ข่าว

'วราเทพ'แจงชะลอทำประชามติ

'วราเทพ'แจงชะลอทำประชามติ

19 ธ.ค. 2555

'วราเทพ' แจงชะลอทำประชามติ หวั่นวุ่นวาย มั่นใจ ปชช.ใช้สิทธิเกินครึ่ง แนะ 'ปชป.-ฝ่ายเห็นต่าง' รอผลศึกษาทำประชามติให้ชัดก่อน

                     19 ธ.ค.55 นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชะลอการประกาศให้ทำประชามติออกไปก่อนว่า เนื่องจากครม.ต้องการให้ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียง ได้ทราบถึงเรื่องที่จะให้ไปใช้สิทธิ์ ซึ่งการทำความเข้าใจกฎหมายกำหนดว่าจะต้องให้ข้อมูลที่เพียงพอ ฉะนั้นการที่ครม.จะเริ่มมีมติอย่างน้อยจะต้องมีความพร้อมของหน่วยงานที่จะจัดทำประชามติ

                     รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง มีหลายกระทรวงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงต้องเข้าไปเตรียมการให้พร้อม ก่อนที่จะเสนอให้ความเห็นชอบก่อนที่จะออกประกาศ เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าหากออกประกาศแล้วจะต้องดำเนินการลงประชามติภายใน 120 วัน เราคิดในแง่ที่ว่าหากรีบร้อนดำเนินการไป โดยยังไม่รอบคอบและไม่พร้อม จะสร้างความสับสน และจะทำให้การประชามติไม่ราบรื่น เพราะอาจจะมีการแก้ไขและถกเถียงกันอีกวุ่นวาย

                     “การตั้งคณะทำงานก็เพื่อให้ทุกอย่างมีความพร้อม ในเรื่องขั้นตอนตามกฎหมาย และการปฏิบัติที่สามารถดำเนินการได้ เช่น การพิมพ์เอกสารข้อมูลให้ประชาชนทั้งประเทศ ที่จะต้องเข้าไปดูว่าหน่วยงานที่จะพิมพ์มีความพร้อมแค่ไหน โดยกระทรวงมหาดไทยจะเข้าไปรวบรวมข้อมูล คาดว่าคณะทำงานสามารถทำทุกอย่างครบทุกขั้นตอน แล้วสรุปให้ครม.ดำเนินการออกประกาศภายใน 1 เดือน หรืออาจจะเกิน 1 เดือนไปไม่มาก จากนั้นนับไป 4 เดือน ก็จะมีวันลงประชามติ” รมต.สำนักนายกฯ กล่าว

                     นายวราเทพ กล่าวถึงการทำประชาเสวนาว่า จะไปดูควบคู่กันไปว่าท้ายที่สุดแล้ว ครม.จะเดินหน้าทำประชามติแล้วประเด็นเรื่องประชาเสวนา จะมีผลเข้ามาเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน เช่น สามารถดำเนินการควบคู่ไปด้วยได้หรือไม่ หรือจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะวัตถุประสงค์ของประชาเสวนากว้าง เช่น ลดความขัดแย้ง สร้างความปรองดอง สร้างความสมานฉันท์ เป็นต้น

                     “การที่เราจะทำเรื่องประชาเสวนาไปพร้อมกับประชามติ ก็ต้องดูว่าจะมีข้อบกพร่องเรื่องข้อกฎหมายหรือไม่ เพราะข้อกฎหมายระบุว่าผู้ที่ให้ข้อมูลหรือหน่วยงานของรัฐ จะต้องให้ข้อมูลที่เป็นกลางไม่เป็นการชี้นำ ในเรื่องของการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หากจัดเวทีประชาเสวนาก็จะเกิดประเด็นปัญหาในการระมัดระวัง ซึ่งจะทำให้ประชาชนสับสนการลงประชามติ กับประชาเสวนา” นายวราเทพ กล่าว

                     ส่วนมีบางฝ่ายเสนอให้แก้กฎหมายประชามติ รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า เราไม่นึกว่าต้องแก้กฎหมาย เพราะบางฝ่ายเป็นห่วงว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิไม่เกินกว่ากึ่งหนึ่ง แล้วต้องไปแก้กฎหมาย ตนคิดว่ายิ่งจะทำให้เกิดการต่อต้านเรื่องการทำประชามติ เพราะจะถูกมองว่าไม่ดำเนินการตรงไปตรงมา เหมือนกับไปลดเงื่อนไขเพื่อให้ผ่านประชามติ ดังนั้นควรที่จะยึดดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับคณะทำงานทั้งหมดด้วยว่าจะดำเนินการอย่างไร

                     เมื่อถามว่า มองว่าประชาชนจะออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ใช้เสียงทั้งหมดหรือไม่ นายวราเทพ กล่าวว่า วันนี้ความขัดแย้งทางสังคมในเรื่องรัฐธรรมนูญ และการมีส่วนร่วมทางประชาธิปไตยสูงกว่าในอดีตที่ผ่านมา ถ้าเราเทียบเคียงกับผู้มาใช้สิทธิการเลือกตั้ง ก็มีอัตราสูงส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการที่จะให้ประชาชน 50 เปอร์เซ็นต์ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศออกมาใช้สิทธิตนคิดว่ามีโอกาสเป็นไปได้ เพราะความตื่นตัวทางการเมือง และความต้องการที่จะให้เกิดความชัดเจน ในปัญหาข้อโต้แย้งหรือความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่หมดไป

