ข่าว

'ปู'รุดเยี่ยม'ชุมพล'รพ.รามาฯ

'ปู'รุดเยี่ยม'ชุมพล'รพ.รามาฯ

17 ธ.ค. 2555

'นายกฯ' เผยไทยเตรียมเปิดสถานกงสุลที่ทวาย-รองรับนักลงทุน ปัดแก้รธน. เพื่อ 'แม้ว' ชี้เป็นสิทธิ 'ปชป.' แสดงความเห็นคว่ำประชามติ ก่อนรุดเยี่ยม 'ชุมพล' รพ.รามาฯ

                      17 ธ.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.45 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเสร็จสิ้นจากการไปเยือนเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทวาย ว่า ตนได้เดินทางไปชมโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทยกับพม่าที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทยกับเมียนมาร์ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจนี้ เพราะถือว่าเป็นโครงการท่าเรือน้ำลึกที่มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และเมืองใหม่เกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้จะเป็นจุดสำคัญในการเชื่อมต่อจากเมียนมาร์ในส่วนของท่าเรือน้ำลึกทวาย และเชื่อมกับท่าเรือแหลมฉบังและอิสเทินซีบอร์ดของไทย จุดนี้จะเป็นจุดในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจที่สำคัญรวมถึงการเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นด้วยซึ่งเป็นโครงการที่สำคัญ โดยได้มีการตั้งคณะทำงานเป็นคณะกรรมการร่วม ตั้งแต่เดือนพ.ย.ขณะนี้ได้นำเจ้าหน้าที่บริษัทเอกชนไปชมสถานที่จริง เพื่อให้เห็นในเรื่องบรรยากาศ ศักยภาพและความก้าวหน้า รวมถึงการหารือกับประธานาธิบดีเมียนมาร์

                     นายกฯ กล่าวอีกวว่า โดยสรุปมีความคืบหน้าในเรื่องของแผนงานคร่าวๆ และลำดับถัดไปทางเมียนมาร์คงจะไปสรุปในเรื่องรายละเอียดและความชัดเจนในเรื่องการจัดเขตเศรษฐกิจพิเศษว่าจะมีข้อเสนออย่างไร เพื่อเชิญชวนนักลงทุน และรวมถึงสรุปภาพรวมและแผนการลงทุนทั้งหมด เชื่อว่าคงจะมีความคืบหน้าในเดือนก.พ.และคาดว่าเดือนเม.ย.ปี56 คงจะเห็นความชัดเจนที่จะพร้อมในการเชิญชวนนักลงทุนมาลงทุนที่ท่าเรือน้ำลึกทวาย และอาจจะมีการก่อสร้างบ้าง ขณะนี้อยู่ในช่วงของการทำงานของคณะทำงานทั้งสองฝ่าย ถือว่าเป็นความคืบหน้า นอกจากนี้ไทยได้แจ้งกับทางเมียนมาร์ว่าฝ่ายไทยได้มีแผนที่จะเปิดสถานกงสุลใหญ่ที่ทวาย เพื่ออำนวยความสะดวกในส่วนของการให้ข้อมูลและการติดต่อประสานงานของเจ้าหน้าที่ด้วย

                     นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ทางเมียนมาร์ได้ให้ความคาดหวัง จากข้อตกลงที่ทางภาคเอกชนได้ตกลงกับเมียนมาร์มาตั้งแต่ปี53 แต่ในส่วนของไทย รัฐบาลนี้ได้หารือกันในการรื้อฟื้นความสัมพันธ์นี้และการร่วมกันในระดับความร่วมมือระดับประเทศ โดยได้เริ่มตกลงในรูปแบบเอ็มโอยูและมีการตั้งคณะทำงานในการทำงานร่วมกัน และได้เริ่มตั้งพ.ย.ที่ผ่านมา ถือว่าคืบหน้าและเป็นที่พอใจของรัฐบาลเมียนมาร์

                     นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องถือว่าเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่เราเห็นความสำคัญเพราะจุดนี้ไม่เพียงแค่นักลงทุนไทยที่จะลงที่ทวาย แต่เป็นจุดเชื่อมต่อของทางทวายไปยังท่าเรือแหลมฉบังและอิสเทิรนซีบอร์ด ซึ่งเป็นจุดอุตสาหกรรมของไทยด้วย ทั้งนี้ นอกจากการเชื่อมโยงระหว่างไทยกับเมียนมาร์แล้ว ยังมีโอกาสเชื่อมต่อไปยังอินเดียและภูมิภาคอื่นๆ ตรงนี้จะเป็นสิ่งสำคัญในการลดต้นทุนการขนส่งในระยะยาว

 

'นายกฯ' ปัดแก้รธน.เพื่อ 'แม้ว'-แย้มทำประชามติ2ครั้ง

 

