
'มท.1'ตอก'อภิสิทธิ์'จ้องล้มประชามติ
'จารุพงศ์' ตอก 'อภิสิทธิ์' จ้องล้มประชามติ ซัดกลับ 'ปชป.' ส่งเสริมรัฐธรรมนูญปี 50 ที่มาจากระบบเผด็จการ
17 ธ.ค.55 นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจะล้มการทำประชามติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่า ต้องขอทำความเข้าใจกับประชาชนสาเหตุที่เราต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 เพราะรัฐธรรมนูญปี 50 มาจากการทำรัฐประหาร โดยร่างขึ้นโดยที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่าง หรือมาจากระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่อยากให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตามบอกมาตรงๆเลยว่า พรรคประชาธิปัตย์ส่งเสริมรัฐธรรมนูญปี 50 ที่มาจากเผด็จการ ทั้งที่ประชาธิปัตย์บอกว่าต่อต้านระบบเผด็จการ ทำไมรัฐธรรมนูญปี 40 ที่มาจากประชาชน แม้จะมีข้อบกพร่องบ้างก็แก้ได้ ทำให้ดีได้ แต่ก็ไม่ทำ แล้วมาทำรัฐประหารเสีย พอมีรัฐธรรมนูญปี 50 แล้วมันไม่เป็นประชาธิปไตย ที่มาขององค์กรอิสระทั้ง 8 มาจากใคร มาจาก คมช. ในมาตรา 309 ว่ายังไงอะไรที่ คมช.ทำ ไม่ผิดสักอย่าง ทั้งอดีตอนาคตและปัจจุบัน แม้แต่บุคคลที่ คมช.ตั้งก็ไม่ผิดสักอย่าง แล้วพรรคประชาธิปัตย์รับได้หรือ
เมื่อถามว่า ในข้อความที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เขียนในเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีความพยายามในการสอบสวนคดีสลายการชุมนุมเพื่อบีบบังคับให้ยอมรับการออกกฎหมายปรองดองเพื่อคนคนเดียว นายจารุพงศ์ กล่าวว่า กลับไปถามท่านเถอะว่า ทำไมชอบเอาเรื่องที่ไม่เป็นประเด็นมาพูด เรื่องที่ตนพูดเป็นประเด็นกว่าหรือไม่
เมื่อถามว่า กระทรวงมหาดไทยจะให้ความมั่นใจกับประชาชนในการจัดเวทีสานเสวนาอย่างไร รมว.มหาดไทย กล่าวว่า เป็นการคิดและทำ โดยเอาข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ผลการศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองของสถาบันพระปกเกล้า และผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดอง สภาผู้แทนราษฎรที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตนกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เป็นประธาน มากำหนดเป็นแนวทางในการดำเนินการ ซึ่งผลการศึกษาสอดคล้องตรงกัน โดยเฉพาะการเสนอให้ทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อแนวทางสอดคล้องกันกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ตนเป็นประธานคณะกรรมการประสานงานและติดตามผลการดำเนินงาน ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) จะเดินหน้าต่อไปโดยให้ประชาชน 75,000 คน มาร่วมกันคิดเพื่อให้ความเห็นแนวทางที่จะสร้างความปรองดอง
"เวทีต้องการถามประชาชนว่า จะมีทางออกของประเทศไทยอย่างไรเมื่อความคิดเห็นที่แตกต่างกำลังจะทำให้เกิดความแตกแยกแล้ว เราจะทำอย่างไร เราจะหาทางที่ดีที่สุดได้อย่างไร ส่วนการสรรหานักวิชาการเพื่อทำเวทีประชาเสวนา จะมีการสรรหานักวิชาการที่มีความเป็นกลางที่สุด เพื่อสรรหาวิทยากรปฏิบัติการ โดยกระทรวงมหาดไทยจะใช้เครือข่ายเชิญประชาชนมาร่วมประชาเสวนา โดยเชิญตัวแทนของเขตเลือกตั้งมาร่วมในเวทีเสวนา 108 เวที ทั่วประเทศ ส่วนเรื่องงบประมาณเบื้องต้นจะไม่มีการของบประมาณเพิ่มเติมแม้จะมีการเพิ่มจำนวนเวทีเสวนาจากเดิมที่กำหนดไว้ โดยครม.ได้อนุมัติงบประมาณไว้แล้ว 90.2 ล้านบาท เพียงพอต่อการดำเนินการไปก่อนได้โดยหางบประมาณไม่พอจึงค่อยเสนอขอเพิ่มจาก ครม.ในภายหลัง" นายจารุพงศ์ กล่าว
