ข่าว

'สมศักดิ์'เชื่อประชามติผ่านยาก!

'สมศักดิ์'เชื่อประชามติผ่านยาก!

20 ธ.ค. 2555

'ปธ.สภาฯ' เชื่อประชามติผ่านยาก แนะแก้รายมาตรา ด้าน 'มท.' ชี้จัดเสวนาสร้างปรองดอง 'เฉลิม'ยก 5 เหตุผลปชช.ไม่ออกมาลงประชามติ

                        20 ธ.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องเลี้ยงรับรองสมาชิกรัฐสภา ชั้น 2 อาคารรัฐสภา 1 สำนักเลขาธิการสภาฯ ได้จัดงานสังสรรค์สัมพันธ์สื่อมวลชน เลี้ยงส่งท้ายปีเก่า 2555 โดยมีข้าราชการ, ลูกจ้าง และสื่อมวลชน ช่างภาพ ประจำรัฐสภา เข้าร่วมจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวบรรยายเรื่อง "ทิศทางการเมืองไทยกับรัฐสภา ในปี 2556" ต่อประเด็นที่รัฐบาลได้ตัดสินใจที่จะทำประชามติก่อนการเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสามว่า ตนสนับสนุนกับการทำประชามติ และประชาเสวนาของรัฐบาล เพราะเชื่อว่าจะลดความขัดแย้งของสังคมได้

                        อย่างไรก็ตามในการทำประชามติหรือประชาเสวนาดังกล่าว ตนขอให้ผู้ที่ดำเนินการทำอย่างเต็มที่และมีความจริงใจ เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ ทั้งนี้ตนมองว่าหากเวทีของการให้ความรู้จัดเป็นแค่พิธี เชื่อว่าจะเกิดภาพของความวุ่นวายได้

                        “ส่วนตัวผมมองว่า เจ้าภาพที่จะทำควรเป็นฝ่ายวิชาการที่ภาพกลางๆ และเพิ่มเติมในการทำประชาเสวนา บอกได้ว่า 1 เดือนหลังจากนี้ที่คณะทำงานจะไปศึกษาแนวทางทำประชามติและประชาเสวนา จากนั้นจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ก่อนจะประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นเป็นขั้นตอนทำประชามติตามกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าการทำประชามติจะเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2556 ซึ่งเป็นช่วงปิดสมัยประชุม ดังนั้นเรื่องลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้ง คือ ช่วงสมัยประชุมสามัญ วันที่ 2 สิงหาคม 2556 ดังนั้นเมื่อดูกรอบเวลาแล้วหมอดูฟันธงว่าหากไม่มีอุปสรรคอะไร จะมีการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสาม ได้ในวันศุกร์แรกของเดือนสิงหาคม 2556 แน่นอน ซึ่งระยะเวลาจากวันนี้ไปจนถึงวันที่จะมีการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมเวลา 6 เดือน ซึ่งมากพอที่จะทำประชาเสวนา ดังนั้นขอให้ทำทุกตารางนิ้ว ไหนๆ จะเสียเงิน 2,000 ล้านบาทอยู่แล้ว ต้องทำให้ครอบคลุมและลงลึก ซึ่งผมเชื่อว่าหากทำครอบคลุมทุกตารางนิ้วทุกอย่างจบ” นายสมศักดิ์ กล่าว

                        นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองโอกาสของความเป็นไปได้ที่จะมีผู้ออกมาใช้สิทธิ์ออกเสียงลงประชามติเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ทั่วประเทศว่า เป็นไปได้ยาก เพราะมีจำนวนมากถึง 23 - 24 ล้านคน หากพิจารณาการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีคนออกมาใช้สิทธิ์จำนวน 70 เปอร์เซ็นต์ โดยจำนวนดังกล่าวมีทั้งฝ่ายที่ชอบรัฐบาล และไม่ชอบรัฐบาล ดังนั้นหากคนที่ไม่ชอบรัฐบาลไม่ออกมาใช้สิทธิ์ โอกาสที่ประชามติจะถึงครึ่งของผู้มีสิทธิ์จึงไม่ง่าย แต่ประเด็นนี้ตนมองว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด และเมื่อผลออกมาเป็นอย่างไรค่อยหารือกัน ถ้าหากออกมาในเชิงที่เลวร้ายที่สุด คือประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ไม่ถึงครึ่ง ก็ต้องตกไป แล้วค่อยมาเสนอแก้รัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตราแทน

