
ทรัพย์สินของกลุ่มคณะ...ม.นอกระบบ
ทรัพย์สินของกลุ่มคณะ...มหาวิทยาลัยนอกระบบ : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]
ดีใจกับข่าวของพนักงานโรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ เครือซีพี และบริษัทต่างๆ ที่ทางบริษัทได้เห็นความสำคัญในการทุ่มเทของพนักงานด้วยการให้ผลตอบแทนโบนัส 2 เดือนและปรับขึ้นเงินเดือน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติที่บริษัทซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวมีหน้าที่ในการให้รางวัลแก่พนักงานหากมีผลประกอบการที่ดี แต่นั่นแหละในหน่วยงานของภาครัฐแม้ว่าพยายามเอาวิธีการจัดการบริหารแบบเอกชนมาใช้ อย่างเช่น มหาวิทยาลัยภายใต้การกำกับหรือนอกระบบหลายๆ ที่หลายๆ แห่งต่างก็มีเส้นทางของตนเอง แต่ก็กลับมีบางแห่งอย่างในภาคใต้นั้นดูเหมือนว่าจะมีการนำเอาประสบการณ์บริหารแบบภาคเอกชนมาใช้กับหมู่คณะของตนเองเป็นหลักในการให้รางวัลและดำเนินกิจกรรมแก่ตนเอง และที่น่าแปลกใจอย่างมากคือการประเมินพนักงานที่ผ่านไปแล้วเกือบ 2 เดือนตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนถึงวันนี้ยังไม่สามารถขึ้นเงินเดือนได้
ส่วนโบนัสไม่ต้องพูดถึง ประมาณ 2,000 บาทต่อปีใช้วิธีการกระจายแบบสังคมนิยม คำถามคือตกลงภาระงานที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนดขึ้นที่พนักงานต้องปฏิบัติคืออะไร? "หากดูจากแนวปฏิบัติก็คืออะไรบางอย่างที่ต้องทำประจำปี ทำได้ก็ไม่เป็นไร ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ทำมากก็เป็นเรื่องส่วนตัว ทำน้อยก็ไม่เป็นไร” แต่สำหรับผู้บริหารนั้นถือว่าต้องได้รับรางวัลก่อนทุกเรื่องแม้ว่าจะไม่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของสาธารณชนก็ตาม แถมยังสามารถเบิกค่าอะไรต่างๆ อีกมากมายได้ หรือหากจะพูดง่ายๆ คือการเป็นผู้บริหารถือเป็นความสบายที่เยอะมาก เพราะแม้ว่าจะไม่มีผลงานก็ได้ใช้เงินที่มาจากการออกกฎโดยตนเอง ในขณะที่พนักงานที่เพิ่งจบวุฒิปริญญาเอกซึ่งมีเงินเดือนประมาณ 3 หมื่นกว่าๆ ก็ยังได้รับรางวัลกลุ่มแรกจากการขึ้นเงินเดือนอีกด้วย ซึ่งแตกต่างจากพนักงานที่จบปริญญาเอกมาเมื่อ 15 ปีก่อน หรือตอนนี้ที่เงินเดือนก็ประมาณ 3 หมื่นต้นๆ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับแม้แต่การขึ้นเงินเดือน
ผู้บริหารมักจะคิดว่าตนเองเป็นคนตัดสินใจที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะเป็นกลุ่มที่ดำเนินการในการตัดสินใจและที่สำคัญคือไม่มีการควบคุม ดูแล้วความเป็นมหาวิทยาลัยนอกระบบเหมือนกับระบบของคนจำนวนหนึ่งที่มีอภิสิทธิ์ในสังคมในการแต่งตั้งคนของตนเองออกกฎกำกับตนเองโดยไม่ยึดโยงประโยชน์กับท้องถิ่นและสังคมซึ่งวิธีการจัดการที่เป็นอยู่ถือว่ามีความเสี่ยงอย่างมากและที่สำคัญกระบวนการเรียนการสอนนั้นไม่มีกฎเกณฑ์ในการทำงานที่ขึ้นกับการต่อรองของตนเองกับกลุ่มหรือการร่วมมือกันในกลุ่ม ความจริงเรื่องแบบนี้ มหาวิทยาลัยควรจะมีกฎกำกับการเรียนการสอน การทำงานร่วมกับสังคม การเรียนรู้พัฒนาทักษะของตนเองอย่างชัดเจนเหมือนกับกรรมการที่คอยตรวจสอบว่าใครเล่นนอกเกม
ว่าไปแล้วกรรมการสภาวิชาการ กรรมการสภามหาวิทยาลัยน่าจะให้ความสำคัญในเรื่องนี้ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานในการทำงานของพนักงาน สภาทั้ง 2 นี้ ส่วนใหญ่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้บริหารที่เคยให้คะแนนในการตัดสินใจว่าใครคือผู้บริหาร การผลัดกันชมสมบัติแบบนี้จึงกลายเป็นสมบัติของกลุ่มซึ่งมีการวางตัวกัน ดูไปเหมือนกับท่านคิมน้อย เกาหลีเหนือ การจัดการแบบนี้น่าอนาถใจอย่างมากสำหรับคนที่ทำงานในแวดวงการศึกษา เพราะสังคมทั่วไปคาดหวังไว้สูง แต่นั่นแหละในสังคมแบบนี้มักจะอยู่ห่างจากความยุติธรรมแต่จะใกล้กับความไว้วางใจกันของกลุ่มเป็นหลัก ไม่รู้ว่าสังคมชาวบ้านจะโชคดีเหมือนกับกลุ่มคนเหล่านี้หรือเปล่า เพราะทำงานหรือไม่ทำงานก็ได้รับรางวัลชีวิตแก่ตนเองเหมือนกัน ในขณะที่มีคนจำนวนหนึ่งยังคงทำงานให้คนที่ไม่ทำงานประเมินว่าผลงานเป็นอย่างไร ดูเหมือนว่าโลกสมัยใหม่ไม่แตกต่างจากโลกในยุคกลาง นี่แหละสปิริตผู้บริหารในมหาวิทยาลัยนอกกำกับ ยุคนี้เป็นยุคของคนเดินไปเดินมาที่ได้ดีอย่างแท้จริง ได้ค้นพบที่ยืนของคนดีแล้วครับ รายงานด่วน



