ข่าว

จับตารบ.สับขาหลอกประชามติแก้รธน.

จับตารบ.สับขาหลอกประชามติแก้รธน.

16 ธ.ค. 2555

ปชป.จับตารัฐบาลสับขาหลอกประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ข้องใจเพื่อไทยอ้างผลโหวตไม่ผูกพัน ตกแล้วหาช่องแก้ใหม่ได้ อัดซ้ำดีเอสไอตั้งธงแก้แค้น'อภิสิทธิ์-สุเทพ'

               16 ธ.ค.55 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องว่า พรรคประชาธิปัตย์จะจับตารัฐบาลในเรื่องการทำประชามติก่อนการลงมติวาระ 3 ว่า รัฐบาลจะทำแบบตรงไปตรงมาหรือไม่ หรือรัฐบาลจะทำแบบสับขาหลอก เพราะแม้รัฐบาลจะพยายามย้ำว่า จะยึดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะทำประชามติ แต่รัฐบาลยังใช้กลยุทธ์สับขาหลอกต่อเนื่อง ทำให้มั่นใจไม่ได้ว่าจะทำอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้ประมวลได้จากข้อสังเกตที่ว่า1 รัฐบาลโหมกระแสเปิดประเด็นลงมติวาระ 3 ในช่วงหลัง 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ว่าจะดำเนินการทันทีหลังเปิดสมัยประชุม

                นายองอาจ กล่าวต่อว่า 2.หลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สั่งให้มีการทำประชามติก่อน 3.มีการเปิดประเด็นเสนอแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 165 หรือแก้กฎหมายประชามติ คณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลออกมาปฏิเสธว่า จะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการทำประชามติ แต่เวลาไล่เลี่ยกันหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็ยังเปิดช่องว่า สมาชิกรัฐสภาอาจเสนอให้มีกฎหมายเฉพาะในการออกเสียงประชามติหรือแก้ไข รัฐธรรมนูญ มาตรา165 เพิ่มเติมได้ ทั้งนี้จะเห็นได้ว่ารัฐบาลมีความเปลี่ยนแปลงแนวทางไปเรื่อย ๆ ดังนั้นจึงไม่อาจวางใจได้ว่ารัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างตรงไปตรงมา เพราะมีการเปลี่ยนแปลงแนวทางตลอดเวลา

                “ประมวลแล้ว เราไม่สามารถไว้วางใจได้ ผมอยากเรียนไปยังรัฐบาลว่าควรดำเนินการเรื่องรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะประชามติหรืออะไรก็ตามต้องตรงไปตรงมา อย่าสับขาหลอก และควรเลือกแนวทางที่ทำให้บ้านเมืองมีปัญหาน้อยที่สุด ถ้ารัฐบาลยังสับสนทำให้คนรู้สึกว่าไม่ตรงไปตรงมา รัฐบาลก็เป็นคนเพิ่มปัญหาให้บ้านเมือง”นายองอาจ กล่าว

                ส่วนกรณีที่ นายพีรพันธ์ พาลุสุข สส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย  ระบุว่า ประชามติไม่มีผลผูกมัดต่อสภา โดยแม้การทำประชามติดังกล่าวจะผ่านหรือไม่นั้นไม่มีผล เพราะเสียงข้างมากในรัฐสภาก็จะเดินหน้าลงมติวาระ 3 ได้เพราะเป็นดุลยพินิจของสมาชิกรัฐสภาที่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราได้นั้น นายองอาจ กล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ตนอยากตั้งคำถามว่าจะทำประชามติไปทำไม หรือจะทำเพียงเพื่อให้เป็นตามความเห็นของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ตนมองว่าหากรัฐบาลยังมีแนวคิดเช่นนี้คิดว่าจะทำประชามติเพื่อให้สูญเปล่า ดังนั้นรัฐบาลต้องมีความชัดเจนว่าเมื่อประชามติออกมาอย่างไรแล้วก็ให้ยุติการทำประชามติไว้แค่นั้น สำหรับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นชัดเจนไม่เห็นด้วยกับการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ในฐานะเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ว่าเป็นเรื่องของรัฐสภา แต่ต้องทำให้ทุกเรื่องที่สังคมยังคลางแคลงใจด้วยตัวเองเพื่อให้เกิดข้อยุติเพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ

               
 

อัดซ้ำดีเอสไอตั้งธงแก้แค้น “อภิสิทธิ์-สุเทพ”  

               นายองอาจ แถลงข่าวถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งข้อหาต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ สส.สุราษฏร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตผอ.ศอฉ.ในข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล จากกรณีการชุมนุมทางการเมือง ปี 2553 ว่า ชัดเจนว่าเรื่องนี้มีเจตนาและทำตามใบสั่งทางการเมืองมากกว่าจะดำเนินคดีไปตามปกติ โดยพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งข้อสังเกตในการดำเนินคดีคือ   1.ข้อกล่าวหาที่กล่าวหาทั้ง 2 คน มีรายระเอียดไม่ครบถ้วน โดยไม่ได้ระบุถึงรายละเอียดการชุมนุม เพราะถ้าการชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยจริง คำสั่งที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ จะออกมาไม่ได้ และการที่บอกว่าการชุมนุมไม่เป็นไปด้วยความสงบนั้น พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นคนพูดเอง แต่เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลที่ตัดสินมา

                นายองอาจ กล่าวต่อว่า 2.ในการทำคดีนี่มีการบิดเบือนการใช้อำนาจ โดยมีการรวบรวมการดำเนินการมาไว้ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพียงที่เดียว โดยพยายามรวบรวมคดีต่างๆ มารวมไว้ที่หน่วยงานที่รัฐบาลสามารถควบคุมได้ 3.มีเจตนาในการทำคดีที่จะเพิ่มความผิดให้มากที่สุด โดยการนำผู้เสียชีวิตในแต่ละคดี มาแยกทำเป็นรายคดี อาทิ ถ้ามีการเสียชีวิต มากว่า 1 ราย ก็จะมีการแจ้งข้อหาเป็นรายๆ ไป ทั้งที่มีคำสั่งแก้ไขสถานการณ์เพียงคำสั่งเดียว แสดงถึงเจตนาที่ตั้งใจของทางรัฐบาลที่จะเพิ่มความผิด และเป็นไปตามใบสั่ง ซึ่งหากทำพฤติการณ์เช่นนี้ถือว่ารัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อแก้แค้น ไม่ใช้เพื่อแก้ไข อย่างที่เคยบอกไว้ตอนหาเสียง

                นายองอาจ กล่าวต่ออีกว่า 4. ในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ ชุดพนักงานสอบสวนที่ ประกอบไปด้วย อัยการ ดีเอสไอ และตำรวจ จะดำเนินการประชุมร่วมกัน เพื่อพยายามแจ้งข้อกล่าวหา ในข้อหาพยายามฆ่า กับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ จากกรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 2,000 ราย และในเรื่องนี้มีการแยกเป็นรายคดีเช่นกัน ทั้งที่การออกคำสั่งเพียงครั้งเดียว ควรเป็นกรรมเดียวเท่านั้น ไม่ใช้การแยกดำเนินคดีทีละเรื่อง ทั้งนี้ตนขอเรียกร้องไปยังพนักงานสอบสวน ในการยึดหลักนิติธรรมในการทำคดี อย่างตรงไปตรงมา เพราะการกระทำที่เกิดขึ้น ของดีเอสไอ จะทำให้ประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้อยู่ รู้สึกว่ารัฐบาลใช้อำนาจไม่เป็นธรรม และจะเป็นเงื่อนไขที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบได้