
ปชช.มอง'ทักษิณ'ออกTVเอี่ยวการเมือง
'โพลล์'ชี้ปชช.มอง'ทักษิณ'ออกTVเอี่ยวการเมือง-เบื่อปมแก้รธน. ด้าน'สวนดุสิตโพล'ชี้ปชช.เห็นใจ'ปู'เรื่องบริหารบ้านเมือง สงสาร'มาร์ค'โดนคดีดีเอสไอ
16 ธ.ค. 55 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องประเด็นร้อนทางการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกทีวีสดช่อง 11 สิ่งที่อยากได้จากทุกฝ่ายในสังคมช่วงเวลาที่เหลืออยู่ปี 2555 และการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร และอีก 16 จังหวัดของประเทศ
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องประเด็นร้อนทางการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณ ออกทีวีสดช่อง 11 สิ่งที่อยากได้จากทุกฝ่ายในสังคมช่วงเวลาที่เหลืออยู่ปี 2555 และการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,112 ตัวอย่างและอีก 16 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ จันทบุรี ลพบุรี ปทุมธานี ชลบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ มุกดาหาร หนองคาย ชัยภูมิ สุรินทร์ อุดรธานี ขอนแก่น พัทลุง สุราษฎ์ธานี และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,195 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 10 - 15 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน ความคลาดเคลื่อนร้อยละ 7 พบว่า
เมื่อสอบถามถึงประเด็นสำคัญที่ทราบจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วงเวลาออกทีวีสดช่อง 11 พบว่า ร้อยละ 43.1 ทราบและจำได้ว่า เป็นการแสดงความจงรักภักดีและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี อย่างไรก็ตามร้อยละ 11.9 ทราบแต่คิดว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะสม ในขณะที่ร้อยละ 30.8 ไม่ทราบ แต่เห็นคนวิจารณ์กันว่าไม่เหมาะสม และร้อยละ 14.2 รู้สึกเฉยๆ ตามลำดับ
ทั้งนี้ ที่น่าพิจารณา คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.4 ระบุว่า การวิพากษ์วิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ หลังออกทีวีสดช่อง 11 กลายเป็นเรื่องการเมือง ต่างฝ่ายต่างพยายามเอาชนะคะคานกัน ทีใครทีมัน ต่างสร้างกระแสเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน กลบลบจุดอ่อนทางการเมืองของฝ่ายตน ในขณะที่ร้อยละ 24.6 ระบุ ไม่ใช่เรื่องการเมือง นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.2 ระบุ ควรให้ทุกอย่างจบเร็ว เพราะไม่ควรนำสถาบันฯ และไม่ควรนำเรื่องความจงรักภักดีเข้ามาสู่ความขัดแย้งในหมู่ประชาชน เพราะต้องการให้หยุดพูด หยุดวิพากษ์วิจารณ์กัน เพราะอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข เพราะเกรงจะยืดเยื้อบานปลาย และเป็นเพียงเรื่องที่ควรให้โอกาส พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แสดงออกเรื่องความจงรักภักดีบ้าง และทุกคนเคยผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น จึงควรให้โอกาสแก้ไขปรับปรุงตัวกัน เป็นต้น ในขณะที่ ร้อยละ 43.8 ระบุควรตรวจสอบขยายผล เพราะเป็นเรื่องไม่เหมาะสม มีหน่วยงานรัฐร่วมรู้เห็นเป็นใจ เป็นต้น
ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงการกระทำและคุณธรรมที่อยากได้มากที่สุดจากทุกฝ่ายในสังคมในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของปี 2555 เป็นของขวัญส่งท้ายปีเก่าและตลอดไป พบว่า อันดับแรก หรือร้อยละ 33.9 อยากได้รอยยิ้ม น้ำใจไมตรีจิตต่อกัน ความรักความสามัคคีของคนในชาติ อันดับสอง หรือร้อยละ 25.5 อยากให้ทุกฝ่ายให้อภัยต่อกัน มีเมตตาปราณีต่อกัน ร้อยละ 16.1 อยากให้มีความกล้าหาญ เสียสละ ร้อยละ 9.5 อยากเห็นความกตัญญู รองๆ ลงไปคือ ความซื่อสัตย์สุจริต ความมีวินัย และ อื่นๆ เช่น ความขยันหมั่นเพียร ความเป็นธรรม การไม่เลือกปฏิบัติ การรู้จักยับยั้งชั่งใจ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม “คำเตือน” เงื่อนไขพึงระวังจะทำให้เกิดการชุมนุมขับไล่รัฐบาล พบว่า ร้อยละ 60.4 ระบุเป็นปัญหาปากท้อง /ของแพง ร้อยละ 57.4 เกิดการทุจริตคอรัปชั่นอย่างกว้างขวาง ร้อยละ 51.2 ระบุการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 49.1 ระบุพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 47.0 ระบุการเลือกปฏิบัติเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ไม่เป็นธรรม และร้อยละ 40.2 เกิดการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ เป็นต้น
