
ประชามติเทียม2พันล้าน
ประชามติเทียม2พันล้าน : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง [email protected]
ท้ายที่สุด ประเทศนี้ก็ต้องเสียงบประมาณ 2 พันล้าน มาลงประชามติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งไม่จำเป็นเลย
แต่เพราะศาลรัฐธรรมนูญให้ “คำแนะนำ” ว่า ถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ควรลงประชามติก่อน ซึ่งเป็นคำแนะนำแบบแทงกั๊ก ราน้ำไว้ ไม่อยู่ในประเด็นของคดี แต่แถมให้ในคำวินิจฉัย ไม่ชัดเจนว่า ถ้ารัฐสภาลงมติรับร่างแก้ไข มาตรา 291 วาระ 3 โดยไม่ลงประชามติก่อน ศาลจะชี้ว่าผิดมาตรา 68 หรือไม่
พรรคร่วมรัฐบาลจึงวิตกกังวล จนต้องตัดสินใจทำประชามติ เพราะถ้าขืนรับร่างวาระ 3 ทันทีก็จะมีพวกไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรค ถอดถอน ตัดสิทธิ ฯลฯ กลายเป็นวิกฤติรอบใหม่
ประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่จำเป็น แม้อ้างกันว่า รัฐธรรมนูญ 2550 มาจากประชามติ เพราะการลงประชามติครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นแค่การยกร่างอีกฉบับมาเปรียบเทียบ ซึ่งท้ายที่สุดก็ต้องลงประชามติอยู่แล้วว่า จะเอาฉบับเดิมหรือฉบับใหม่
แต่มาลงประชามติตั้งแต่ตอนนี้ ก็จะเกิดความสับสนว่า จะให้ประชาชนเลือกอะไร ระหว่างรัฐธรรมนูญ 2550 กับรัฐธรรมนูญในอากาศ? ซึ่งแม้วิพากษ์วิจารณ์กันกว้างๆ ว่า รัฐธรรมนูญ 2550 บกพร่องเรื่องใด แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถกำหนดว่า รัฐธรรมนูญ 2556 หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะวางกติกาไว้ว่าจะให้ประชาชนมีส่วนร่วม จะเลือก ส.ส.ร.เข้ามาร่าง (ถ้ากำหนดชัดเจน พวกต่อต้านก็จะบอกว่า ฮั่นแน่ รัฐบาลบล็อกไว้)
ฝ่ายที่ต้องการแก้ไขจึงเสียเปรียบตั้งแต่ในมุ้ง เพราะประชามติแบบนี้ก็เหมือนยืนอยู่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยว แล้วเถียงกันว่าอย่ากินร้านนี้เลย พ่อครัวหน้าแหลมฟันดำ รสชาติสุนัขไม่รับประทาน ไปหาร้านใหม่ดีกว่า แต่ร้านใหม่อยู่ไหน ขายอะไร ยังบอกไม่ได้ เดินดูไปเรื่อยๆ
มันไม่ใช่อยู่หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวกับผัดไทย แล้วโหวตกันว่าจะกินร้านไหน ฉะนั้นบางคนอาจบอกว่า ยุ่งยากวุ่นวาย กินร้านไอ้หน้าแหลมฟันดำนี่แหละ
ในอีกมุมหนึ่ง สมมุติประชาชนลงประชามติล้นหลามว่า ให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แปลว่าอะไร แปลว่าประชาชนไม่เอารัฐธรรมนวย 2550 อ้าว ถ้าไม่เอาแล้วทำไมยังใช้อยู่ ระหว่างร่างใหม่ก็ยังใช้อยู่ ร่างเสร็จแล้วยังต้องเอามาลงประชามติใหม่อีก
เดี๋ยวเราก็จะได้เห็นกันเองว่า ประชามตินี้ไม่จำเป็นเลย แต่ต้องเสีย 2 พันล้านเพราะ “คำแนะนำ” ของศาลรัฐธรรมนูญ
ประชามติเอาหรือไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 ยังมีปัญหาอีกว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ต้องมีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินครึ่ง นับคร่าวๆ คือตอนนี้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งราว 48 ล้านคน ต้องออกมา 24 ล้านคน แล้วมีคนเห็นด้วย 12.1 ล้าน ไม่เห็นด้วย 11.9 ล้าน จึงผ่าน
ที่จริงมันก็เป็นกติกาสากล แต่การเมืองแบบไทยๆ ซะอย่าง ก็เกรงกันว่า ถ้าฝ่ายคัดค้านเห็นท่าจะแพ้ ก็จะไม่ออกมาลงประชามติ เล่นเกมขี้แพ้ชวนตี ปล่อยให้ลงข้างเดียว อาศัยว่าเลือกตั้งทุกครั้งจะมีคนนอนหลับทับสิทธิร่วม 10 กว่าล้านคน ฉะนั้นถ้าฝ่ายคัดค้านไม่ออกมา แทนที่ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลจะชนะ 20 ล้านต่อ 15 ล้าน ก็อาจกลายเป็น 20 ล้านต่อ 0 แต่เป็นโมฆะ
อย่างไรก็ดี ที่พรรคร่วมรัฐบาลคิดจะแก้ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ หรือมีฉบับเฉพาะกิจมาใช้นั้น ผมก็ไม่เห็นด้วย ให้เป็นไปตามกติกาสากลอย่างนี้แหละ ให้มันรู้ไป วัดใจกันสิครับ ถ้าคนไทย 10 กว่าล้านคนเป็นพวกขี้แพ้ชวนตี ประเทศนี้ก็ไม่ต้องมีความหวังอะไรแล้ว
ถ้ารัฐธรรมนูญ 2556-7-8....เกิดไม่ได้ รัฐธรรมนูญ 2550 ก็อยู่ไปชั่วกัลปาวสาน ทั้งที่มาจากประชามติเทียม คือไม่มีตัวเปรียบเทียบ ถ้าไม่รับ ประชาชนก็ไม่รู้ว่า คมช.จะเลือกรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้ ถ้าไม่กินก๋วยเตี๋ยวหน้าแหลมฟันดำ คมช.อาจเอาขี้มาให้กินก็ได้ ส.ส.ร.จึงออกสโลแกนบีบกันกลายๆ ว่า “รับรัฐธรรมนูญ เลือกตั้งเร็ว”
แถมตอนนั้นก็ไม่มี พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 45 ล้านมีผู้มาใช้สิทธิแค่ 25.5 ล้าน และชนะด้วยคะแนนเสียง 14.7 ล้านต่อ 10.7 ล้าน แต่วันนี้รัฐธรรมนูญ 2550 กลับงอกกลไกปกป้องตัวเองเพียบ เพื่ออยู่ไปชั่วกัลปาวสาน



