
จากความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านสู่ความยุติธรรมข้ามชาติ
จากความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านสู่ความยุติธรรมข้ามชาติ : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ทุกวันนี้ถ้าจะเอาบรรทัดฐานในเรื่องของกฎหมายมาวางแล้ว ก็พูดได้ยากว่ามีใครบ้างไม่ผิดกฎหมาย เว้นแต่ประชาชนตาดำๆ ล่ะมั้งครับ
คำถามที่ตามมาคือ การไม่ผิดกฎหมายนั้นมีหลายฝ่ายอ้างถึง แต่ไม่ผิดกฎหมายในแง่ไหนบ้าง อาทิ ไม่ผิดกฎหมายในแง่ของการทำให้สิ่งที่ผิดกลายเป็นถูก หรือไม่ผิด เพราะยังไม่มีการดำเนินคดี ฯลฯ
หรือที่ผิดนั้นผิดจริงหรือไม่ หรือผิดเพราะกฎหมายระบุไว้ให้ผิด?
เรื่องนี้ตอบยากมากนะครับ ตัวอย่างเช่น การรัฐประหารนั้น ผิด แต่เมื่อมีการทำผิดก็มีการทำให้ถูกได้ หรือบางทีก็ผิดก็อ้างว่าไม่สามารถเอาโทษได้
เรื่องการยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ เหล่านี้ก็เหมือนกัน คือ แนวทางการต่อสู้ทางหนึ่งก็คือ อ้างว่าไม่ได้ยึด เพียงแต่เขาปิดเอง หรืออาจจะอ้างไปอีกทางที่ผมคิดว่า น่าจะตรงกว่าก็คือ เชื่อว่าการกระทำผิดบางอย่างนั้นชอบธรรมและจำเป็น และหากมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อได้มาซึ่งอำนาจรัฐแล้ว สิ่งที่ผิดก็อาจจะเป็นถูกได้ ดังนั้นผมคิดว่าตรรกะเรื่องการยึดสนามบินและยึดทำเนียบนั้นอยู่ตรงนี้แหละครับ คือน่าจะเชื่อว่า ที่ทำไป เพราะมุ่งมั่นจะให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และถ้าสำเร็จก็จะไม่ผิด
ทีนี้อีกชุดความคิดที่สำคัญก็คือ เรื่องของฝ่ายเสื้อแดงบ้าง เรื่องของฝ่ายเสื้อแดงที่ผิดนั้น คงจะต้องแยกออกมาเป็นสองส่วน ซึ่งโดยภาพรวมย่อมถูกกล่าวหาว่าผิด เพราะละเมิดกฎหมาย แต่ต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดด้วยว่าผิดกฎหมายไหน
เรื่องหนึ่งผิดแน่ครับ และต้องกล้ารับผิดด้วย คือละเมิดกฎหมายปกติ เช่น ถ้าไปขโมยไปเผาที่ต่างๆ อันนี้หมายความว่าทุกกฎหมายไม่ให้ทำอยู่แล้ว
แต่เรื่องที่สองอันนี้ก้ำกึ่ง นั่นก็คือผิดกฎหมายในส่วนที่เป็นการผิดกฎหมายพิเศษ เช่น ผิด พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือกฎอัยการศึก เพราะสุดท้ายก็ต้องถามเช่นกันว่า การออกกฎหมายพิเศษเหล่านั้นมีความเหมาะสมไหม
ในประเด็นอีกประเด็นที่ต้องตั้งคำถามก็คือ คำถามว่า ตกลงข้อหาที่คุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพโดนนั้น คือ "ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล" นั้น แรงเกินไปไหม หรือเลยเถิดไปไหม ในมุมของผมนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าแรงเกินไปหรือไม่
แต่น่าจะอยู่ที่ว่า ในกรอบกฎหมายปัจจุบัน เรื่องนี้คงทำไม่ได้มากกว่ากรอบนี้
ในแง่นี้ขอให้เอาเรื่องทางการเมืองออกไปก่อนว่าคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพนั้น เป็นคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพ (ที่มีคนชอบและไม่ชอบ) มาดูว่าเจตนาของดีเอสไอ (ไม่ว่าจะมีคุณธาริตอยู่หรือไม่เช่นกัน) เขาฟ้องในแง่ไหน ซึ่งก็คือว่า เขามองว่าคำสั่งที่สั่งไปนั้นทำให้เกิดการตาย และเมื่อมีการตายก็ยังไม่หยุดหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่ง
ดังนั้นจะมาเถียงกันแค่ว่า ผมสั่งหรือไม่สั่ง คุณอยู่ด้วยคุณควรจะอยู่ด้วยคงไม่ใช่ประเด็น เพราะประเด็นอยู่ที่ว่า เมื่อมีการตายแล้ว (และเมื่อเห็นว่าการตายนั้นเกิดและมีผลต่อผู้บริสุทธิ์) ก็ยังไม่หยุด (ประเด็นอาจจะอยู่ที่อีกด้านด้วยว่า แม้ไม่สั่งแต่จะหยุดได้ไหม)
แต่ที่สำคัญก็คือ กรอบกฎหมายในประเทศนั้นไม่สามารถยกระดับการฟ้องทะลุกรอบอำนาจรัฐและความเมตตาของผู้ถืออำนาจรัฐไปอยู่ในมุมมองของประชาชนและมนุษยชาติ ที่มองว่าการฟ้องร้องนั้นจะต้องอยู่ในกรอบที่สูงกว่านั้น คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรืออาชญากรสงคราม
เพราะเป็นเรื่องของการใช้กำลังทหารและอำนาจรัฐจัดการพลเรือน จัดการมนุษยชาติ และไม่ได้มองว่าคนที่คิดต่างนั้นเป็นมนุษย์ หรือแม้กระทั่งจะกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ผู้ก่อการร้ายก็เป็นมนุษย์ ต้องจับกุมคุมขัง ไม่ใช่อ้างว่าเพื่อปกป้องตัวเองจำต้องฆ่า (หรือจะอ้างว่ายิงด้วยกระสุนจริงแต่เกิดการตาย)
นั่นคือมาของความยุติธรรมที่ผมคิดว่าในสัปดาห์นี้เป็นต้นไป คงจะเถียงกันใหม่ว่า เราอาจจะฝันสลายในเรื่องความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (transitional justice) มาสู่ความยุติธรรมข้ามชาติ (transnational justice) เพราะกรอบกฎหมายในประเทศนั้นไม่พอไงครับ