ที่น่าพิจารณาคือ ความรู้สึกของประชาชนต่อสิ่งที่นักการเมืองกำลังอยากจะทำในกระแสข่าวเวลานี้ เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมายปรองดอง คดีความทางการเมือง คดีอาญาของนักการเมือง เป็นต้น พบว่า ร้อยละ 42.3 อยากให้จบเร็ว เพราะเบื่อ เครียด เซ็ง เพราะจะได้ใช้เวลาทำมาหากิน อยากเห็นบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด และช่วยกันแก้ไขต่อไป ยิ่งช้ายิ่งวุ่นวาย ไม่อยากวกวนกันอยู่อย่างนี้ รู้สึกอึดอัด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 41.6 อยากให้ค่อยเป็นค่อยไป เพราะ บ้านเมืองจะไม่วุ่นวาย ไม่ต้องรีบร้อน จะได้ปรับตัวได้ เป็นต้น และร้อยละ 16.1 ปล่อยวาง ไม่อยากยุ่งเกี่ยว อยากทำอะไรก็ทำไป ตามลำดับ
นอกจากนี้ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ยังได้ทำการศึกษาเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกรุงเทพมหานครในหัวข้อเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 94.7 ทราบว่า จะมีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. คนใหม่ ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงสื่อที่จะใช้ในการติดตามข้อมูล สนทนาเรื่อง ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จำแนกตามช่วงอายุ โดยตอบได้มากกว่า 1 สื่อ พบว่า คนสูงวัยส่วนใหญ่ยังคงใช้สื่อดั้งเดิม เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ เป็นต้น ในขณะที่ กลุ่มคนอายุต่ำกว่า 20 ปีจะใช้โซเชียลมีเดีย โซเชียลเน็ตเวิร์ค มากที่สุด โดยร้อยละ 74.3 ในกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 20 ปี จะใช้โซเชียลมีเดีย โซเชียลเน็ตเวิร์ค เช่น เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ ทวิสเตอร์ ไลน์ อีเมล อินสตาแกรม เว็บบอร์ด และบล็อก เป็นต้น ในขณะที่พบร้อยละ 63.4 ในกลุ่มคนอายุ 20 - 49 ปี และร้อยละ 49.2 ในกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไป สำหรับสื่อดั้งเดิม เช่น โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วิทยุ เป็นต้น ยังคงเป็นที่นิยมในคนกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไปมากที่สุดคือร้อยละ 95.8 ในขณะที่พบร้อยละ 92.6 ในกลุ่มคนอายุ 20 - 49 ปี และคนอายุต่ำกว่า 20 ปีมีอยู่ร้อยละ 87.9 ที่ยังคงใช้สื่อดั้งเดิมเช่นกัน
เมื่อสอบถามว่า จะเลือกผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. คนเดิมหรือคนใหม่ พบว่า ร้อยละ 35.8 จะเลือกคนใหม่ ในขณะที่ร้อยละ 27.3 จะเลือกคนเดิม และร้อยละ 36.9 ยังไม่แน่ใจ และเมื่อถามว่า อยากได้ผู้ว่า กทม. ที่ทำงานร่วมกับรัฐบาลได้หรืออยู่คนละฝ่ายกับรัฐบาล พบว่า ร้อยละ 45.7 อยากได้ผู้ว่าฯกทม. ที่ทำงานร่วมกับรัฐบาลได้ เพราะเบื่อความวุ่นวาย เบื่อการทะเลาะกัน อยากเห็นการช่วยกันแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่ต้องมาคอยขัดแย้ง และกลัวงานแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจะไม่สำเร็จ เป็นต้น ในขณะที่ร้อยละ 28.9 อยากได้ผู้ว่าที่อยู่คนละฝ่ายกับรัฐบาล เพราะจะได้ตรวจสอบกันและกันได้ เพราะจะได้ถ่วงดุล ไม่ชอบรัฐบาล และร้อยละ 25.4 ระบุใครก็ได้ที่ตัวเองชอบ เพราะไม่จำเป็น ขอให้เป็นคนที่ตนนิยมศรัทธาก็เพียงพอ
นอกจากนี้ เมื่อถามว่า ถ้าต้องเลือก ตั้งใจจะเลือกบุคคลที่ตกเป็นข่าวว่าอาจจะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ท่านใด พบว่า ร้อยละ 32.1 ระบุ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองลงมาคือ ร้อยละ 31.7 ระบุ มรว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ร้อยละ 14.5 ระบุ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ร้อยละ 12.8 ระบุ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ร้อยละ 6.9 ระบุ นายกรณ์ จาติกวณิช และร้อยละ 2.0 ระบุอื่นๆ
