
มติพรรคร่วมฯทำประชามติก่อนแก้'รธน.'
'พรรคร่วมฯ'เคาะแล้ว!ทำประชามติก่อนโหวตแก้'รธน.'วาระ 3 ยันไม่แก้'ม.165'หรือออกกม.ประชามติใหม่ เชื่อใช้เสียงเกินครึ่งของผู้มาใช้สิทธิ์ก็ผ่านได้
14 ธ.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.00 น. พรรคร่วมรัฐบาลได้ประชุมหารือเพื่อกำหนดท่าทีในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายโภคิน พลกุล ประธานคณะทำงานพรรคร่วมฯ นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายภูมิธรรม เวชยชัย นายวราเทพ รัตนากร ทั้งนี้ มีตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาลเข้าร่วม โดยมีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมประชุม พรรคชาติไทยพัฒนา นำโดย นายชุมพล ศิลปอาชา รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะหัวหน้าพรรค นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายนิกร จำนง, พรรคชาติพัฒนา นำโดย นายประเสริฐ บุญชัยสุข รมว.อุตสาหกรรมที่เป็นตัวแทน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรค ที่ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ, พรรคพลังชล มีนายสันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ สส.บัญชีรายชื่อ เดินทางเข้าร่วมประชุม, ในส่วนของพรรคประชาธิปไตยใหม่ มีนายสุรทิน พิจารณ์ เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมดังกล่าวได้ใช้เวลาในการหารือและรับประทานอาหารนานกว่า 1 ชั่วโมง
จากนั้นเวลา 13.15 น. ตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลร่วมแถลงข่าว โดยนายจารุพงศ์ แถลงผลสรุปว่า พรรรคร่วมรัฐบาลมีข้อเสนอดังนี้ 1.แม้การลงประชามติในวาระ 3 จะเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงขององค์กรรัฐสภาเท่านั้น แต่หากสมาชิกรัฐสภา หรือประชาชนห้าหมื่นคนที่เสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ประสงค์ให้มีการทำประชามติว่า สมควรจะมีการแก้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ก็ไม่มีช่องทางจะทำได้ มีเพียง ครม.เท่านั้นที่สามารถดำเนินการได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ประกอบกับ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552
2.เพื่อให้ข้อเสนอแนะของคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลฯ ได้ข้อยุติลดความขัดแย้งเรื่องดังกล่าว จึงควรให้ครม. จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่า สมควรให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อให้เกิดความชอบธรรมเป็นประชาธิปไตย และเป็นธรรมขึ้นหรือไม่ โดยการเลือก สสร.ขึ้นมาเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่จะไม่มีการแก้ไขเรื่องรูปแบบของรัฐ รูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหมวดที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์
3.รัฐบาลควรสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับทุกพรรคการเมือง สถาบันการศึกษา องค์กรประชาธิปไตย และองค์กรประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อให้มีส่วนร่วมในการรณรงค์ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจถึงเหตุผลการทำประชามติ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความชอบธรรมและเป็นประชาธิปไตย
4.การจัดทำประชามติครั้งนี้ เป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งคัดค้านทั้งปวง เป็นความปรารถนาดีให้สังคมไทยมีทางออกอย่างละมุนละม่อม ไม่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งต่อไป ดังนั้นไม่ว่าผลของประชามติจะออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายต้องถือเป็นข้อยุติ และไม่มีกรณีที่จะอ้างประโยชน์หรือกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งให้ต้องรับผิดชอบในผลแห่งประชามติ
5.ไม่ว่าผลแห่งประชามติจะออกมาทางใด ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า รัฐสภาทรงไว้ซึ่งอำนาจที่จะแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่สอดคล้องต่อหลักนิติธรรมได้ตลอดไป
นายจารุพงศ์ กล่าวว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ต้องการให้เกิดข้อโต้แย้งคัดค้านทั้งปวง จึงให้ครม.จัดให้มีการออกเสียงประชามติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ได้ แต่ต้องทำความเข้าใจกับสังคมให้ชัดเจนว่า เป็นเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และความปรารถนาดี จึงไม่ใช่ประเด็นให้มาเรียกร้องความรับผิดชอบของ ครม. หากประชามติไม่ผ่าน หรือสมาชิกรัฐสภาอาจเสนอให้มีกฎหมายเฉพาะให้ออกเสียงประชามติในเรื่องนี้ หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 เพิ่มเติม การทำประชามติกรณีมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่ต้องทำความเข้าใจกับสังคมและต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า ไม่ใช่การถ่วงเวลา แต่การดำเนินการเช่นนี้เพื่อให้เกิดความรอบคอบ และดำเนินการไปพร้อมกับการรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชน
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ตนในฐานะตัวแทนรัฐบาล ที่ได้รับมอบหมายจากครม.รับข้อเสนอจากพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อนำไปดำเนินการเรื่องการจัดทำประชามติ ก็จะรับข้อเสนอดังกล่าวไปดำเนินการ ซึ่งจะพยายามเสนอเรื่องการจัดทำประชามติเข้าครม.ให้ได้โดยเร็วที่สุดภายในสัปดาห์หน้า
นายโภคิน พลกุล ประธานคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงกรณีการเสนอแนวคิดให้ลดจำนวนเสียงในการทำประชามติว่า ขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดดังกล่าว จะยังใช้บทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่ในการเดินหน้าทำประชามติ คือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 165 ประกอบ พรบ.ว่าด้วยการออกเสียงลงประชามติ พ.ศ.2552 ส่วนจำนวนเสียงของผู้ออกมาใช้สิทธิในการทำประชามติที่จะต้องให้ได้เกินครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงนั้น ถือเป็นเรื่องรายละเอียด ยังไม่ขอพูดถึง แต่เราก็ต้องรณรงค์อย่างสุดความสามารถให้ประชาชนออกมามีส่วนร่วมมากที่สุด
"การแก้กฎหมายเพื่อลดจำนวนเสียงประชามติเพราะหากทำเช่นนั้นจะเกิดความวุ่นวายแล้วก็ไม่ได้แก้กันพอดี เราเคารพ กติกาจะดำเนินการตามข้อบังคับที่มีหากประชาชนเห็นด้วยก็ให้มี สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ยกร่างขึ้นมาจากนั้นค่อยทำประชามติอีกครั้ง และวิธีการทำประชามติให้ได้เสียงประชาชนมา 23 ล้านเสียงนั้น ในส่วนของพรรคร่วมก็ต้องเดินหน้ารณรงค์และมหาดไทยก็มีเวทีสานเสวนาที่มีนักวิชาการและผู้มีความรู้ มาให้ความรู้แก่ประชาชนและไม่ใช้กลไกของรัฐในการเข้าไปช่วยเพราะมหาดไทยมีโครงการนี้อยู่ก่อนแล้ว" นายจารุพงศ์ กล่าว
นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะทำงานประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล หรือวิปรัฐบาล กล่าวว่า หากการทำประชามติไม่ผ่านก็จะไม่แก้ทั้งฉบับ แต่ทั้งนี้เห็นว่ายังสามารถเสนอแก้เป็นรายมาตราได้
ขณะที่ นายวราเทพ กล่าวว่า พรรคร่วมรัฐบาลเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะทำงานพรรคร่วมฯ และถือเป็นข้อสรุปที่ตรงกัน หลังจากนี้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีจะนำข้อเสนอดังกล่าวไปรายงานต่อ ครม. และจะหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อออกเป็นแนวทางในการรณรงค์ให้ประชาชนรับทราบก่อนทำประชามติภายใน 90-120 วัน ภายหลังจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องไปหาวิธีการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด
"ส่วนแนวทางการทำประชามติจะใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 165 ประกอบกับ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ 2552 ในมาตรา 9 คือ จะต้องมีจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ มากว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงและต้องได้รับการเห็นชอบมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ ซึ่งขณะนี้มีผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ 46 ล้านคน จึงต้องมีผู้ออกเสียงลงประชามติมากกว่า 23 ล้านคน และต้องได้รับคะแนนประชามติเห็นชอบมากกว่า 11.5 ล้านเสียง จึงถือว่าทำประชามติผ่าน ทั้งนี้ ตนดูแล้วว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนดเพราะการแก้รัฐธรรมนูญอยู่ในความสนใจของประชาชนไม่เหมือนกับการแก้รัฐธรรมนูญ ปี 50 ที่ดูเหมือนถูกบังคับให้มาใช้สิทธิ" นายวราเทพ กล่าว



