
'เฉลิม'แนะเเก้รธน.รายมาตรา
'เฉลิม' หวั่นประชามติล่ม แนะเเก้ รธน.รายมาตรา-ลดเเรงเสียดทาน ยันแก้ ม.309 ไม่มีผลช่วย 'แม้ว' ด้าน 'อนุทิน' ชี้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์
19 ธ.ค.55 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาร่างการจัดทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตนยังไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม เพราะไม่มีหน้าที่โดยนิตินัย แต่ถ้าพรรคเพื่อไทยใช้มาก็ต้องทำ เพราะในทางพฤตินัยตนมั่นใจว่าการปราศรัยในพื้นที่ภาคอีสานคนฟังตนเยอะแน่นทุกเวที ตั้งแต่การรณรงค์หาเสียงปี 2550 และการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งถ้าพรรคและรัฐบาลตัดสินใจแล้วก็คงต้องช่วยกัน ทั้งนี้ยืนยันว่าควรแก้เป็นรายมาตรา โดยเฉพาะระบบศาลคู่ เพราะต้องเป็นศาลเดี่ยวตามกฎบัตรสหประชาชาติ
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า ตนได้ศึกษาจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเริ่มตั้งแต่ปีใหม่ 2556 จะมียอดผู้มีสิทธิ์เพิ่มอีก 9 แสนคนเศษ ก็จะเป็น 49 ล้านคน แต่ก็ต้องให้ได้ 25 ล้านเสียงถึงจะผ่าน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่จะผ่าน เพราะการเมืองต้องวิเคราะห์พื้นฐานของความเป็นจริง เพ้อฝันไม่ได้
“บางคนอ่านกฎหมายไม่ระเอียดแล้วออกมาพูดก็เลยสับสน มันมี 2 สเต็ป ของ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 52 มาตรา 9 สเต็ปแรก ต้องเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ และสเต็ปที่สองต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ ถ้าไม่เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ก็จบ ซึ่งยากมากแต้มื่อรัฐบาลเอาก็ต้องช่วยกัน เพราะผมก็เคยปราศรัยหาเสียงไว้แล้วว่าจะแก้” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ารายงานข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุว่าการคว่ำบาตรการลงประชามติไม่ผิด ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า อยู่ที่พฤติกรรมว่าเป็นลักษณะไหน ถ้าบอกว่าไม่เห็นด้วย ไม่ผิด แต่ถ้าไปสกัดกั้น ใช้วิธีการหนึ่งวิธีการใดให้คนมาใช้สิทธิ์ไม่ได้มันก็ผิด
เมื่อถามย้ำว่า ถ้าบอกให้คนไม่ไปใช้สิทธิ์ก็ไม่ผิดใช่หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่ผิด แต่ต้องดูพฤติกรรม เมื่อถามว่ารัฐบาลมีโอกาสที่จะกลับลำไม่ทำประชามติหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า “ไม่กล้าพูดหรอก แค่นี้พรรคพวกเขาก็หมั่นไส้ผมจะแย่อยู่แล้ว จริงๆ ผมเป็นคนใจร้อน แต่อะไรที่ขัดแย้งก็ต้องทำทีหลัง อย่างนี้ท่านนายกฯก็เหนื่อยกำลังทำงานไปด้วยดี เลยต้องมาพะว้าพะวงอยู่อย่างนี้”
เมื่อถามว่าถ้ามีการทำประชามติแล้วเสียงไม่ผ่านจะกระทบต่อเสถียรภาพต่อรัฐบาลหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า “แน่นอน พอถึงตอนนั้นคนจะออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบเลย แน่นอนเลย ตอนนี้ยังไม่มีประเด็นเพราะผลยังไม่ออกมา แต่เมื่อถึงตอนนั้นจะมีคนออกมาพูดว่าเอาเงิน 2 พันล้านบาทไปประชามติทำไม รู้ว่าไม่ผ่านแล้วทำประชามติทำไม ต้องรับผิดชอบเพราะรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ เพราะถ้าครม.มีมติก็ต้องส่งไปยังสภาฯ สภาฯก็แจ้งไปยังกกต. โดยรัฐบาลแจ้งไปยังกกต.โดยตรงไม่ได้”
