
วิจัยชี้'ความรุนแรง'ส่งผ่านรุ่นต่อรุ่น
ผลวิจัยชี้ ความรุนแรงส่งผ่านการเรียนรู้ รุ่นต่อรุ่น เหตุระบบคิดชายเป็นใหญ่ สภาพจิตใจที่ถูกหล่อหลอมอบรมขัดเกลา หนุนบำบัดจิตพฤติกรรม ป้องกันกระทำผิดซ้ำ
13 ธ.ค. 55 ที่โรงแรมแรมปริ๊นซ์พาเลซ จัดเสวนา "การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้กระทำความรุนแรงในครอบครัว" จัดโดย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
รศ.บุญเสริม หุตะ แพทย์สาขาวิชามนุษย์นิเวศศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงผลการวิจัย โดยศึกษาเอกสารทางวิชาการทั้งในไทยและต่างประเทศ และสำรวจข้อมูลจากหน่วยงานและชุมชน รวมไปถึงการถอดบทเรียนการจัดการให้ผู้กระทำได้รับการบำบัดฟื้นฟู พบว่า สาเหตุที่ผู้ชายกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิง เพราะต้องการใช้อำนาจ ระบบคิดชายเป็นใหญ่ สภาพจิตใจที่ยอมรับพฤติกรรมรุนแรง การหล่อหลอมอบรมขัดเกลา ซึ่งสามารถส่งผ่านจากการเรียนรู้รุ่นสู่รุ่นได้ สำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้กระทำ จึงจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขทำข้อตกลงร่วมกัน ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ที่สำคัญคือ ผู้กระทำต้องยอมรับการบำบัดฟื้นฟู ทั้งโดยสมัครใจและบังคับบำบัด เพื่อไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ โดยสร้างความรู้พื้นฐานการอยู่ร่วมกับครอบครัวและสังคม
รศ.บุญเสริม กล่าวว่า กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญประเมินระดับความรุนแรง และต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือหน่วยงานยุติธรรม ขณะเดียวกันระหว่างที่รับการบำบัดฟื้นฟู ต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย อาทิ ไม่ถูกรบกวน ข่มขู่ คุกคาม โดยการบำบัดแบ่งเป็น 1. ฟื้นฟูแบบสมัครใจ เช่น กำหนดให้บำบัดการติดสุรา หรือสารเสพติด การเข้าพบจิตแพทย์ ควบคุมอารมณ์ 2. บำบัดฟื้นฟูแบบบังคับบำบัด ในกรณีที่ผู้ถูกกระทำได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม การให้คำปรึกษาต้องทำโดยนักวิชาชีพที่มีทักษะ โดยรูปแบบของโปรแกรมการให้บริการบำบัดฟื้นฟูมี 3 แบบ คือ การบำบัดฟื้นฟูเฉพาะผู้กระทำ , ผู้กระทำและคู่ครอง และทุกคนที่เกี่ยวข้องในครอบครัว ซึ่งจะคอยให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล และการบำบัดฟื้นฟูแบบเป็นกลุ่ม
รศ.บุญเสริม กล่าวว่า ในต่างประเทศจะมีการกำหนดระยะเวลาของการเข้าร่วมบำบัด เช่น ระหว่าง 2 สัปดาห์ ถึง 52 สัปดาห์ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของผู้เชี่ยวชาญหรือตามคำสั่งศาล และหน่วยงานคุมประพฤติ ซึ่งผู้กระทำต้องเข้าร่วมตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุด หากไม่ครบ หรือผิดเงื่อนไข ต้องเริ่มต้นกระบวนการใหม่ นอกจากนี้ในบางประเทศยังสามารถส่งต่อผู้กระทำเข้ารับการบำบัดรักษาในพื้นที่อื่นได้ สำหรับไทยยังไม่พบว่ามีการกำหนดระยะเวลา แต่จะเป็นการพิจารณาเป็นรายๆ หรือตามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งไทยจำเป็นต้องมีกระบวนการบำบัดฟื้นฟูโดยความร่วมมือ ผ่านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีความเชื่อมโยงตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ ควรมีการสนับจากภาครัฐ เช่น การจัดตั้งกองทุนคุ้มครองสวัสดิภาพ เพื่อเป็นทุนสำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม มีการนิเทศงาน และระบบการติดตามประเมินผล
นายสมชาย เจริญอำนวยสุข ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่าบทบาทหน้าที่หลักคือการนำกระบวนการทางกฎหมายมาใช้เพื่อให้การกระทำความรุนแรงเข้าสู่กระบวนการบำบัดทั้งด้านร่างกายและจิตใจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลและเครือข่ายภาคเอกชนฟื้นฟูและบำบัดผู้ถูกกระทำและผู้กระทำความรุนแรงทั้งในโรงพยาบาลและตามมูลนิธิต่างๆ วิธีที่ถูกต้องโดยจะดูสาเหตุที่ก่อให้เกิดความรุนแรงเป็นหลัก เพื่อแก้ไขไม่ให้กลับไปทำซ้ำอีก
นายสมชาย กล่าวว่า สำหรับการบำบัดและฟื้นฟูผู้กระทำความรุนแรงในหลายประเทศทำกันมานานแล้วโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา แคนนาดาอังกฤษ เป็นต้นซึ่งประเทศไทยได้นำวิธีเหล่านี้มาเป็นต้นแบบแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะความไม่เข้าใจในกระบวนการบำบัดรักษาอีกทั้งผู้ถูกกระทำเองไม่ให้ความร่วมมือรวมถึงทัศนคติเก่าๆ ที่ปลูกฝังให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายยอมทุกอย่างจึงมองเป็นเรื่องปกติทำให้ไม่กล้าแจ้งความดำเนินคดีกับสามีแม้จะถูกทำร้ายร่างกายก็ตาม
ด้านนางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลกล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นคือผู้กระทำความรุนแรงหันหน้าเข้าพึ่งหน่วยงานรัฐแต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือและยังไม่มีระบบรองรับเจ้าหน้าที่บางคนไม่เข้าใจกระบวนการขาดทักษะการมีส่วนร่วมคลี่คลายหรือการฟื้นฟูเบื้องต้นรวมถึงขาดความพร้อมในการส่งต่อระบบตามกฎหมายซึ่งสุดท้ายจึงมักนำไปสู่จุดจบคือความสูญเสียที่มีให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ดังนั้นจึงอยากให้เจ้าหน้าที่ฉุกคิดไม่มองเป็นเรื่องส่วนตัวของครอบครัว แต่ควรคิดว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยบริการที่ต้องบำบัดฟื้นฟูไม่ให้เกิดการกระทำซ้ำ
นางสาวสุเพ็ญศรี กล่าวว่า สิ่งที่เราคาดหวังคือการมีบทเรียนร่วมกันระหว่างกลไกลภาครัฐและภาคเอกชนพนักงานเจ้าหน้าที่หรือศาลสามารถออกคำสั่งให้ผู้กระทำความรุนแรงมารับการบำบัดได้และหากเจ้าหน้าที่มีความเข้าใจ ก็จะสามารถนำกฎหมายไปใช้ได้ อย่างไรก็ตามข้อกฎหมายที่ยังเป็นปัญหา เพราะยังขาดกองทุนสนับสนุนขาดงบประมาณในการดูแลติดตามรวมถึงเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ซึ่งศูนย์ประสานงานและศูนย์ปฏิบัติงานเพื่อป้องกันการกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวต้องเร่งหารือทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อจะสามารถรองรับคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ได้อย่างทันท่วงทีซึ่งเชื่อว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้



