
'คลิปเสธ.อ้าย'คลื่นลมรุนแรงเกินคาด
'คลิปเสธ.อ้าย'คลื่นลมรุนแรงเกินคาด: ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ผมเห็นใจเจ้าหน้าที่ สทท.11 อย่างมากถึงมากที่สุด เพราะเข้าใจสภาวะของคนทำงานในกรมประชาสัมพันธ์โดยเฉพาะสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ที่เราเรียกกันย่อๆ ว่า ช่อง 11 ด้วยส่วนตัวเคยมีสถานะเป็น “กรรมการประชาสัมพันธ์แห่งชาติ (กปช)” ผ่านรัฐบาลมาหลายยุคหลายสีเสื้อ แต่ปัญหาคล้ายๆ กันและดูเหมือนว่าจะยังคงเป็นปัญหาอยู่อีกในวันข้างหน้าหากไม่มีการหาทางแก้ไขเยียวยา
ทุกท่านคงทราบดีถึงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของสิ่งที่เรียกว่า “สื่อ” ได้ว่า เป็น “ดาบหลายคม” บางคนบอกสองคมแต่ผมเชื่อว่าถ้าใช้ประโยชน์ก็คุณอนันต์แต่ถ้าไปในทางตรงข้ามก็โทษมหันต์และมีพิษสงรอบด้านอยู่ที่เราจะเลือกใช้คมไหนของมีดเล่มนี้ การที่ผมเรียนท่านผู้อ่านว่าได้ตระหนักถึงปัญหาที่ผ่านๆ มา เพราะกระบวนการ “แทรกแซงจากภายนอก” กระทั่งการใช้ทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรในการผลิตสื่อต่างๆ ไม่สามารถดำเนินได้ตามวัตถุประสงค์ขององค์กร นั่นคือ การเป็นองค์กรด้านข้อมูลข่าวสารที่เชื่อถือได้และได้รับความไว้วางใจจากสาธารณชนคนทั่วไป
เราจะเห็นได้ว่า เมื่อสีเสื้อหนึ่งขึ้นมามีอำนาจก็ใช้สื่อโหมประโคมข่าวโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง ถึงขนาดมีแผนผังบางอย่างออกมาเป็นเรื่องราวมีคดีความฟ้องร้องกันอยู่ในขณะนี้ พออีกสีเสื้อหนึ่งได้โอกาสบริหารประเทศ กระบวนการคล้ายๆ กันก็มิได้จางหายไป ทำให้ปรากฏการณ์พิเศษในการถ่ายทอดการแข่งขันมวยชิงแชมป์เมื่อวันสองวันก่อน ซึ่งภาพของอดีตนายกรัฐมนตรี ปรากฏตัวแถลงแก้ข้อกล่าวหาหลายประการซึ่งปรากฏในคลิปวิดีโอจากการชุมนุมทางการเมืองของเสธ.อ้าย กลายเป็นประเด็นกระทั่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณศันสนีย์ นาคพงษ์ ต้องเรียกอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เข้าไปชี้แจง คำถามของผมคือ ผมเชื่อว่า ท่านอธิบดีคงน้ำท่วมปาก และการชี้แจงก็คงเป็นไปตามแบบแผนประเพณีทางระบบงานว่าได้ดำเนินการกำชับกำชาและอาจกางเงื่อนไขสัญญาของภาคเอกชนที่มาเช่าซื้อเวลาของสถานีให้ท่านรัฐมนตรีดู ซึ่งก็คงไม่สามารถแก้ไขหรือยุติปัญหาอะไรได้ในเร็ววันนี้ เพราะ “ความมีอิทธิฤทธิ์ของสื่อ” นั้น มีอำนาจอิทธิพลมากมายเคยถึงกับตั้งและล้มรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว ทำให้การเข้าควบคุมจัดการสื่อเพื่อตอบสนองแนวนโยบายทางการเมืองหรือของคณะบุคคลผู้มีอำนาจอยู่ในเวลานั้นๆ กลายเป็น “เรื่องปกติ” และถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเนิ่นนาน
การเรียกร้องเสรีภาพ และการยกตัวเองเป็น “ฐานันดรที่ 4” หรือจะเรียกว่า “บุคคลพิเศษ ที่เหนือกว่านิติบุคคลทั่วๆ ไป” เพราะสื่อมักอ้างเรื่องของจรรยาบรรณจริยธรรม ซึ่งวันนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า สื่อจะไม่สามารถมีอิสระได้ เพราะสื่อด้วยกันเองก็ยังแตกแยก แบ่งค่ายแบ่งสี แถมคนของสื่อเองก็ยังควบคุมกันเองไม่ได้ สื่อถูกกดดันหรือตอบโต้จากนักการเมืองในการให้สัมภาษณ์หรือไม่ให้สัมภาษณ์ สมาคมสื่อเองก็ทำอะไรไม่ได้ มองว่าเป็น “เรื่องส่วนตัว” หรือคนของสื่อเอง มีคดีความ ถูกดำเนินคดี ก็ไม่มีกฎระเบียบหรือกฎเหล็กที่เข้มแข็งพอจะดำเนินการใดๆ เพื่อตอบคำถามคาใจของสังคมให้เรียนรู้ถึงความหมายของคำว่า “จริยธรรมคุณธรรมได้อย่างชัดเจน” นั่นเป็นเพราะ “สื่อเอง” จำนวนหนึ่งยังเป็น “สื่อสีเทา” และยินยอมให้คนภายนอกหรืออำนาจภายนอกองค์กรเข้าแทรกแซงได้อย่างสมยอม ในวันนี้ สื่อพยายามแฝงตัวแทรกตัวเข้าไปในองคาพยพต่างๆ ของสังคม มีอยู่ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ มีอยู่ในคณะกรรมการอนุกรรมการต่างๆ ในหลายองค์กรวิชาชีพ เพราะสาธารณชนให้ความสำคัญกับ “สื่อ” แต่อยากถามว่า “ตัวสื่อเองหรือสมาคมวิชาชีพสื่อ” ทำอะไรบ้างให้เป็นรูปธรรมกับปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้น หรือเพียงรอโอกาสถือคติ “พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสีย (ตำแหน่งดีๆ ผลประโยชน์บรรดามี อาจลอยมาหาไม่รู้เนื้อรู้ตัว)”