                        “หลายคนทักท้วงว่าหากทำแล้วจะมีผู้มาใช้สิทธิ์ไม่เกินครึ่งจะเสียเวลาเปล่า ผมมองว่าไม่เป็นไร ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เพราะหากไม่ทำก็ขัดต่อคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ และมีคนยื่นให้ตีความตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ว่าด้วยการล้มล้างระบอบปกครองอีก บ้านเมืองตอนนี้ใครจะให้คำตอบ หลายสี เห็นแย้ง ถือธงคนละสี พูดกันอย่างไรไม่เข้าใจ ในระบอบประชาธิปไตยทางออกคือ ให้ประชาชนทั่วประเทศตอบ ผลออกมาอย่างไรต้องเป็นข้อสรุป ต้องยอมรับ แต่หากไม่ยอมรับ เรียกว่าอันธพาลแล้ว” นายสมศักดิ์ กล่าว

                        นายสมศักดิ์ ได้กล่าวขยายความถึงข้อสังเกตที่นายสมศักดิ์เคยระบุว่า “มีถนนคอนกรีตให้วิ่ง ไม่วิ่ง จะไปวิ่งถนนลูกรัง"ด้วยว่า ถนนลูกรัง คือ การเดินหน้าลงมติแก้รัฐธรรมนูญ วาระสาม โดยไม่ทำประชามติก่อน ซึ่งเชื่อว่าทางนี้จะมีปัญหา ใช้เวลา 6-7 เดือนก็ไม่จบ ส่วนทางคอนกรีต คือ การทำประชามติก่อนเดินหน้าลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสาม ซึ่งจะทำให้ไม่มีปัญหาและเป็นทางออกที่เดินมาถูกทางแล้ว

                        นายสมศักดิ์ ยังกล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติ (พรบ.) ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.... ที่ค้างอยู่ในระเบียบวาระว่า เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้ทางออกเช่นเดียวกับเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ คำตอบสุดท้ายของแนวทางประชาธิปไตย ตนมองว่าหลังจากนี้การเมืองของประเทศจะเดินไปได้อย่างไม่มีอุปสรรค มองเห็นว่าอนาคตของชาติในมุมบวก และเป็นโอกาสที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่การเข้าร่วมเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2558 ได้อย่างสดใส

                        ผู้สื่อข่าวรายงานถึงบรรยากาศงานเลี้ยงในงานดังกล่าวว่า นอกจากจัดให้นายสมศักดิ์ กล่าวบรรยายเรื่องดังกล่าวแล้ว ได้จัดเวทีร้องเพลงให้กับผู้ที่มาร่วมงาน และจัดเลี้ยงอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ ทั้งนี้หลังกล่าวบรรยาย และรับประทานอาหารกลางวัน นายสมศักดิ์ได้แจกของที่ระลึกให้กับผู้ที่มาร่วมงานด้วยตัวเอง โดยของที่ระลึกดังกล่าวเป็นสมุดบันทึกที่มีเครื่องคิดเลขในตัว ทั้งนี้หน้าปกสมุด มีรูปของนายสมศักดิ์ เป็นภาพสเก็ตซ์ และข้อความว่า “ถ้าเราสามารถทำให้ประชาชนทั้งประเทศ เข้าใจถึงหลักประชาธิปไตยแล้ว การปฏิวัติคงหมดยุคสมัย” นอกจากนั้นนายสมศักดิ์ ยังเป็นตัวแทนมองของระลึกของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ซึ่งเป็น สมุดบันทึกเช่นกัน จากนั้นนายสมศักดิ์ได้ร่วมร้องเพลงคู่กับสื่อมวลชนและร้องเพลงเดี่ยว ที่ชื่อว่า “ยากยิ่งนัก” ให้กับผู้ที่มาร่วมงานได้รับฟังอีกด้วย

 

'มหาดไทย' ชี้จัดประชาเสวนาสร้างปรองดอง

 

                         นายขวัญชัย วงศ์นิติกร อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน (พช.) กล่าวถึงกรอบเวลาในการจัดเวทีสานเสวนาหรือประชาเสวนาหาทางออกประเทศไทยว่า ภายในวันที่ 27 ก.พ.2556 จะต้องสรุปผลการดำเนินการเพื่อส่งให้คณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอและของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) เพื่อเสนอต่อครม.รับไปดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ได้มีการลงมือดำเนินการไปแล้วในสมัยที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานปคอป. โดยมีนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเลขานุการ ปคอป. ซึ่งปัจจุบันนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทยมานั่งเป็นประธาน ปคอป. แทนนายยงยุทธทำการขับเคลื่อนต่อ

