ข่าว

'ไทย'ติดอันดับ13'คอร์รัปชั่นโลก'

'ไทย'ติดอันดับ13'คอร์รัปชั่นโลก'

19 ธ.ค. 2555

ไทยติดอันดับ 13 ประเทศ ที่มีปัญหาคอร์รัปชั่น อาชญากรรม และหลบเลี่ยงภาษี ขณะที่จีนนำโด่งมาเป็นอันดับ 1 จากการจัดอันดับของจีเอฟไอ

                          19 ธ.ค. 55  กลุ่มรณรงค์สร้างความโปร่งใสทางการเงินที่ชื่อว่า โกลบัล ไฟแนเชียล อินทิกริตี้ (จีเอฟไอ) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน เปิดเผยในรายงานฉบับล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (17 ธ.ค.) จีเอฟไอ มองว่า ปัญหาธุรกรรมการเงินที่ผิดกฎหมายและหลบเลี่ยงกฎหมายทำให้ประเทศพัฒนาสูญเสียรายได้เป็นมูลค่าถึง 6 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 180 ล้านล้านบาท เฉพาะจีนประเทศเดียวมีส่วนพัวพันนำเงินไปซุกซ่อนฝากไว้ตามธนาคารชาติตะวันตก และหลบเลี่ยงภาษีเป็นจำนวนกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์ จากจำนวนทั้งหมด 858.8 แสนล้านดอลลาร์ที่ไหลไปฝากอยู่ตามสถาบันการเงินต่างๆ ในปี 2554

                          มูลค่าเงินผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นในจีนสูงกว่า 8 เท่าเมื่อเทียบกับเม็กซิโก และมาเลเซีย ที่ครองอันดับสองและสาม ประเทศที่ถูกประทับตราว่า มีกิจกรรมเคลื่อนย้ายเงินสกปรกออกนอกประเทศ

                          จากรายชื่อทั้งหมด 143 ประเทศ ไทยติดอยู่อันดับไม่น้อยหน้าใครในเรื่องฉาว คืออันดับที่ 13 ด้วยมูลค่าเงินฉาวสะสม 10 ปีสูงถึง 6,426 ล้านดอลลาร์ แต่ไทยยังมีปัญหาน้อยกว่า ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันที่ติด 10 อันดับประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชั่น และแอบขนเงินไปซุกต่างประเทศเพื่อหลบเลี่ยงภาษี ส่วนท็อปเทนประเทศที่เหลือได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย รัสเซีย ไนจีเรีย อินเดีย และสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์

                          ที่ผ่านมา ผู้นำในกลุ่มประเทศจี 20 พยายามหาทางจัดการกับการฟอกเงิน การปกปิดข้อมูลบัญชีธนาคารของลูกค้า ช่องโหว่ภาษี และเงินที่ได้จากการทำผิดกฎหมาย ซึ่งล้วนเป็นปัญหาที่ให้ประเทศกำลังพัฒนาจัดเก็บรายได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และทำให้เกิดช่องว่าระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างขึ้น

                          จากการประเมินตัวเลขปี 2553 จีนสูญเสียรายได้ถึง 420.4 พันล้านดอลลาร์ และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนสูญเสียรายได้ที่ควรจะเข้ารัฐไปถึง 2.74 ล้านล้านดอลลาร์ รายได้ที่หายไปเหล่านี้นับวันยิ่งเพิ่มขึ้นๆ ในรายงานฉบับเดือนตุลาคม จีเอฟไอ เผยว่า ในปี 2554 ยังมีเงินไหลออกจากจีนอีก 602 พันล้านดอลลาร์ ทำให้จีนสูญเสียรายได้สะสมเป็น 3.79 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงระหว่างปี 2543-2554

                          อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถนำมาเทียบเคียงกับข้อมูลชุดก่อน เนื่องจากจีไอเอฟได้ปรับกระบวนการคำนวณใหม่ โดยทำให้การประเมินตัวเลขสมเหตุสมผลมากขึ้น จีไอเอฟวัดการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายโดยคำนวณจากค่าความต่างระหว่างเงินเข้าประเทศที่มาจากการกู้ยืมและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเทียบกับเงินออกนอกประเทศที่ใช้ชำระสินค้า การปริวรรตเงินตรา และรายได้จากอื่นๆ

                          จีไอเอฟ ยังเรียกร้องผู้นำทั่วโลกให้เร่งดำเนินการเร่งสกัดเงินนอกกฎหมาย โดยจำกัดการเปิดบัญชีลับของธนาคาร และการถือหุ้นผ่านนอมินี การปฏิรูปการจัดเก็บภาษีอากร และกฎระเบียบด้านการค้า เพื่อป้องกันไม่ให้นำเงินผิดกฎหมายไปฟอกโดยใช้โอนชำระพื่อนำเข้าสินค้าและส่งออก กำหนดให้บริษัทข้ามชาติรายงานผลประกอบการแยกเป็นรายประเทศที่เข้าไปทำธุรกิจ เพื่อป้องกันการเลี่ยงภาษี และบังคับใช้กฎหมายฟอกเงินอย่างเข้มงวด

 

 

----------------------

(หมายเหตุ : http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20121219/482639/ไทยติดอันดับซุก-ฟอกเงินอันดับ13ของโลก.html)