีการโต้เถียงกันถึงสิทธิของผู้ต้องหาในการมีผู้นำภาพผู้นำฝ่ายค้านและอดีตรองนายกฯ ไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต”

             ประการต่อมา มีผู้ถามต่อไปอีกว่า ทำไมคดีนี้ ทางอัยการถึงต้องเข้ามาร่วมดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจังตั้งแต่ในชั้นสอบสวน ขออธิบายชนิดกึ่งวิชาการกึ่งความเห็นดังนี้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะผู้เกี่ยวข้องเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติ มีชั้นยศมากหลาย มีผู้เสียหายซึ่งถือเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เรียกว่าและได้ยินว่าจะเอาผิดกันถึงศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) งานนี้ถ้าทำคดีกันแบบประมาทเลินเล่อ คนจะรับเคราะห์ในบั้นปลายคือ ทางผู้สั่งฟ้อง ทั้งดีเอสไอ และอัยการ ซึ่งหากมั่นใจถึงขนาดสั่งฟ้องได้ ก็ยิ่งเกิดความรู้สึกได้ว่า “ทางฝ่ายผู้ฟ้องคดี” น่าจะต้องรัดกุมและมีความมั่นใจได้ขั้นหนึ่งว่า สามารถอุดช่องโหว่และทางหนีทีไล่ต่างๆ ไว้อย่างรอบด้าน

             การนำคดี นายคำ พันกอง และเด็กอีกคนชื่อ “อีซา” ซึ่งถูกคมกระสุนจากการกระชับพื้นที่ในเหตุการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 มาเป็นเครื่องชี้มูลว่ามาจากฝ่ายเจ้าหน้าที่นั้น ทำให้หลายฝ่ายกริ่งเกรงว่าจะเป็นการดึงไปสู่ “การแช่แข็งการเมืองเศรษฐกิจและสังคมขึ้นมา” เพราะไม่จำเป็นต้องเอาทั้ง 91 คดีมาพิสูจน์ในเวลาเดียวกัน แต่สองคดีดังกล่าวในทางนิตินัยถือเป็นการ “เชื่อมโยง” ไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งผู้สั่งการ ผู้รับบัญชาและผู้ปฏิบัติ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะผิดมากผิดน้อย แต่ไม่ผิดเลยคงยากอยู่ เพราะ “หากไม่มีใครผิดเลย” คดีอย่างนี้ มีผู้เสียหายมากขนาดนี้ ถ้าอัยการ กับดีเอสไอ ทำคดีไม่รัดกุม ท้ายที่สุดก็จะถูกย้อนศรทั้งข้อหาให้ร้าย กระทำการลุแก่อำนาจ และอื่นๆ อีกมากมาย เรียกว่าใครใกล้เกษียณมาเจอเผือกร้อนแบบนี้เข้าไปก็คงไม่ค่อยน่ายินดีเท่าใดนัก และนี่คือเหตุผลสำคัญว่า ทำไมทางอัยการและดีเอสไอดูเหมือนจะประสานงานกันอย่างพิถีพิถันนอกเหนือไปจากความเข้าใจส่วนตัวว่า อธิบดีดีเอสไอเคยเป็นอัยการเก่า