'อภิสิทธิ์'ปัดชวนปชช.คว่ำประชามติ-ขวางช่วย'แม้ว'พ้นคดี
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในรายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channel ถึงโครงการ “พิมพ์เขียวประเทศไทย” ว่า ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมการจัดทำ โดยแม่งาน คือ มูลนิธิควง อภัยวงศ์ โดยจะเริ่มทำประมาณเดือน มีนาคม ซึ่งภายในปลายสัปดาห์นี้ก็จะขอให้ท่านประธานมูลนิธิ ได้เรียกประชุม เพื่อเริ่มงาน โดยมี 3 ประเด็นที่จะทำคือ การศึกษา โครงสร้างเศรษฐกิจ และ ระบบการบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องปัญหาความโปร่งใส ความรับผิดชอบ แล้วก็เรื่องของคอร์รัปชั่น ซึ่งทั้ง 3 ประเด็นนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆจากรัฐบาลที่จะคิดหรือดำเนินการ อย่างเรื่องการศึกษาก็ยังขาดความต่อเนื่องและยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาตลอดว่า ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย มาจนถึงพรรคเพื่อไทย กระทรวงศึกษาฯ เป็นกระทรวง ที่สลับสับเปลี่ยนคนมาบริหาร ทิศทาง มองไม่ชัดเลยว่าจะไปตรงไหนอย่างไร และยังถูกลดอันดับความสำคัญเกือบทุกครั้งที่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเข้ามา ส่วนเรื่องการทุจริตตอนนี้มาถึงจุดที่ประชาชนก็ได้แต่สงสารผู้นำ คือไม่ได้บอกว่า มี ไม่มีปัญหา แล้ว บอกว่ามันแก้ไม่ได้จนสงสารผู้นำ ขณะเดียวกันประเด็นเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจก็ตรงอย่างที่พูดว่า นโยบายหลักที่รัฐบาลนี้กำลังบอกว่าเป็นผลงานโบว์แดงทั้งหลายนั้น มีอยู่เรื่องเดียว มีกองทุนนั้น มีกองทุนนี้มาให้คนกู้ เพราะฉะนั้นเห็นว่าขณะนี้ทิศทางมันติดหล่มอยู่หมด เราถึงเวลาที่จะต้องมีการมาทบทวนแนวทางเพื่อทำให้อนาคตของประเทศเรานั้นมีความมั่นคง
เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรถึงออกมาเขียนจดหมายเปิดผนึก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรากำลังติดหล่มการเมืองเพราะรัฐบาลยังหมกมุ่นอยู่กับการแก้ปัญหาเกี่ยวกับคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งมีความพยายามในการล้มคดีด้วยการรื้อรัฐธรรมนูญหรือแก้รัฐธรรมนูญ แต่ก็มีเสียงทักท้วงรัฐบาลก็หาทางด้วยการใช้วิธีลงประชามติ ตนก็เพียงเชิญชวนให้ประชาชนคนไทยออกมายืนยันว่า ประชาชน กับกฎหมาย ต้องใหญ่กว่าอำนาจรัฐ อำนาจเงิน แม้พรรคเพื่อไทย หรือพรรคบริวารของพ.ต.ท.ทักษิณ จะชนะการเลือกตั้ง เราก็ไม่ขัดข้อง เพราะมันเป็นวิถีประชาธิปไตย แต่เมื่อได้ครองอำนาจก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ว่าศาลจะตัดสินว่าผิด ก็ต้องรับผิดชอบ ตรงนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีของประชาชนที่จะทำประชามติเพื่อยืนยันความต้องการของประชาชน
