
'ปชป.'กั๊กเปิดตัวคนลงชิงผู้ว่าฯกทม.
'ปชป.' กั๊กเปิดตัวแคนดิเดตชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. ไม่หวั่นผลโพลคะแนน 'พงศพัศ' แซง 'สุขุมพันธุ์' อ้างเป็นเรื่องธรรมดาของช่วงเวลา พร้อมท้า 'รัฐบาล' ยอมรับผลประชามติ
17 ธ.ค.55 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความคืบหน้าในการคัดเลือกผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า ในการประชุมสัมมนา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในระหว่างวันที่ 17-19 ธ.ค.55 จะมีความคืบหน้าในเรื่องนี้มากขึ้น แต่ยังไม่มีข้อสรุป เพราะอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับพรรค ที่กำหนดให้ต้องรับฟังความเห็นของสาขาพรรคในกทม.ก่อน เพื่อเสนอให้คณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการที่ปรึกษาพรรคเป็นประธาน เพื่อส่งให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณาหาข้อสรุปสุดท้าย เพราะยังมีคนที่เสนอตัวเพิ่มเติมอีก 1-2 ราย รวมถึงมีผู้ที่เคยเสนอตัวได้ถอนตัวออกไปแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา
ทั้งนี้พรรคไม่มีความจำเป็นที่ต้องรีบเปิดตัวผู้สมัคร เพราะนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พรรคคู่แข่งสำคัญที่ระบุว่า จะเปิดตัวผู้สมัครในวันที่ 10 ม.ค.2556 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร
ส่วนกรณีผลสำรวจระบุว่า พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ เลขาฯปปส.และรองผบ.ตร. มีคะแนนนิยมนำม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่ากทม.และคนกทม.ระบุว่าอยากได้ผู้ว่าฯกทม.ที่สามารถทำงานร่วมกับรัฐบาลได้ นายองอาจ กล่าวว่า พรรคน้อมรับผลสำรวจ แต่ผลการสำรวจโพลเป็นการสำรวจความเห็นของประชาชนในแต่ละช่วงเวลา แต่ไม่ใช่ผลการตัดสินว่าใครจะได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม. และผู้ว่ากทม.ทุกคนก็ทำงานประสานกับรัฐบาลอยู่แล้วในทุกรัฐบาล
ปชป.ท้ารัฐบาลยอมรับผลประชามติ
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ แถลงว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยไม่มีอะไรเป็นหลักประกันเลยว่าจะไม่เป็นการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้พ้นผิดในทุกคดีที่พิจารณาไปแล้วและกำลังอยู่ในการพิจารณา ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ยังสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา แต่อย่างไรก็ตามเห็นว่าขณะนี้ไม่สมควรเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนการทำประชามติก่อนลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ของรัฐบาลนั้น พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ขัดขวางการทำประชามติ แต่ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลจะออกแบบการทำประชามติอย่างไร แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะออกแบบการทำประชามติอย่างไรก็เป็นสิทธิที่ประชาชนจะลงคะแนนเสียงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
นายองอาจ กล่าวว่า ส่วนแนวคิดของรัฐบาลที่ว่าแม้ผลการทำประชามติจะออกมาว่าไม่เห็นด้วย แต่รัฐบาลก็สามารถใช้รัฐสภาลงมติวาระ 3 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปได้นั้น แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าผลการลงมติจะออกมาอย่างไรก็ไม่สามารถล้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงในการทำประชามติก็เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนใช้เสียงการทำประชามติเพื่อยุติปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการทำรัฐธรรมนูญ คือหนทางแก้ไขปัญหา ดังนั้นทุกฝ่ายก็ควรทำตามกรอบของกฎหมาย และยอมรับผลประชามติ
“หากมีประชาชนมาออกเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หรือ 23 ล้านเสียง และส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลก็สมควรเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่หากประชาชนออกเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือร่างใหม่ทั้งฉบับก็ควรยุติ”
นายองอาจ ยังกล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แสดงความเห็นว่าการคว่ำการทำประชามติอาจจะเป็นการกระทำที่ผิดตามมาตรา 43 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 นั้น ตนยืนยันว่าการดำเนินการใดๆ ของพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ดำเนินการที่ผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เพราะเงื่อนไขทั้งหมดที่ขัดต่อข้อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น 1.การก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 2. ให้เสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด อาจจะคำนวณเป็นเงิน หรือ 3.หลอกลวงบังคับขู่เข็ญหรือใช้อิทธิพลคุกคาม ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็คงไม่ทำเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว เพราะการกระทำของพรรคจะอยู่ในครรลองของกฎหมายและบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ



