ข่าว

ปชป.ติง'รบ.'ใช้งบฯ2พันล.ทำประชามติ

ปชป.ติง'รบ.'ใช้งบฯ2พันล.ทำประชามติ

15 ธ.ค. 2555

'ชวนนท์' ติง 'รบ.' ใช้งบฯ 2,000 ล. ทำประชามติสิ้นเปลือง ซัดแก้แล้วได้ประโยชน์อะไรกับปชช. จี้ 'ธาริต' เร่งหาตัวคนปล่อยภาพ 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' พิมพ์ลายนิ้วมือ

                        15 ธ.ค.55 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ขณะนี้มีความชัดเจนว่า รัฐบาลจะให้มีการจัดทำประชามติ ก่อนการลงมติในวาระที่ 3 ของญัตติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนมองว่า 2 ประเด็นหลักที่ต้องให้ความสนใจในเรื่องของการที่จะจัดทำประชามติถามประชาชนทั้งประเทศ ประเด็นที่ 1. เรื่องกฏหมายจัดทำประชามติที่ปัจจุบันกำหนดให้ การที่ประชามติผ่านความเห็นชอบของประชาชนทั้งประเทศได้ จะผ่านต้องได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ ทั้งประเทศ คือประมาณ 23 ล้านเสียง ซึ่งเป็นตัวเลขที่รัฐบาล คงมีความกังวลว่า จะสามารถรณรงค์ให้คนมาเห็นชอบ กับการที่จะให้รัฐบาลล้มรัฐธรรมนูญทั้งฉบับถึง 23 ล้านเสียงได้หรือไม่ จึงเป็นเหตุมีข่าวว่ามีความพยายามที่คิดจะแก้ไขกฎหมายประชามติฉบับดังกล่าว โดยข้อให้มีเพียงเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ หากมีการคิดที่จะแก้ไขจริง เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะเรื่องนี้มีความแตกต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส.หรือ ส.ว. ที่นับเฉพาะผู้มาใช้สิทธิ์ แต่รัฐธรรมนูญไม่ว่า ผู้จะมาใช้สิทธิ์ หรือไม่มาใช้สิทธิ์ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฯ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบ ต่อการบังคับใช้กฎหมายสูงสุดของประเทศ และหากจะมีการล้มรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็ควรจะยึดกติกาเดิมคือ ต้องได้รับเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์ทั่วประเทศ และตนเชื่อว่าถ้ารัฐบาลสามารถที่จะให้ความรู้กับประชาชน จนได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งความชอบธรรมของรัฐบาลที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะมีเพิ่มมากขึ้น

                        โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากมีการจัดทำประชามติรัฐบาลจะต้องเสียภาษีไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ในการดำเนินการ เหมือนมีการเลือกตั้งใหญ่ทั้งประเทศ ตนอยากเรียกร้องว่า ไม่ควรทำประชามติ และถามประชาชนว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญ เพราะก่อนหน้านั้นการจัดเวทีสานเสวนาของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมนุม ใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 120 ล้านบาท กำลังดำเนินการอยู่ ไม่อยากให้มีการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่ขอให้การดำเนินการในครั้งนี้ ควรให้ความรู้กับประชาชน และสอบถามความต้องการของประชาชนว่ารัฐธรรมนูญ มาตราอะไร ที่เห็นสมควรให้แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลง หรือเป็นการพัฒนาการเมืองของประเทศให้มีความก้าวหน้า มีความเสมอภาคเท่าเทียมให้กับประชาชน

                        “ถ้ารัฐบาลจะหมดเงิน 2,000 ล้านบาท เพียงเพื่อถามประชาชนว่าจะล้มหรือไม่ล้ม จะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจไม่มีวัตถุประสงค์ แฝงเร้น โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 309 ที่ต้องการล้มล้างผลพวงของรัฐประหาร คิดว่าควรไปถามประชาชน ไล่ไปทีละมาตรา เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความเห็น ก่อนการทำประชามติ แบบนี้การใช้เงินงบประมาณก็จะเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศ ก็จะคุ้มค่า และการจัดทำประชามติ ก็จะเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพรรคการเมืองใด สีไหน และผลการลงประชามติ ออกมาก็เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่เป็นที่ยอมรับและเป็นประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง” นายชวนนท์ กล่าว

 

จี้ 'ธาริต' หาคนปล่อยภาพ 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' พิมพ์ลายนิ้วมือ

 

                        นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต แถลงว่า ความร้อนรนร้อนตัว ของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาแถลงข่าวยืนยันสิทธิอำนาจของตัวเองในการดำเนินการนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) ว่า อธิบดีดีเอสไออาจจะมีความสับสน และคงอยู่ในภาวะกดดันมาก เนื่องจากนายธาริต กล่าวเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ว่า เหตุที่ไม่แจ้งมาตรา 157 ต่อนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ทั้งๆที่เป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่คือ ในฐานะนายกฯและ ผอ.ศอฉ. แต่นายธาริตระบุว่าที่ไม่แจ้งเพราะขณะนั้นสิ่งที่เป็นคำสั่งของท่านหรือการกระทำของท่านเกินขอบเขต หน้าที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี เพราะถ้ามีการปฏิบัติหน้าที่หรือทำอะไรที่เกินขอบเขตของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี เข้าข่ายมาตรา157 แต่ถ้านายธาริต พูดว่าถ้าเป็นการปฏิบัติเกินหน้าที่ ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติ ในฐานะเจ้าพนักงาน ตนเชื่อว่าเราไม่ต้องมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ก็ได้

                        นายชวนนท์ กล่าวว่า สิ่งที่นายธาริตพูดเป็นการพูดกลับหัวกฎหมายว่า นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมสถานการณ์ แต่ถ้านายธาริตเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่หรือคำสั่งใดๆมีความไม่ถูกต้อง ต้องฟ้องตามประมวลกฎหมายมาตรา157 คือ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และเมื่อเข้าข่ายมาตรา 157 ก็จะไม่ใช่อำนาจของดีเอสไอในการดำเนินการ เรื่องนี้จะต้องถูกส่งไปยัง ปปช.ตามกฎหมาย แต่นายธาริตพยายามที่จะเล่นกับกฎหมาย พยายามไปโยงว่า การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบถือว่าไม่ปฏิบัติในฐานะนายกฯจึงเป็นอำนาจของดีเอสไอ ไม่ใช่ปปช. ทั้งนี้ตนให้คนบันทึกคำแถลงการณ์ของนายธาริต ไว้หมดแล้ว เพราะเชื่อว่าเป็นหลักฐานอย่างดีที่จะเอาผิดกับนายธาริต

                        โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายธาริต ไม่ได้พูดถึงเหตุการณ์ การก่อการร้ายของแกนนำคนเสื้อแดงกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง การไต่สวนเมื่อวันที่ 14 ธ.ค. จำนวน 24 ราย การไต่สวนเป็นการสืบพยานนัดแรกของคดีก่อการร้ายที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา 24 ราย ถูกสั่งฟ้องโดยสำนวนของดีเอสไอ 24 คน ถูกส่งตัวไปที่ศาลด้วยข้อมูลที่ดีเอสไอ ส่งไปให้ศาล ในการสืบพยานเมื่อวาน เพื่อเตือนสติสังคมไทยว่า ดีเอสไอ ลืมไปแล้วหรือว่าเคยสั่งฟ้อง 24 คนนี้ ในฐานะก่อการร้าย และมีการเปิดคลิปวิดิโอ การสั่งเผาบ้านเผาเมืองประกอบการพิจารณา แต่ที่น่าแปลกในสำนวนที่นายธาริต พยายามที่จะเอาผิดนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ กลับไม่พูดถึง 24คนนี้หรือการก่อการร้าย กลายเป็นว่าเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เป็นความสงบ ปกติสุข ปราศจากอาวุธ แต่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพใช้อาวุธกับประชาชน นี่คือการพลิกสำนวนอย่างแท้จริงนายธาริต ไม่กล่าวถึงเลยนายธาริต ผิดพลาดและเร่งรีบเกินไปที่จะดำเนินการตามใบสั่ง

                        นายชวนนท์ ยังกล่าวถึง รูปพิมพ์ลายนิ้วมือนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพว่า คนของพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวเยอะ มีคนถ่ายรูปเยอะ แต่สิ่งที่ตนยืนยันได้คือ คนของพรรคไม่มีใครถ่ายรูปแล้วมาดำเนินการโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียของคนเสื้อแดงอย่างแน่นอน

                        “ตำแหน่งของผู้ที่ถ่ายรูปว่าเป็นเก้าอี้แถวหลังของฝั่งดีเอสไอ เป็นไปไม่ได้ที่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จะเดินอ้อมหลังนายธาริตไปนั่งหลังนายธาริตแล้วถ่ายรูป คิดว่าหากนายธาริตจริงจัง ที่จะหาตัวคนทำผิดไม่ใช่เรื่องยาก และถ้าดีเอสไอไม่มีปัญหาจะสืบหาคนทำผิดได้ก็ควรยุบกรมไปเลยดีกว่า เพราะถ้าเทียบกับเอฟบีไอของสหรัฐฯที่เขาทำเรื่องก่อการร้ายค้ายาเสพติดข้ามขชาติ แต่ของไทยมาทำเรื่องเงินบริจาคน้ำท่วม 2 หมื่นบาท แค่นี้ก็อายเขาแย่แล้ว แบบนี้จะเอาหน้าที่ไหนไปฝึกอบรมร่วมกับเขา” นายชวนนท์ กล่าว

 

'โกวิทย์' ดักคอ 'ธาริต' อย่าทำตัวเป็นปลาเน่า

 