เมื่อถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญให้คำแนะนำมาว่า หากจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้ทำประชามติ แต่การที่ออกมาแสดงความเห็นให้ล้มการทำประชามติสวนทางกับศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ ความหมายของตนคือ เมื่อรัฐบาลเขาจัดประชามติ คำว่าล้มตรงนี้หมายถึงว่า เราก็ช่วยกันทำให้เห็นว่า มันไม่ผ่าน ใช้กระบวนการประชามติที่รัฐบาลจะทำ ให้เห็นว่า มันไม่ต้องไปรื้อรัฐธรรมนูญ หรือลบมาตรา 309 ซึ่งการล้มไม่ได้หมายความว่าล้มไม่ให้มีการทำประชามติ
“ถ้ารัฐบาลจะรื้อรัฐธรรมนูญ ก็ต้องทำประชามติ คือถ้าจะรื้อ ควรทำประชามติ ไม่ใช่เดินหน้ารื้อไปโดยไม่มีการทำ แต่ว่าประเด็นคือ ถ้าไม่ต้องรื้อได้ ดีที่สุด มีปัญหาตรงไหน หาระบบตรงไหนที่มันไม่เป็นประชาธิปไตย อยากจะแก้ไข เสนอมา ก็ร่วมกันแก้ไข ซึ่งจริงๆ แล้วคณะกรรมการหลายชุดในอดีตก็ศึกษามาแล้ว ก็วนเวียนอยู่ 6 - 7 ประเด็นเพียงแต่ว่า มีเรื่องมาตรา 309 ที่จะไปช่วยคดีพี่ชาย ดังนั้นรัฐบาลเพื่อไทยก็เลยต้องใช้วิธีหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ว่าจะต้องรื้อตรงนั้นตรงนี้ทั้งหมดเพื่อปลดล็อค 309 ล้มคดีให้พ.ต.ท.ทักษิณ“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เตือนการออกมาเชิญชวนในจดหมายเปิดผนึกของตนเองที่ให้ประชาชนร่วมกันคว่ำการทำประชามติ อาจสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีใครก่อความวุ่นวาย ทางฝ่ายตนพูดมาตลอด แต่ว่าเราจะทำตามเจตนารมณ์ของกฎหมายประชามติ ซึ่ง การทำประชามติในเรื่องใดต้องให้ฝ่ายที่ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย มีเวที สามารถที่จะแสดงออกได้อย่างชัดเจน
เมื่อถามย้ำว่า คำว่า “คว่ำประชามติ” หมายความว่าอะไร นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า“สรุปก็คือว่า เมื่อมีการทำประชามติให้ผลที่ออกมาชัดเจนก็คือ ประเทศไทย คนไทย ไม่ต้องการให้มีการรื้อรัฐธรรมนูญ ลบมาตรา 309 เพื่อช่วยคนผิด แต่ว่าไอ้คว่ำนั้น วิธีการอะไรยังไง ต้องรอรัฐบาลเขาก่อนครับว่าเขาจะทำอย่างไร”
'ปธ.กกต.' ลั่นพร้อมทำประชามติ-ชี้กำหนดประเด็นให้ชัด
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมเดินหน้าจัดทำประชามติก่อนที่จะลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระ 3 ว่า หากคณะรัฐมนตรีมีมติให้กกต.ดำเนินการจัดทำประชามติ กกต.ก็มีความพร้อม แต่เห็นว่าในการจัดทำประชามติควรที่จะกำหนดประเด็นในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน แต่ต้องมีการปรับปรุงระเบียบเพียงเล็กน้อย ก็สามารถจัดทำประชามติได้ คาดว่าในการกำหนดวันออกเสียงประชามติ น่าจะอยู่ในช่วงเดือนมี.ค. - เม.ย. 56 ตามที่กฎหมายระบุให้กกต.จัดทำประชามติไม่น้อยกว่า90 วันแต่ไม่เกิน 120 วัน ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านออกมาระบุว่าจะคว่ำการจัดทำประชามติในครั้งนี้ ตนไม่ขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวนี้ แต่ในกรณีนี้หากมีบุคคลหรือฝ่ายใดดำเนินการดังกล่าว กกต.ก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย
'สดศรี'แนะ'รบ.'ตั้งประเด็นประชามติให้ชัดเจน-เข้าใจง่าย
นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมืองและออกเสียงประชามติ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเดินหน้าจัดทำประชามติก่อนการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วาระ 3 ว่า ประเด็นที่จะจัดทำประชามติควรมีประเด็นที่ชัดเจนและทำให้ประชาชนเข้าใจได้ง่าย โดยรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการทำออกเสียงประชามติ ที่จะต้องให้ฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย มีการโต้แย้งกันได้ และขณะนี้ยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะมีการตั้งประเด็นอะไรในการจัดทำประชามติ เมื่อได้ประเด็นการทำประชามติ รัฐบาลจะต้องเป็นผู้ไปเผยแพร่ข้อมูลให้กับประชาชน ขณะที่ กกต. มีหน้าที่ในการจัดเวที และจัดสรรเวลาให้กับรัฐบาล เหมือนกับการจัดทำออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 19 ส.ค. 50 ที่มีการลงประชามติว่าประชาชนเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญ ปี 50 หรือไม่ ครั้งนั้นได้มีการออกร่างรัฐธรรมนูญมาก่อนทำประชามติ แต่ครั้งนี้กลับไม่มีการกำหนดหัวข้อที่มีลักษณะในการทำประชามติ ต้องเป็นเรื่องของรัฐบาลจะมีการตั้งหัวข้ออย่างไร และควรเป็นคำถามหรือหัวข้อปลายปิดว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ไม่จำเป็นต้องเป็นคำถามที่อธิบายยาว
นางสดศรี กล่าวอีกว่า หากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ กกต. จัดทำประชามติ ในวันที่ 18 ธ.ค. กกต.จะเริ่มดำเนินการหลังจากที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ภายใน 15 วัน โดยกฎหมายกำหนดให้ กกต. ดำเนินการทำประชามติ ไม่น้อยกว่า 90 วัน แต่ไม่เกิน 120วัน คาดว่าจะสามารถกำหนดวันออกเสียงประชามติได้ในช่วงเดือน มี.ค. - เม.ย. 56 ส่วนเรื่องการปฎิบัติตัวของนักการเมืองและพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน ในระหว่างที่มีการจัดทำประชามตินั้น หน้าที่ของรัฐบาลต้องอธิบายหัวข้อของการจัดทำประชามติว่าเป็นอย่างไร เกิดผลดีอย่างไรกับประชาชน รวมทั้งประชาชนและประเทศชาติมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไรกับการทำประชามติในครั้งนี้
เมื่อถามถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่าจะรณรงค์ให้ประชาชน ล้มการจัดทำประชามติในครั้งนี้ นางสดศรี กล่าวว่า กรณีดังกล่าวอาจจะเป็นการสุ่มเสี่ยงมีความผิดตามมาตรา 43 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 (3) ระบุว่า ผู้ใดหลอกลวงบังคับขู่เข็ญหรือใช้อิทธิพลคุกคาม เพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้เสียงออกเสียง ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียง หรือเพื่อให้สำคัญผิดในวัน เวลา ที่ออกเสียง หรือวิธีการลงคะแนนออกเสียง อาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ดังนั้นจึงเห็นว่าหากนักการเมืองหรือพรรคการเมืองใด ที่กระทำการใดที่ส่อพฤติกรรมที่มีความผิด อาจจะมีความผิดตามกฎหมายหรืออาจถูกร้องต่อ กกต. และศาลอาญาได้ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดทางอาญา
เมื่อถามต่อว่าหากขัดขว้างการจัดทำประชามติ จะมีผลถึงขั้นยุบพรรคการเมืองหรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550มาตรา 93 และ 94 บัญญัติความหมายไว้กว้างว่า หากพรรคการเมืองใด มีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย หรือกระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อย อาจมีความผิดได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตีความของศาลอีกครั้ง อย่างไรก็ตามการที่ประชาชนไม่ออกไปลงเสียงประชามติ ก็ถือว่าไม่ขาดสิทธิเหมือนการเลือกตั้งทั่วไป ที่ผลต่อการเสียสิทธิลงสมัครเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ แต่หากว่ามีบุคคลใดไปบังคับขู่เข็ญไม่ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ถือว่ามีโทษทางกฎหมาย จึงจำเป็นต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ ตนเห็นว่า ถ้าประชาชนคนไหนไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ ควรจะมีการรณรงค์ให้ประชาชนออกไปลงเสียงประชามติ และกากในช่องไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติ ก็น่าจะดีกว่าและไม่ขัดกับหลักกฎหมาย
นางสดศรี กล่าวถึงรายละเอียดของการออกเสียงประชามติที่จะมีข้อยุติได้ว่า ขณะนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดประมาณ 46 ล้านคน โดยการออกเสียงประชามติที่ถือว่ามีข้อยุตินั้น ต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิเป็นจำนวนเสียงข้างมากประมาณ 23 ล้านคน และต้องมีจำนวนเสียงที่เห็นชอบในการทำประชามติเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียง ประมาณ 12 ล้านคน หากไม่เป็นไปตามหลักข้อใดข้อหนึ่ง การจัดทำประชามติก็จะถือว่าตกไปทันที
'พท.'จวก'อภิสิทธิ์'ล้มประชามติ-อุ้มรธน.เผด็จการ
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.ในฐานะรองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เขียนจดหมายเปิดผนึกผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวเรียกร้องให้คนไทยร่วมกันคว่ำประชามติ ว่า ไม่ยึดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องยึดเสียงข้างมากของประชาชน เพราะหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 ก็ควรรณรงค์ให้ประชาชนลงมติไม่เห็นด้วย และตัดสินแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเสียงข้างมาก แต่ไม่ใช่การคว่ำประชามติ
ทั้งนี้อยากถามนายอภิสิทธิ์ ว่าเหตุใดจึงหวงแหนรัฐธรรมนูญที่เป็นผลพวงของการรัฐประหารนัก ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินแม้กระทั่งในยุคที่นายอภิสิทธิ์เ ป็นนายกฯเอง เมื่อจะโหวตวาระ 3 นายอภิสิทธิ์ ก็คัดค้าน และมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว แต่เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลเลือกการทำประชามติตามความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ยังออกมาคัดค้านอีก จึงอยากถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ส่งเสริมการปกครองในรูปแบบใด หากคว่ำประชามติจริงจะถือเป็นการต่อสู้ในเชิงมืดดำอัปยศอดสูที่สุดในระบอบประชาธิปไตย
นอกจากนี้ขอเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และมีหน้าที่โดยตรงในการจัดทำประชามติแสดงจุดยืนต่อการคว่ำประชามติของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะเดียวกันในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะมีการหารือกันในที่ประชุม ส.ส.และทีมกฎหมายของพรรคว่าจะมีการยื่นฟ้องร้องต่อพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องนี้หรือไม่เช่นกัน แต่ทราบว่า สัปดาห์หน้าจะมีประชาชนกลุ่มหนึ่งไปยื่นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์จะรณรงค์ไม่ให้ประชาชนออกมาลงประชามติ จะเข้าเงื่อนการกระทำผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่
'วราเทพ'เผย'ครม.'เตรียมพิจารณาทำประชามติแก้รธน.
นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขานุการคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 กล่าวถึงกรณีการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ค่อนข้างแน่นอนว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในวันพรุ่งนี้(18ธ.ค.)จะมีการพิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับการทำประชามติในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ได้รวบรวมความเห็นน่าจะครบในทุกฝ่ายแล้ว
นายวราเทพ กล่าวต่อว่า ในประเด็นความเห็นของซีกพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งตนได้อ่านในเฟซบุ๊ก ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี แล้วมีความเป็นห่วงว่าจะทำให้ประชาชนซึ่งเป็นผู้ที่ต้องการประชาธิปไตย เกิดความสับสนขึ้นได้ ซึ่งขณะนี้การดำเนินการของรัฐบาลนั้นอยู่ระหว่างขั้นตอนการเสนอให้เห็นชอบในหลักการที่จะทำประชามติ ส่วนเนื้อหาและประเด็นคงต้องรอดูผลออกมาก่อน การที่นายอภิสิทธิ์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านก่อนที่จะได้เห็นเนื้อหาของตัวประกาศนั้น ตนคิดว่าเป็นลักษณะของการพยายามค้านในวัตถุประสงค์ที่ไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากมีทางออก ซึ่งสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ เสนอนั้นตนมองว่าเป็นเรื่องที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตย อย่างน้อยก็คือการไม่ส่งเสริมให้คนไปใช้สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นการไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง หรือการออกเสียงลงประชามตินั้นสะท้อนให้เห็นถึงการพยายามที่จะใช้แง่มุมทางกฎหมายที่เปิดช่องอยู่ไม่ให้เป็นไปตามสิ่งที่ประชาชนต้องการพูดง่ายๆ คือว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการที่จะไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วอยากฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง จะต้องรณรงค์ให้คนไปใช้สิทธิ์ และรณรงค์ให้คนไม่เห็นด้วย ตนคิดว่าจะถูกต้องมากกว่าการที่จะไปรณรงค์ไม่ให้คนออกมาใช้สิทธิ์ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่าจะพ่ายแพ้ในเรื่องของการเห็นชอบจึงพยายามไปนำเอาคนที่จะไม่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งอยู่แล้ว ซึ่งโดยหลักทั่วไปเราก็คงจะเห็นว่าในจำนวนผู้มีสิทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ จะมีส่วนหนึ่งประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ ไม่มาใช้สิทธิ์อยู่แล้ว
“ฉะนั้นการนำเอาคนที่ไม่เห็นด้วยไปรวมกับคนที่ไม่ออกมาใช้สิทธิ์ เพื่อที่จะให้ได้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งผมคิดว่าเป็นความคิดทางการเมืองที่ชาญฉลาดของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และผมกำลังมองดูว่า กฎหมายการทำประชามตินั้นมีลักษณะคล้าย ๆ กับกฎหมายการเลือกตั้ง การให้ข้อมูล การหลอกลวง การพยายามที่จะทำให้ประชาชนไม่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งนั้นอาจนำไปสู่ความผิด ซึ่งความผิดนี้นอกเหนือจากเป็นความผิดในเรื่องของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการทำประชามติแล้ว ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพ.ร.บ.