
'วราเทพ'ยันไม่เเก้กม.ประชามติ
'วราเทพ'ยันไม่เเก้กม.ประชามติ ด้าน'สดศรี'เเนะถามปชช.เเบบตรงๆ ไปเลยว่า ต้องการ'รธน.'40 หรือ 50
14 ธ.ค.55 นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยเเลนด์ เอฟเอ็ม 97 เมกะเฮริทซ์ กรณีที่่นายพีระพันธุ์ พาลุสุข สส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย เสนอให้เเก้กฎหมายประชามติ พ.ศ.2552 เพื่อให้การดำเนินการประชามติการเเก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหาใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ว่า ตอนนี้ยังไม่มีการคุยอย่างเป็นทางการในเรื่องเเก้กฎหมายใดๆ หรือกฎหมายประชามติในการตัดสินใจของรัฐบาลในอนาคคต เพราะกฎหมายประชามติเขียนล้อตามรัฐธรรมนูญ 2550 ค่อนข้างชัดเจน คือจำนวนเสียงผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ
นายวราเทพ กล่าวต่อว่า ย้ำว่าไม่มีการเเก้ไขกฎหมายประชามติ เพราะหากเเก้ไขกฎหมายฉบับนี้จะโดนท้วงติงอีกเเละโดนร้องเรียนคัดค้านจนกระบวนการเเก้ไขรัฐธรรมนูญยากกว่าเดิม ส่วนเสียงเกินกึ่งหนึ่งนั้น ต้องคิดจากผู้มีสิทธิออกคะเเนนเสียง คือ มากกว่า 23 ล้านคน จากผู้มีสิทธิลงคะเเนนเลือกตั้ง 46 ล้านคนทั่วประเทศ
เมื่อถามว่า หากประชาชนที่มาใช้สิทธิประชามติราวร้อยละ 60-70 นั้น ตัวเลขนี้จะไปถึงกึ่งหนึ่งเช่นใด นายวราเทพ กล่าวว่า กฎหมายประชามตินี้เขียนไว้ 2 ขั้นตอน รัฐธรรมนูญ มาตรา 165 บัญญัติว่า ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งย่อมมีสิทธิออกเสียงประชามติ การจัดให้มีการออกเสียงประชามติให้กระทำได้ในเหตุ ดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่า กิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสีย ของประเทศชาติหรือประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีอาจปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา เพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงประชามติได้ (2) ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีการออกเสียงประชามติ การออกเสียงประชามติตาม (1) หรือ (2) อาจจัดให้เป็นการออกเสียงเพื่อมีข้อยุติ โดยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติในปัญหาที่จัดให้มีการออกเสียงประชามติ หรือเป็น การออกเสียงเพื่อให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีก็ได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ การออกเสียงประชามติต้องเป็นการให้ออกเสียงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในกิจการ ตามที่จัดให้มีการออกเสียงประชามติ และการจัดการออกเสียงประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือเกี่ยวกับตัวบุคคล หรือคณะบุคคล จะกระทำมิได้ ก่อนการออกเสียงประชามติ รัฐต้องดำเนินการให้ข้อมูลอย่างเพียงพอ และให้บุคคล ฝ่ายที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบกับกิจการนั้น มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนได้อย่างเท่าเทียมกัน หลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งอย่างน้อยต้องกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการออกเสียงประชามติ ระยะเวลาในการดำเนินการ และจำนวนเสียงประชามติ เพื่อมีข้อยุติ
นายวราเทพ กล่าวต่ออีกว่า เมื่อมีผู้มาใช้สิทธิเกินกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 23 ล้านคน จาก 46 ล้านคน นับเพียงพอเเละเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิไม่ใช่เกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ เมื่อถามว่า นายพีรพันธ์เสนอเเก้กฎหมายนี้เพราะนำมาใช้จริงไม่ได้ นายวราเทพ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมาตรา165 นั้น กฎหมายประชามติเขียนล้อมาเเละกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบของศาลรัฐธรรมนูญเเล้วจึงใมีประเด็นใดขัดรัฐธรรมนูญ เมื่อถามว่า ประเด็นใดที่จะนำไปประชามติ นายวราเทพ กล่าวว่า กฎหมายระบุว่า ต้องระบุชัดในคำถามที่จะประชามติเเละทำความเข้าใจกับประชาชนในการทำประชามติเรื่องนั้นๆ ความชัดเจน คือ การลงมติวาระ 3ที่จะเเก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 โดยให้มี สสร.ขึ้นมายกร่างเเก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นต้องถามประชาชนว่า จะให้มี สสร.ชุดใหม่หรือไม่ แต่คำถามต้องคิดให้ชัดเจนก่อนสอบถามประชาชน
นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า การใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิลงคะเเนนเเละเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียงในการทำประชามติเรื่องนั้นๆ หากดำเนินการสองขั้นตอนนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไร หากจะดำเนินการตรงๆ ก็ถามตรงๆ ไปเลยว่า จะใช้รัฐธรรมนูญ 2540 หรือรัฐธรรมนูญ 2550 ถามให้ชัดเจนเลย จะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการตั้ง สสร.ขอให้กล้าๆ ถามประชาชนเเบบตรงๆ ไปเลย เพราะหลายคนบอกว่า รัฐธรรมนูญ 2540 ดีกว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มันประหยัดในการทำประชามติ หากไปถามประชาชนว่าต้องการเเก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่ ก็เป็นปัญหาตามมาว่าจะเเก้ไขทั้่งฉบับหรือเเก้ไขรายมาตรา มันจะมีประเด็นต่างๆ มากมาย หากต้องการจะประหยัดเงินเเละฟันธงในเรื่องนี้ให้ชัดเเบบไม่คลุมเครือเเละศาลรัฐธรรมนูญไม่ต้องวินิจฉัยก็ควรทำตามเเบบที่ตนเสนอ เพราะประชามติมันต้องชัดว่า ต้องการทำอะไรเเละประชาชนเข้าใจในเรื่องประชามตินั้นๆ หรือไม่
เมื่อถามว่า หากประชามติไม่ผ่านใครรับผิดชอบ นางสดศรี กล่าวว่า กฎหมายไม่ได้ระบุว่า ใครต้องรับผิด เเต่ในต่างประเทศมีการประชามติตลอดเวลา เช่น การสุบบุหรี่ในที่่สาธารณะเป็นต้น
"พงษ์เทพ"ชี้ยังไม่มีข้อเสนอแก้เกณฑ์ผ่านประชามติแก้รธน.มายังรัฐบาล
นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้สัมภาษณ์กรณีข้อเสนอของ นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย ให้แก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 เกี่ยวกับข้อยุติจำนวนเสียงการผ่านการประชามติให้มีจำนวนเสียงต่ำลงกว่าเดิม ว่า การลงประชามติมีกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ ซึ่งกฎหมายปัจจุบันมีความแตกต่างกันกับกฎหมายการออกเสียงประชามติเมื่อครั้งที่ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งการที่มีผู้เสนอให้ใช้กติกาเดียวกันก็เป็นข้อเสนอของผู้เสนอ อย่างไรก็ตาม เมื่อเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เสนอมาแล้วซึ่งถ้าเสนอไปที่สภาก็เป็นเรื่องของสภาที่จะต้องพิจารณา แต่ในส่วนของรัฐบาลยังไม่มีการเสนอมา
ต่อข้อถามที่ว่า ทำอย่างไรให้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนไม่ต้องซื้อมาด้วยราคาแพง นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ความจริงรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอยู่ก่อนแล้วแต่ถูกฉีกไป ฉะนั้นถ้าถามว่าจะต้องดำเนินการให้มีฉบับประชาชนออกมาถึงแม้จะต้องมีค่าใช้จ่ายอยู่บ้างแต่ค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่เสียไม่ใช่รัฐสภาหรือรัฐบาลต้องการให้เสีย แต่เนื่องจากมีกลไกบางส่วนที่เกี่ยวพันกันเรื่องทางศาลรัฐธรรมนูญ
"เพราะฉะนั้นหากจำเป็นต้องเสียซึ่งถ้าพูดถึงงบประมาณที่ใช้และมีการลงประชามติประมาณ 2 พันล้านเศษ แต่ถ้าหากว่า สุดท้ายแล้วกลไกนั้นทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเราเห็นอย่างไรในเรื่องนี้ และสุดท้ายต่อไปมีการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมจริง ๆ และเป็นรัฐธรรนูญของประชาชนที่ทุกคนมีส่วนเท่า ๆ กัน มีการจัดสรรระบบและผลประโยชน์ต่างๆในสังคมอย่างเป็นธรรมก็คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป"นายพงษ์เทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มั่นใจได้หรือไม่ว่าการออกเสียงประชามติรับฟังความคิดเห็นประชาชนก่อนลงมติวาระ 3 จะสามารถลดความขัดแย้งรุนแรงได้หรือไม่ นายพงษ์เทพ กล่าวว่า ถ้ามีการลงประชามติในเรื่องใดเราจะเห็นชัดคนส่วนใหญ่ที่มาลงประชามติก็จะเป็นส่วนที่ชัดเจนที่สุด ว่าเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ของประเทศ