                     ผู้สื่อข่าวถามว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี มองว่าค่อนข้างยากที่จะให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่ง รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ตนคิดว่าควรรับฟัง เพราะว่าสิ่งที่ร.ต.อ.เฉลิมประเมิน ก็ประเมินในพื้นฐานที่มีนัยยะรับฟังได้ เพราะมีฝ่ายที่รณรงค์ไม่ให้มาใช้สิทธิ อย่างไรก็ตาม การรณรงค์ให้มาแล้วจะเลือกไม่เห็นด้วย ตรงนี้คิดว่าไม่มีปัญหา แต่ขณะนี้มีฝ่ายที่ต้องการที่จะคว่ำประชามติ ด้วยการไม่มาลงคะแนนเสียง เพื่อหวังว่าจำนวนที่ผู้ที่ไม่เคยใช้สิทธิออกเสียงประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นฐานต้นทุนที่จะรวมกับคะแนนที่เขาพยายามรณรงค์

                     เมื่อถามว่า จะดูข้อกฎหมายที่จะเอาผิด ฝั่งที่จะคว่ำประชามติขณะนี้มีความเป็นไปได้อย่างไรบ้าง นายวราเทพ กล่าวว่า ถ้าเขาเดินหน้ารณรงค์จะมีกฎหมายอยู่ คือ ถ้าหากชี้นำให้ผู้ออกเสียงเกณฑ์กฎหมายมีความคล้ายคลึงกันคือ 1.ถ้าเป็นเรื่องการกระทำความผิด ในลักษณะสัญญาว่าจะให้ เสนอให้ อันนี้ก็ผิดแน่นอน 2.เรื่องการดำเนินการที่มีลักษณะการข่มขู่ บังคับ หลอกลวง กล่าวเท็จ ในเรื่องการให้ข้อมูล เพื่อที่จะจูงใจให้คนที่ไปลงประชามติ ไม่ออกมาออกเสียงประชามติ หรือลงประชามติในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ก็ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย ฉะนั้นก็อยู่ที่พฤกติกรรมของผู้กระทำความผิด

                     “หากพรรคฝ่ายค้านไปดำเนินการเปิดเวทีปราศรัยแล้วไปใส่ร้าย ไปหลอกลลวง ไปกล่าวเท็จ แล้วจูงใจไม่ให้คนมาใช้สิทธิเลือกตั้ง หรือมาใช้สิทธิลงคะแนนออกเสียงประชามติ ก็เข้าข่ายกระทำผิดตามกฎหมายแล้ว” รมต.สำนักนายกฯ กล่าว

                     ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้ออ้างที่ระบุว่าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือว่าเป็นการกระทำความผิดหรือไม่ รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า ตรงนี้ต้องมีผู้ร้อง แล้วผู้ที่เกี่ยวข้อง คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องดำเนินการสอบสวน ก็ดูเนื้อหาการขยายความว่าพูดมากน้อยแค่ไหน พูดในลักษณะที่เป็นการจูงใจหรือไม่ พูดในลักษณะที่เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จหรือไม่ เราจะมาคาดการล่วงหน้ายังเร็วเกินไป ตนอยากเรียนว่าฝ่ายค้านหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ อยากให้รอผลการศึกษาการดำเนินการทำประชามติให้ชัดเจนก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มีการกำหนดชื่อเรื่องหรือหัวข้อที่จะถามประชามติ

                     เมื่อถามว่า หัวข้อที่จะเขียนให้ประชาชนออกมาลงประชามติจะเป็นอย่างไร นายวราเทพกล่าวว่า ตนคิดว่าเราต้องถามว่าวัตถุประสงค์เราต้องการอะไร ซึ่งเราต้องการอยากรู้ว่าประชาชนคิดอย่างไรกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยเฉพาะเรื่องที่ค้างอยู่ในสภา ฉะนั้นก็น่าจะถามในแนวที่ว่าคือ ชอบหรือไม่กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยมีสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เป็นผู้ยกร่าง เป็นต้น ซึ่งในความเห็นตนคงต้องถามข้อเดียว เพราะถ้าหลายข้อจะทำให้เกิดการโต้เถียงไม่จบสิ้น

                     เมื่อถามว่า ในส่วนของการทำประชามติตกลงจะยึดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 หรือยึดตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า แน่นอน เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ตนพบกับพรรคประชาธิปัตย์ เขาก็ยืนยันว่าเขาเห็นเหมือนกันแล้ว ซึ่งอย่างน้อยพรรคฝ่ายค้านก็เห็นเหมือนว่า คะแนนที่จะใช้ ให้ใช้ตามกฎหมายลูก

                     ผู้สื่อข่าวถามว่า อาจเสี่ยงที่จะถูกส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความอีกครั้งหรือไม่ นายวราเทพ กล่าวว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 141 เขียนว่ากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทุกฉบับ จะประกาศใช้จะต้องผ่านความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นความเห็นชอบของมาตรา 9 เรื่องคะแนนเสียงในพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความเห็นชอบมาแล้ว ฉะนั้นมันไม่น่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