พรรคการเมือง การที่ไม่ส่งเสริมประชาธิปไตย ก็อาจจะนำไปสู่ในเรื่องของการฟ้องร้องเรื่องของการนำไปสู่การยุบพรรคได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้คิดถึงตรงนั้น อยากจะฝากข้อสังเกตไว้เท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญคือควรที่จะสู้กันในเรื่องของการให้คนมาใช้สิทธิ์และวัดผลของคนที่มาใช้สิทธิ์ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่มากกว่า” นายวราเทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายความว่าพรรคประชาธิปัตย์ระแวงเกินกว่าเหตุหรือไม่ เนื่องจากมีการระบุว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญ ในมาตรา 309 นายวราเทพ กล่าวว่า ตนมองว่าเป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามที่จะให้ข้อมูลโน้มน้าวให้คนที่เห็นด้วยมากกว่า การที่จะแก้รัฐธรรมนูญและยกร่างใหม่นั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีการทำเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดซึ่งจะต้องใช้กับคนทั้งประเทศ ไม่สามารถที่จะเขียนในลักษณะซึ่งจะเป็นการช่วยหรือให้ใครได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์เฉพาะคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้มาตรา 309 จะมีอยู่หรือไม่เนื้อหาจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็อยู่ที่ส.ส.ร. และเมื่อส.ส.ร.แก้แล้วก็อยู่ที่ประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ในการทำประชามติครั้งที่ 2
เมื่อถามว่ากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาเตือนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมารณรงค์ไม่ให้ประชาชนไปใช้สิทธิในการลงประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น อาจเข้าข่ายพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 43 นายวราเทพ กล่าวว่า อย่างที่ตนตั้งข้อสังเกตว่าอย่างแรกเลยจะขัดหรือไม่ขัดข้อกฎหมายเดี๋ยวคงจะต้องดูในการแสดงออกของผู้ที่พยายามรณรงค์นั้นว่าไม่ให้คนมาใช้สิทธิ์ แต่ที่ขัดแน่ๆคือขัดต่อระบอบส่งเสริมประชาธิปไตย ไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนในโลกที่อยากจะให้คนแสดงความคิดเห็นนั้นไม่ออกมาใช้สิทธิ์ ตนคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์คงมองแล้วว่าจะไม่สามารถที่จะคัดค้านเรื่องที่จะให้คนมาเห็นชอบได้ จึงไปมองประเด็นว่าจะนำเอาผู้ที่ไม่มาใช้สิทธิ์อยู่แล้วจำนวนหนึ่งร้อยละ 20-30 ของทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งมารวมกับคะแนนเสียงของฝ่ายตน ซึ่งตนคิดว่าตรงนั้นนับไม่ได้เพราะว่าคนที่ไม่ออกมาใช้สิทธิ์เขาอาจจะมีความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้แล้วพรรคประชาธิปัตย์มาเหมารวมว่าที่ไม่ออกมาใช้สิทธิ์ทั้งหมดจะไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ตนคิดว่าหลักตรรกะแสดงชัดอยู่แล้วว่ารวมกันไม่ได้ คนที่ไม่ออกมาใช้สิทธิ์ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เห็นด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่ากระบวนการทำประชามตินั้นไม่ง่ายเหมือนกรณีล้มการเลือกตั้งเหมือนที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำ นายวราเทพ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าตอนที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งผู้ลงรับสมัครและล้มการเลือกตั้งนั้นเขาสามารถตัดสินใจได้ด้วยเขาเองเนื่องจากไม่ไปลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็คือการบอยคอต แต่ครั้งนี้เขาจะต้องทำโดยที่ไม่มีคนมาใช้สิทธิ์ตนเชื่อว่าอาจจะมีประชาชนส่วนหนึ่งเข้าใจและหลงเชื่อแต่ตนยังเชื่อมั่นว่าส่วนใหญ่จะไม่เห็นคล้อยตาม กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอนและจะเป็นผลในทางที่เสียหายกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ส่งเสริมและสนับสนุนไม่ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์