                        นายโกวิทย์ ธารณา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ระบุจะตั้งกรรมการสอบสวนกรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ถ่ายรูประหว่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรองนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน (ผอ.ศอฉ.) พิมพ์ลายนิ้วมือในการไปรับทราบข้อกล่าวหาของดีเอสไอ ซึ่งถือเป็นการละเมิดคำสั่งผู้บังคับบัญชา และละเมิดสิทธิ์ผู้ถูกกล่าวหาว่า ขอประณามเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเลวๆบางคน ที่รับงานเพื่อดิสเครดิสทำลายอดีตผู้นำของประเทศและผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตนอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย ซึ่งหากนายธาริตตั้งใจที่จะหาคนทำผิดจริง ขอแนะนำให้ไปดูกล้องวงจรปิดในสำนักงานดีเอสไอ ซึ่งในห้องที่พิมพ์นิ้วมือมีการติดกล้องอยู่ 2 จุด และเป็นมุมกล้องที่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ในมุมกว้างทั้งห้อง ก็จะรู้ว่าลูกน้องคนไหนเป็นมือมืดถ่ายรูปสำคัญนี้ เพราะมุมที่ถ่ายเป็นด้านหลังของโต๊ะที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไออยู่ ไม่ใช่ฝั่งของผู้ถูกกล่าวหา อย่ามั่วให้ข่าวว่ามีคนเข้าไปในห้องมาก

                        “ผมกังวลว่า ความไร้วินัยและเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า ของคนในดีเอสไอบางคนกำลังจะทำลายองค์กรนี้ให้เสื่อม เพราะคำสั่งของผู้นำหน่วยยังไม่มีความหมาย ประสาอะไรกับข้อมูลความลับในคดีพิเศษ คดีที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ จะมีหลักประกันใดว่า คนในดีเอสไอจะไม่เอามาแลกเปลี่ยนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ อย่าลืมว่าดีเอสไอมีอำนาจล้นฟ้ามีกฏหมายในมือ หากใช้ในทางที่ผิด เช่น กรณีการเรียกคนที่บริจาคเงินผ่านพรรค เพื่อช่วยน้ำท่วมมาสอบปากคำทุกคน โดยอ้างเป็นคดีพิเศษ ทั้งที่มีเรื่องคดีอิทธิพลอื่นอีกมากในประเทศที่ต้องทำแต่กลับไม่ทำ และน่าเป็นห่วงนายธาริตที่ยังปกป้องคนผิดให้อยู่ในองค์กรนี้ ทั้งที่พยาน หลักฐานชัดเจน หากนายธาริตตั้งใจจะปกป้ององค์กรนี้จริง ก็ควรเอาปลาเน่าออกจากข้องก่อนที่จะเน่าเหม็นไปมากกว่านี้ หรือวันนี้ดีเอสไอทำตัวเข้าลักษณะ หัวส่ายหางกระดิก หากผู้นำทำตัวเป็นปลาเน่าเสียเอง องค์กรดีเอสไอก็เน่าไปทั้งข้อง” นายโกวิทย์ กล่าว

                        นายโกวิทย์ กล่าวว่า แต่ตนเชื่อมั่นว่ายังมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ดี มีศักดิ์ศรี ไม่รับงานการเมืองแต่ไม่มีอำนาจสั่งการใดๆ จึงอยากให้กำลังใจว่าทำหน้าที่ด้วยความสุจริต เป็นข้าราชการของแผ่นดินไม่ใช่ขี้ข้าของคนบางคน อย่างไรก็ตาม วันนี้การทุจริตคอรัปชั่นแพร่ระบาดไปทั่ว เพราะผลสำรวจโพลสะท้อนออกมาน่ากลัวว่า คนสมัยนี้รับได้กับการทุจริตโกงชาติบ้านเมือง หากได้รับผลประโยชน์ด้วย ซึ่งน่าห่วงว่า ถ้าทุกหน่วยราชการทำงานเหมือนดีเอสไอ จากเดิมเคยทำคดีใหญ่ๆ คดีทุจริต คดีอิทธิพลมาทำคดีมะโนสาเร่แทน แล้วจะตั้งดีเอสไอมาทำไม หากปล่อยให้เชื้อร้ายบ่มเพาะ ปล่อยให้การโกงพัฒนาไปหลายรูปแบบต่อไปประเทศไทยจะเหลือแต่ซาก เปรียบเหมือนวัวผอมเป็นโรคที่ถูกฝูงเหลือบดูดเลือดจนแพร่พันธุ์ขยายทำรังบนตัววัว จึงไม่แปลกใจว่าวันนี้รัฐบาลบริหารชาติจนเสียแชมป์ส่งออกข้าวรายใหญ่สุดของโลกให้เวียดนาม และเสียแชมป์ข้าวพันธุ์ดีหอมมะลิให้กัมพูชา แต่กลับได้แชมป์ทุจริตเพิ่มขึ้น หล่นมาอยู่ในลำดับที่ 88 จาก 80 และแชมป์พัฒนารูปแบบการโกงอย่างบูรณาการ เพราะชาติอื่นมีการพัฒนาในทางดีขึ้นแต่ของไทยกลับตรงกันข้าม