                     น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ฝ่ายค้านมองว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของตัวเองว่า เรียนแล้วว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมองทั้งสองแนวทางคือการทำประชาเสวนาและประชามติ และในส่วนของประชามติก็เป็นสิ่งที่ดีถือว่ามีการเห็นชอบที่ประชาชนได้มาออกความเห็น ซึ่งในขั้นตอนนี้ยังเป็นขั้นตอนเริ่มต้นและหลักการของการทำประชามติก็เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยและตามหลักของรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเป็นเจ้าของสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงหรือแสดงความเห็น

                     “วันนี้อาจจะเร็วเกินไปที่สรุปแบบนี้เพราะขณะนี้ยังไม่ตั้งหัวข้อประชามติเลยว่าเรื่องอะไร และการทำประชามติก็เป็นเรื่องของประชาชนไม่มีใครที่จะมาสามารถชี้นำได้หรอกค่ะ เพราะว่าประชาชนเท่านั้นที่เป็นเจ้าของเสียงประชามติในการแสดงความเห็น ก็อยากให้ประชาชนนั้นมาแสดงความคิดเห็น และทุกอย่างก็เป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยและเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับอยู่แล้วที่ใช้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี2540 “นายกฯ กล่าว

                     ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ จะมีการรณรงค์ให้มีการคว่ำการทำประชามตินั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของแต่ละท่านในการที่ร่วมกันแสดงความคิดเห็น กระบวนการการมีส่วนร่วมอย่างไรนั้นประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และกระบวนการก็ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนใช้สิทธิ์นั่นคือทุกคนต้องเคารพกติกา

                     เมื่อถามว่าการออกมาแบบนี้ของพรรคประชาธิปัตย์จะทำให้ประชาชนสับสนหรือไม่ กล่าวปฏิเสธว่าไม่เพราะอยู่ที่เนื้อหาหัวข้อที่จะตั้ง ในส่วนของกกต.และผู้ที่จะร่วมกันตั้ง วันนี้เนื้อหายังไม่ได้ตั้งเลยว่าจะทำประชามติเรื่องอะไรในรายละเอียด ทั้งนี้ในขั้นตอนของรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงมหาดไทยไปหารือแนวทางให้เป็นข้อยุติว่าจะใช้วิธีการไหนให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน ดังนั้นจึงเป็นเพียงขั้นตอนแรกในการมีส่วนร่วม และจากนั้นจะไปสรุปในการประชุมคณะรัฐมนตรีและต้องหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง กกต. รัฐสภา วุฒิสภา เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน จึงยังมีอีกหลายขั้นตอน

                     ผู้สื่อข่าวถามว่าการทำประชามติต้องทำทั้งก่อนและหลังจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายกฯ  กล่าวว่า จริงๆแล้วขั้นตอนแรก คือขั้นตอนการทำประชามติขั้นแรกก่อนก่อนที่จะไปโหวตวาระ3 และหลังจากวาระ3 ก็คงต้องไปต่อตามขั้นตอนของรัฐสภาที่จะมีการตกลงกัน

                     เมื่อถามย้ำว่าเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วต้องทำประชามติถามประชาชนอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “หลักการคงต้องเป็นอย่างนั้นค่ะ ใช่คะ ฉะนั้นทุกอย่างประชาชนจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกขั้นตอนค่ะ”

                     ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าเป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่ใช่หรอกค่ะ เพราะแก้รัฐธรรมนูญเป็นสิทธิของประชาชนและประเทศชาติและประชาชนได้ประโยชน์ และย้ำอีกครั้งว่ายังไม่มีการกำหนดเนื้อหา แต่เราเสนอการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทางออกว่าจะให้รัฐธรรมนูญเดินหน้าอย่างไร แม้ข้อสรุปจะว่าอย่างไรก็จะไปอยู่ที่การโหวตในวาระ3 และวาระ3ก็จะว่าในเรื่องของการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราเดียวคือ มาตรา 291 ที่เป็นการตั้งคณะสสร."

                     เมื่อถามว่ารู้สึกยังไงที่ต้องตอบคำถามเกี่ยวกับพี่ชายทุกวัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ดิฉันเองก็ตอบมาทุกวันค่ะ ก็เรียนยืนยันว่าระยะเวลาในส่วนของการทำงานเท่านั้นที่จะกราบเรียนยืนยันว่าทั้งหมดนี้ก็เราคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศเป็นที่ตั้ง

                     เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าแล้วถ้าโหวตประชามติไม่ผ่านแล้วจะหยุดการแก้ไขรัฐธรรมนูญหหรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบคำถามและกล่าวเพียงว่า “พอแล้ว เดี๋ยวจะไปเยี่ยมท่านชุมพล ศิลปอาชา ก่อนนะคะ ขอบคุณค่ะ”