นายวราเทพ กล่าวต่อว่า ต้องรอดูว่าหลังจากที่ผลของการประกาศเรื่องการทำประชามติแล้วท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เพราะตนได้ทราบมาว่าเป็นความเห็นส่วนตัวไม่ใช่มติของพรรคประชาธิปัตย์ คิดว่าหากมติของพรรคออกมาอย่างไรแล้วเราคงจะดูกันอีกที
ส่วนพรรคเพื่อไทยเตรียมจะยื่นขอยุบพรรคประชาธิปัตย์ในกรณีนี้หรือไม่นั้น นายวราเทพ กล่าวว่า ยังไม่ถึงขึ้นนั้น เพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่าการที่แสดงความเห็นในเรื่องนี้มันชัดเจนว่าไม่เป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย และให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิใช้เสียง ส่วนจะไปถึงในขั้นนั้นหรือไม่คงต้องดูพัฒนาการในเรื่องนี้ต่อไปก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่าเดิมทีพรรคประชาธิปัตย์ได้เรียกร้องให้มีการทำประชามติ แต่พอรัฐบาลเดินหน้าในเรื่องนี้ก็มาขัดขวางเหมือนจุดยืนไม่แน่นอน นายวราเทพ กล่าวว่า เราก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้มีทางออก อย่างที่ถามมานั้นตนคิดว่าเราไม่มั่นใจในท่าทีของฝ่ายค้านเลยเพราะฝ่ายค้านดูเหมือนว่าจะไม่มีการให้ความร่วมมือใดในการหาทางออกให้กับประเทศได้เลย การที่เราไม่ได้มีการให้ทำประชามติก่อนหน้านั้นก็ระบุว่าอยากให้ฟังเสียงของประชาชน ฉะนั้นตนไม่แน่ใจว่าพรรคประชาธิปัตย์ต้องการอะไรต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นนอกเหนือจากเรื่องเดียวที่เราคิดขณะนี้คือเห็นต่างจากรัฐบาลทุกเรื่อง
เมื่อถามว่าฝ่ายค้านยังโจมตีในเรื่องเดิมคือการแก้รัฐธรรมนูญนั้นทำเพื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายวราเทพ กล่าวว่า อย่างที่เรียนว่ารัฐธรรมนูญไม่สามารถเขียนให้ประโยชน์แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และก็มีการตรวจสอบอยู่แล้วว่าหากส.ส.ร.เขียนรัฐธรรมนูญมาเป็นอย่างนั้นจริงและประชาชนไม่เห็นด้วยประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นชอบกับส.ส.ร.ที่ยกร่างขึ้นมา
เมื่อถามว่าหลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลควรที่จะมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อนแก้รัฐธรรมนูญ นายวราเทพ กล่าวว่า ตนคิดว่าต้องแยกกัน การเมืองกับเศรษฐกิจต้องบอกว่าถึงแม้จะเป็นคนละเรื่องก็ไม่สามรถที่จะแยกออกจากกันได้ สังเกตดูว่าประเทศต่าง ๆ ในโลกเขาก็ทำการเมืองควบคูกับเศรษฐกิจไปด้วย เราไม่ได้หมายความว่าทำการเมืองแล้วจะหยุดเศรษฐกิจ ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องในด้านเศรษฐกิจก็ยังทำงานอยู่ซึ่งปัจจุบันนี้องค์กรหน่วยงานของรัฐก็แก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอยู่ฉะนั้นอย่าเอามาพันกัน ตนคิดว่าเป็นการพยายามที่จะทำให้มีความรู้สึกว่าเราแบ่งภาระหน้าที่นั้นไม่เป็นไปตามความสำคัญ จริง ๆ แล้วรัฐบาลให้ความสำคัญในทุกเรื่อง
ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าให้มีการลงประชามติแล้วจะสามารถผลักดันให้เรื่องนี้เดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ นายวราเทพ กล่าวว่า เมื่อมีความเห็นชัดเจนจากทุกฝ่ายแล้วตนคิดว่าต้องเดินหน้าและมุ่งมั่นทำในสิ่งที่กฎหมายกำหนดไว้และพยายามผลักดันให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์มากๆตนคิดว่าคงไม่น่ามีประเด็นปัญหาใด แต่เมื่อมีผู้ไม่เห็นด้วยเราก็รับฟังและพยายามที่จะสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน อุปสรรคในการเมืองนั้นมี ตนมองว่าคงจะไม่มีใครเห็นด้วยทั้งหมด แต่ฝ่ายค้านอย่างน้อยควรเห็นด้วยกับแนวทางที่เป็นประชาธิปไตย