เมื่อถามว่าปลายทางไม่ชัดเจนแบบนี้จะชี้แจงต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีอย่างไร ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า "ไม่ได้เดี๋ยวท่านดุเอา" เมื่อถามว่าจริงๆแล้วนายกฯก็ไม่เห็นด้วยหรือไม่กับการเดินหน้าลักษณะนี้ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ทราบเพราะไม่ได้เข้าประชุมครม. เมื่อถามว่ารัฐบาลมีแนวทางที่จะกลับตัวอย่างไรหากไม่มีการทำประชามติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ศาลแนะมาสองช่องทาง 1.ถ้าจะแก้ทั้งฉบับก็ต้องทำประชามติ 2.แก้เป็นรายมาตรา ดีนะไม่เดินหน้าลงวาระ 3 หากลงวาระ 3 ไปเลยก็พลั๊ว! เพราะศาลได้ไต่สวนไว้แล้ว แต่ที่บอกว่ายังไม่ผิดนั้นเพราะยังไม่มีการลงวาระ 3 แต่ไม่เป็นไรปัญหามีไว้ให้แก้ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม"
เมื่อถามว่าหากครม.เห็นชอบให้มีการทำประชามติจริง รัฐบาลจะเดินหน้าสู่ความเสี่ยงหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไกลไป อาจจะชนะก็ได้ แต่ว่ามีถึง 49 ล้านเลย ตนเป็นคนรักษาทรงทางการเมืองเป็นตัวของตัวเอง ถ้าวิเคราะห์ก็วิเคราะห์บนพื้นฐานความเป็นจริง เมื่อถามว่าเคยวิเคราะห์แบบนี้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฟังหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า "ยังไม่ได้เจอท่านตั้งแต่ปี 50 แต่ท่านก็ติดตามข่าวสารตลอด แต่ไม่กล้าส่งสัญญาณเดี๋ยวถูกดุ" เมื่อถามว่าจะหาทางออกอย่างไรเพราะหากเดินหน้าทำประชามติก็จะถูกกล่าวหาว่าทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า “มาตราไหนที่กล่าวหาว่าช่วย มาตราไหน”
เมื่อถามย้ำว่า มาตรา 309 ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า “ก็คนที่มันเสนอแนะอย่างนี้ ปัญญาทึบ มันไม่มีหรอก แก้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เอาล่ะ ถ้ายกใหม่ไม่มี มาตรา 309 แล้วคดีความที่ตัดสินไปแล้วจะทำอย่างไร ไม่มีผลกระทบเพราะว่าศาลตัดสินแล้ว แล้วเอาอะไรไปช่วย ถ้าใครคิดอย่างนี้ปัญญาทึบ ไหนเขียนอย่างไหนพูดมา เขียนอย่างไหนที่ช่วยพ.ต.ท.ทักษิณได้ ก็คดีตัดสินไปแล้ว ฝ่ายค้านยกแต่เรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาโจมตีถึงแพ้ตลอด และย้ำว่าถ้าแก้มาตรา 309 ไม่มีใครได้ประโยชน์เพราะคดีเสร็จไปหมดแล้ว และถ้าใครในพรรคเพื่อไทยไปคิดวิเคราะห์แบบนี้ปัญญาทึบ”
เมื่อถามว่าแนวทางของ ร.ต.อ.เฉลิม คือแก้เป็นรายมาตรา ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า "ตนบอกมาตลอด ตำราวจจับที่ไหนถ้าแก้เป็นรายมาตรา จะแก้ประเด็นไหนที่มันลบข้อครหา ซึ่งอีกฝ่ายบอกว่าพรรคเพื่อไทยจะแก้หมวดพระมหากษัตริย์ เขาก็สงสัยเรื่อยแล้วไปทำให้เขาสงสัยทำไม ฟันไปเลยรายมาตรา ทั้งนี้รัฐธรรมนูญที่แก้ยากที่สุดคือฉบับแรกหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 จากนั้นก็พิมพ์เขียว และเมื่อแก้เป็นรายมาตราแรงเสียดทานจะไม่มีเลย ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้เสียหน้าอะไรเนื่องจากแก้เหมือนกัน"
'อนุทิน'ไม่ขวางแก้รธน. ม.309 ชี้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากและสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลต้องแบกรับไว้ ดังนั้นกลไกต่างๆ ของรัฐบาลต้องทำอย่างระมัดระวังรอบคอบไม่ทำอะไรที่ล่อแหลม เชื่อว่าความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องการทำให้สิ่งที่ดีกว่านี้เกิดขึ้นในประเทศของเรา
เมื่อถามว่า สิ่งที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลทำอะไร “ล่อแหลม”หมายความว่าไม่ต้องการให้ยุ่งกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มากไปหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พูดถึงทุกเรื่อง ทั้งการทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต คิดถึงผลประโยชน์บ้านเมืองประชาชนเป็นที่ตั้ง การถวายจงรักภักดีต่อสถาบัน การทำให้ประเทศไทยไม่เป็นรองใครในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เช่น กรณีมาตรา 190 ที่ต้องกลับมาให้รัฐสภาให้ฉันทานุมัติ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องของผู้บริหารประเทศที่ประชาชนยอมรับเลือกเข้ามา ดังนั้นจึงมีสิทธิ์เจรจาความต่างๆ ให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศ การเจรจากับคู่ค้า คู่กรณี ถ้าอีกฝั่งทราบว่าเราไม่มีสิทธิ์สรุป เราก็จะเสียเปรียบด้านเจรจา ตรงนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลไม่ใช่รัฐสภา นอกจากนี้เห็นว่าควรมีการแก้ไขในมาตราที่เกี่ยวข้องกับการเมือง อาทิ มาตรา 237 การยุบพรรค การรับผิดของคณะกรรมการบริหารพรรค อาจจะคงเอาไว้ แต่ลดหย่อนตามความผิดของแต่ละคน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีหลายฝ่ายกังวลว่าการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 309 เพราะอาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ นายอนุทิน กล่าวว่า ในนามพรรคภูมิใจไทย ถ้าถามหัวหน้าพรรคในเรื่องมาตรา 309 อะไรก็ตามที่ทำแล้วดีขึ้น ทุกคนมีความสุข ไม่ต้องห่วงกังวล เดินตามท้องถนนได้โดยไม่ต้องระวังหน้าระวังหลัง พรรคภูมิใจไทยในยุคที่ตนบริหารอยู่ก็จะทำ อาจจะถูกโจมตีบ้างจากบางกลุ่มบางส่วน แต่ถ้าส่วนรวมเห็นด้วยเราก็พร้อมที่จะมีส่วนร่วมในการทำสิ่งที่ดี
“ผมได้อยู่ในช่วงที่ประเทศไทยมีความยิ่งใหญ่ มีความมั่นคง สังคม การเมือง ความเป็นประเทศ ไปที่ไหนได้รับการยอมรับได้รับการยกย่อง นำเอาไปเป็นตัวอย่างการพัฒนาประเทศ ผมเข้ามาในวงการเมืองในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเช่นนั้นและคิดถึงวันนั้น คิดว่ายังไม่สายเกินไปที่พวกเราสามารถช่วยกันทำให้เมืองไทยของเรากลับไปสู่สภาพแบบนั้น ซึ่งประโยชน์ที่จะได้ต้องเป็นประโยชน์ส่วนรวม แต่หากมีคนใดคนหนึ่งได้รับอานิสงฆ์ด้วย ถือว่าเราได้ทำในสิ่งที่ดี และต้องระงับเวรด้วยการไม่จองเวร ถ้ามีแต่ทิฐิการเจรจาให้เกิดความปรองดองคงไม่ได้ ถ้าไม่นับหนึ่ง มันก็ไปสอง สาม สี่ และไปสู่จุดหมายไม่ได้ บรรยากาศของความปรองดองเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าคู่กรณีไม่ต้องการความขัดแย้ง แล้วต้องการปรองดองจริงๆ คนที่อยู่ในภาคการเมืองที่เป็นผู้นำประเทศ ผู้นำองค์กร อยู่ไม่ถึง 30-40 ปี จะเกลียดชังขัดแย้ง มีความรุนแรงกันไปเพื่ออะไร