สำหรับปัญหาเร่งด่วนของคนกรุงเทพมหานคร พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 87.7 ระบุ ค่าครองชีพ ปัญหาปากท้อง รายจ่ายสูง รองลงมาคือ ร้อยละ 79.6 ระบุปัญหาจราจร ร้อยละ 65.7 ระบุปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รองๆ ลงไปคือ สิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมไม่น่าอยู่ สุขภาพโรคภัยไข้เจ็บ อาหารปนเปื้อนเป็นพิษ และอื่นๆ เช่น การศึกษา คุณภาพคน ความไม่มีน้ำใจ ไม่มีวินัยของคน ทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 52.7 เป็นหญิง ร้อยละ 47.3 เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 3.7 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.2 อายุระหว่าง 20 - 29 ปี ร้อยละ 20.0 อายุระหว่าง 30 - 39 ปี ร้อยละ 20.6 อายุระหว่าง 40 - 49 ปี และร้อยละ 35.5 อายุ 50 ขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 63.7 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 30.6 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 5.7 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 32.7 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 30.2 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 8.7 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 9.7 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 8.5 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 6.4 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 3.8 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ
"สวนดุสิตโพล"ชี้ปชช.เห็นใจ "ปู" เรื่องบริหารบ้านเมือง และแก้คอรัปชั่น
"สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ กรณี“คนไทย” กับ “บ้านเมืองไทย” ณ วันนี้ จำนวน 1,523 คน ระหว่างวันที่ 9 - 15 ธันวาคม 2555 สรุปผลดังนี้
1. “ความหนักใจ” ของประชาชน ณ วันนี้ อันดับ 1 เศรษฐกิจ /สินค้าแพง /เงินไม่พอใช้ 40.26 % วิธีแก้ใช้จ่ายอย่างประหยัด ซื้อของเท่าที่จำเป็น ทำงานพิเศษเพิ่ม ฯลฯ อันดับ 2 ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ 18.57 % วิธีแก้ประชาชนในพื้นที่ต้องเป็นหูเป็นตาช่วยกันสอดส่องดูแล เพิ่มกำลังทหาร ตำรวจ มีมาตรการขั้นเด็ดขาด ฯลฯ อันดับ 3 การสร้างความปรองดอง 17.53 %
ทั้งนี้ วิธีแก้ ลดทิฐิ หันหน้าเข้าหากัน หยุดทะเลาะเบาะแว้ง เห็นแก่ส่วนรวมเป็นสำคัญ ฯลฯ อันดับ 4 การแก้รัฐธรรมนูญ 12.30 % วิธีแก้ รัฐบาลจะต้องชี้แจงและสร้างความเข้าใจที่ดีแก่ทุกฝ่าย ทำตามขั้นตอนต่างๆอย่างถูกต้อง ฟังเสียงส่วนใหญ่ ฯลฯ อันดับ 5 ยาเสพติด 11.34 % วิธีแก้การปราบปรามเด็ดขาด เอาจริงเอาจัง พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น ครอบครัวดูแลเอาใจใส่ ฯลฯ
2. เรื่องใด? ที่ประชาชนรู้สึก เห็นใจและสงสาร “นายกฯ ยิ่งลักษณ์” อันดับ 1 การบริหารบ้านเมือง โดยเฉพาะปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในโครงการต่างๆที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ 48.45 % อันดับ 2 ประสบการณ์การทำงานด้านการเมือง ถูกเพ่งเล็งในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการพูดต่อหน้าสาธารณชน 20.84 % อันดับ 3 เรื่องครอบครัว ความเกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง 18.33 % อันดับ 4 การสร้างผลงานให้ถูกใจทุกคน ความกดดันจากสังคมโดยเฉพาะนักวิชาการและฝ่ายค้าน 12.38 %
3. เรื่องใด? ที่ประชาชนรู้สึก เห็นใจและสงสาร “อดีตนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อันดับ 1 โดนคดีความทางการเมือง ดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหา 2 คดี (สั่งสลายการชุมนุม ปี53 และเงินบริจาค) 46.28 % อันดับ 2 การเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ซึ่งมีเสียงข้างมาก 29.78 % อันดับ 3 ถูกต่อต้าน โจมตี ขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวโดยเฉพาะการเกณฑ์ทหาร 12.69 % อันดับ 4 ไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเท่าที่ควร ต้องทำหน้าที่อย่างโดดเดี่ยว 11.25 %
4. เรื่องใด? ที่อาจจะทำให้ประชาชนหมดความสุขในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อันดับ 1 อุบัติเหตุ ความไม่ปลอดภัย /การเดินทาง การจราจรติดขัด 35.79 %อันดับ 2 ข้าวของแพง เงินไม่พอใช้ / ไม่มีเงินเที่ยวปีใหม่หรือให้พ่อแม่ 25.74 % อันดับ 3 สถานการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวาย /นักการเมืองทะเลาะเบาะแว้ง / การชุมนุมต่างๆ ม็อบ 19.31 % อันดับ 4 เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ 13.87 % อันดับ 5 ภัยธรรมชาติ ข่าวลือวันสิ้นโลก 5.29 %