                         อย่างไรก็ตามเวทีประชาเสวนาเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่ความปรองดองของคนในชาติ ผลของการประชาเสวนาไม่ใช่นำไปสู่การไปทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด เรื่องนี้เป็นคนละเรื่องกัน

 

"เฉลิม"ยก5เหตุผลชี้ปชช.ไม่ออกมาลงประชามติ

                         ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า “ไม่เอาไม่พูดหรอก พูดมาแล้ว 3 วัน ไว้ไปหารือกันในพรรค  ทั้งนี้ในการประชุมพรรคเพื่อไทย ผมต้องถูกถามแน่นอน ก็ต้องเตรียมตัวอธิบาย โดยจะเตรียมข้อมูล 9 ประเด็นไปคุยในการประชุมพรรคเพื่อไทยในเย็นวันนี้ และผมจะร่างในบ่ายวันนี้ โดยเชิญ นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และเตรียมเสนอที่ประชุมพรรคในเย็นวันนี้ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ หากพูดมากก็จะโดนด่าได้ อย่างไรก็ตาม ในพรรคเพื่อไทยสามารถคุยกันรู้เรื่อง ไม่มีอะไรหรอก เพราะคนเก่งมีจำนวนมาก ต่างคนก็ต่างพูดกันไป แต่สำหรับผมคิดว่า อะไรที่ทำสำเร็จก็ควรทำ ถ้ารู้ว่าทำแล้วไม่สำเร็จก็จะเกิดปัญหา  ทำให้เสียเวลาการทำงานเปล่าๆ และการที่ผมคิดแบบนี้ก็มีคนมาสนับสนุน อาทิ นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำนปช. ก็โทรมาสนับสนุนแต่ยังไม่ได้คุยรายละเอียดว่าจะมาเข้าพบผมเมื่อใด"

                ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า "จำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมีตั้ง 45 ล้านคน แล้วจะไปเอาเสียงที่ไหน ส่วนประเด็นเรื่องต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งนั้น ก็มีการเข้าใจผิดและอ่านกฎหมายไม่ครบ เพราะคนไปรีบพูด  ขอให้ไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา165 แล้วไปดูมาตรา 9 ของกฎหมายประชามติแค่วรรคหลัง แต่ไม่ได้ดูวรรคแรกซึ่งระบุว่า ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์    ส่วนวรรคที่สองระบุว่า เมื่อผู้มีสิทธิ์มาออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้ว ก็ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ออกเสียง    อีกทั้ง 1.คนที่ไม่มาใช้สิทธิ์ก็ไม่เสียสิทธิ์ 2.ไม่มีการกระตุ้นเตือน  เพราะไม่ใช่การสมัครผู้แทนฯ 3.ไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้า  คนก็ไม่ไปใช้สิทธิ์ 4.เปรียบเทียบกับการเลือกตั้งไม่ได้ เพราะการเลือกตั้งเขาอยากเห็นรัฐบาลเปลี่ยนแปลง 5.เรื่องรัฐธรรมนูญ คนเขามองว่าไกลตัว 5 องค์ประกอบนี้แล้วมันจะได้หรือ 24 ล้านกว่าๆ”

                เมื่อถามว่า การทำประชามติจะเอาอะไรไปจูงใจให้คนออกมาใช้สิทธิ์   ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า "ไม่มีหรอก เพราะไม่ออกมาก็ไม่ผิดกฎหมาย เขาไม่เสียสิทธิ์" เมื่อถามว่า เวทีสานเสวนาปรองดอง กับเวทีเสวนาเพื่อทำประชามติควรนำมารวมกันหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า “แล้วเอาใครไปพูดหล่ะ เพราะการพูดให้คนฟังนั้นเป็นเรื่องยาก เว้นแต่พูดให้คนกลับบ้านน่ะง่าย เพราะผมเป็นคนปราศรัยมาทั้งชีวิต ดังนั้นการจูงใจให้คนมาลงประชามติถือเป็นเรื่องยาก เพราะในทางการเมือง วันนี้ใครมาปราศรัยก็ต้องขนชาวบ้านมาเอง เพราะมันอยู่ที่จิตใจและความศรัทธา"

                เมื่อถามว่า ถ้าประชามติไม่ผ่านรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร รองนายกฯ กล่าวว่า “ไม่เอา ยังไม่พูด เพราะยังไม่ถึง”

                อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้ไม่มีการประชุมพรรคเพื่อไทยแต่อย่างใด แต่จะมีการประชุมในวันที่ 25 ธ.ค.นี้