 

'ปู'เข้าเยี่ยม'ชุมพล'ที่รพ.-'เติ้ง' ให้การต้อนรับ

 

                    น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เดินทางมาเยี่ยมอาการป่วยของนายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ทันทีที่เดินทางกลับมาจากเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานเพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย และพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง ที่ประเทศสหภาพเมียนมาร์ โดยมีคณะรัฐมนตรี เดินทางไปเยี่ยมอาการป่วยด้วย อาทิ นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รองนายกฯ รมว.ต่างประเทศ นพ.ประดิษญ์ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข นายชัชชาติ สิทธิ์พันธ์ รมว.คมนาคม เป็นต้น ทั้งนี้ เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางไปถึงนายบรรหาร ศิลปอาชา พี่ชายของนายชุมพล ได้ออกมาให้การต้อนรับพร้อมกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่สละเวลามาเยี่ยมเยียนทั้งๆที่เพิ่งเดินทางกลับ  พร้อมระบุว่าเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพม์มาให้กำลังใจด้วย หลังจากนั้นนายบรรหารก็ได้เล่าถึงเหตุการณ์และอาการป่วยของนายชุมพลให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ โดยกล่าวว่า นายชุมพลเกิดอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออก ระหว่างรอเข้าประชุมที่ทำเนียบรัฐบาล

                    จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในสมุดเยี่ยม โดยระบุว่า “ขอเป็นกำลังใจให้หายเร็วๆนะคะ” พร้อมลงชื่อและมอบกระเช้าดอกไม้เยี่ยมไข้ให้นายบรรหาร  จากนั้น นายบรรหารได้นำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อม น.พ.ประดิษฐ์ เข้าไปเยี่ยมดูอาการของนายชุมพลที่ห้อง C.C.U 2 วิชัย มาลีนนท์  ภาควิชาอายุรศาสตร์ ส่วนรัฐมนตรีท่านอื่นให้รออยู่ด้านนอก โดยใช้เวลาเยี่ยมประมาณ 10 นาที โดยเป็นการยืนดูและฟังรายงานจากแพทยืผู้ทำการรักษาอยู่ด้านนอก ส่วนนายชุมพลนั้นนอนหลับอยู่ในห้องซึ่งยังมีเครื่องมือแพทย์ระโยงระยางอยู่

                    ทั้งนี้ภายหลังการเยี่ยม นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เท่าที่ได้รับฟังรายงานจากแพทย์ผู้ทำการรักษานั้นถือว่าอาการปลอดภัยแล้ว

                    นายบรรหาร กล่าวว่า ล่าสุดอาการของนายชุมพลแพทย์ได้ขอให้พักผ่อนหลังทำการทำบอลลูน ซึ่งท่านายกรัฐมนตรีก็ได้เยี่ยมอยู่นอกห้องเพราะแพทย์ยังไม่อนุญาตเข้าไป เนื่องจากนายชุมพลยังนอนพักและมีเครื่องมือแพทย์และสายระโยงระยางอยู่มาก  ตอนนี้หัวใจเต้นเป็นปกติแล้วแต่ก็ต้องเฝ้าติดตามดูอาการต่อไป เพราะต้องรอดูว่ามีโรคอะไรแทรกซ้อนอยู่บ้าง ก็ต้องเฝ้าดูใกล้ชิดอีก 1-2 วัน คงจะดีขึ้น อยู่ใกล้แพทย์ก็ก็น่าจะดีกว่า ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้ให้กำลังใจตนและครอบครัวของนายชุมพล ซึ่งขณะนี้ถือว่าอาการดีขึ้นแล้ว แต่ทางครอบครัวก็ยังต้องให้คณะแทพทย์ดูอาการอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา

                    เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีได้ขอให้นายชุมพลพักผ่อนนานๆ หรือไม่ นายบรรหารกล่าวยอมรับว่า “ครับๆๆ”

                    ด้าน น.พ.ประดิษฐ์ กล่าวว่า เท่าที่รับทราบงานเบื้องต้นถือว่าอาการพ้นขีดอันตรายแล้วแต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของคณะแพทย์ที่ทำการรักษา ส่วนจะต้องพักรักษาอีกนายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับอาการของโรคและสุขภาพของผู้ป่วย ความแข็งแรงและความเสียหายของอวัยวะต่างๆ  ทั้งนี้ นายชุมพลเองเคยเข้ารับรักษาอาการป่วยโดยโรคเส้นหลอดเลือดหัวใจตีบมาแล้ว ถือว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่สองก็ต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ครั้งนี้ถึงกับหมดสติซึ่งแพทย์ที่มิชชั่นก็ได้ทำการปั๊มหัวใจขึ้นมา ก็ต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด