ข่าว

อนุฯแก้รธน.สรุปรายงานเสนอกก.สมานฉันท์

อนุฯแก้รธน.สรุปรายงานเสนอกก.สมานฉันท์

28 พ.ค. 2552

อนุแก้ไขรนธ.เตรียมสรุปรายงานเสนอกก.สมานฉันท์ 4 และ 9 มิ.ย.นี้ เสนอแก้รธน. 7 ประเด็น ขณะที่กมธ.วุฒิแนะยุบพรรค - แก้ม. 237 ไม่ใช่วิธีแก้นักการเมืองทุจริต เสนอเพิ่มโทษอาญาชี้เป็นอาชญากรรมการเมือง

(28พ.ค.) เวลา 10.00 น. คณะอนุกรรมการ ศึกษาการ แก้ไข รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งมีพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานอนุกรรมการฯทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดยที่ประชุมได้มีการพิจาณาขอเสนอแนะเกี่ยวกับการบังคับใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยของคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อศึกษาการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2550 วุฒิสภา
 
 โดยนายสุรชัย  เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา  ในฐานะอนุกรรมการฯได้กล่าวถึงข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการสามัญฯในเรื่องประเด็นการยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งว่า คณะกรรมาธิการสามัญฯได้มีความเห็นออกเป็น 4 ความเห็น คือ 1 . ประเด็นดังกล่าวไม่ได้เกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2550 และในความเป็นจริงการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองในทางปฏิบัติแล้วไม่สามารถทำให้กรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองยุติบทบาททางการเมืองได้อย่างแท้จริง นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิอาจเชิดบุคคลอื่นเข้ามามีบทบาททางการเมืองแทน โดยตนเองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังขณะที่มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองเดิม ก็สามารถตั้งพรรคการเมืองใหม่ได้ การยุบพรรคการเมืองหรือแก้ไขมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญจึงอาจไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหานักการเมืองทุจริต
 
 2 .เห็นว่าจำนวนกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือการแต่งตั้งกรรมการบริหารของพรรคการเมืองควรแต่งตั้งเท่าที่จำเป็นในการบริหารเท่านั้น
 
  3 .การทุจริตการเลือกตั้งเปรียบเสมือนเป็นการประกอบอาชญากรรมทางการเมือง จึงควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยเพิ่มบทลงโทษทางอาญา กล่าวคือเมื่อพิสูจน์ได้ว่านักการเมืองผู้ใดนักการเมืองผู้ใดกระทำการทุจริตการเลือกตั้ง นักการเมืองผู้นั้นควรจะต้องรับโทษตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดพร้อมทั้งได้รับโทษอาญาด้วย
 
 4 .การยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะทำให้มีการสูญเสียบุคลากรที่มีความสามารถหลายด้านอันเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ ดังนั้นควรจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายรวมถึงจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญ
 
 อย่างไรก็ตามพล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวในที่ประชุมว่า ขอให้อนุกรรมการฯนำความเห็นเหล่านี้ไปพิจารณาด้วย ส่วนที่หาว่าตนจะแก้รัฐธรรมนูญนั้น ตนเป็นส.ว.สรรหาที่มาจากการเสนอของ มีพล.อ.วินัย ภัททิยกุล อดีต เลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) แล้วจะหาว่าตนจะมาแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างไร
 
 จากนั้นที่ประชุมได้พิจาณาร่างรายงานของคณะอนุกรรมการฯที่จะเสนอต่อคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ในวันที่ 4 มิ.ย.และ 9 มิ.ย.นี้ โดยร่างรายงานดังกล่าวได้มีการสรุปประเด็นที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ทั้งหมด 7 ประเด็น ( 1 .)การยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค มาตรา 64 และมาตรา 237 โดยอนุกรรมการฯเสียงส่วนใหญ่เห็นควรให้ยกเลิกเกี่ยวกับการยุบพรรคและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคทุกคน ส่วนอนุกรรมการฯส่วนหนึ่งเห็นว่ายังคงไว้ซึ่งการยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิ
 
  2 .)ที่มาของส.ส.มาตรา 93 ถึงมาตรา 94 ซึ่งอนุกรรมการฯส่วนใหญ่เห็นชอบให้ส.ส.มาจากการเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว 400 คนและให้มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และมีอนุกรรมการส่วนหนึ่งเห็นว่าให้ที่มาของส.ส.ยังเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 50
 
 ( 3 .)ที่มาของส.ว.มาตรา 111 ถึง 121 อนุกรรมการฯส่วนใหญ่เห็นควรให้แก้ไขที่มาของส.ว.โดยให้มาจากการเลือกตั้ง 200 คน แต่อนุกรรมการฯส่วนหนึ่งเห็นว่าให้คงไว้ซึ่งที่มาของส.ว.แบบมาจากากรเลือกตั้งและการสรรหาซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญปี 50
 
 ( 4 .)การทำหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา มาตรา 190 อนุกรรมการฯมีความเห็นร่วมกันให้คงหลักการเดิมในมาตรา 190 ไว้แต่เพิ่มเติมข้อความเกี่ยวกับประเภทหนังสือสัญญาใดที่ต้องได้รับความเห็นชอบต่อรัฐสภาไว้ในกฎหมายและเร่งรัดให้ออกกฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาตามความวรรคห้า
 
 ( 5 .)การดำรงตำแหน่งทางการเมืองของส.ส.มาตรา 265 อนุกรรมการฯเห็นร่วมกันในหลักการที่ให้แก้ไขเฉพาะกรณีส.ส.ให้สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ อาทิ ตำแหน่งเลขานุการและที่ปรึกษารัฐมนตรี เพื่อให้ส.ส.ได้มีโอกาสเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์การทำงานด้านการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมที่จะทำงานในตำแหน่งสำคัญต่อไป
 
 ( 6 .)การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนของส.ส.มาตรา 266 อนุกรรกมารฯส่วนใหญ่เห็นชอบให้แก้ไขเพิ่มเติมหลักการในบทบัญญัติมาตรา 266 เพื่อให้ส.ส.และส.ว.เข้าช่วยทำประโยชน์หรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดขึ้นผ่านส่วนราชการต่างๆได้ โดยเห็นว่าควรตัดข้อความในมาตรา 266 ( 1 ) ออกแล้วให้กำหนดไว้เช่นเดียวกับมาตรา 111 ของรัฐธรรมนูญปี 40 
 
(7.)ประเด็นที่มีการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติม เช่น การบัญญัติให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ กรณีบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นกระบวนการตัดสินโดยศาลเดียว ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญ แต่ที่ประชุมเห็นว่ายังไม่ควรนำมาพิจารณาในขณะนี้ 
 
อย่างไรก็ตามนายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ ส.ส. สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอนุกรรมการ ได้ติงว่า ในการเสนอแก้ไขมาตรา 237 เกี่ยวกับการซื้อสิทธิขายเสียงเป็นเรื่องเฉพาะตัว โดยหลักการจริงๆการรับโทษน่าไม่เท่ากัน คนที่เป็นกรรมการบริหารพรรคหรือหัวหน้าพรรคควรรับโทษมากกว่าอย่างเช่นเพิกถอนสิทธิทางการเมือง 10 ปี ขณะที่นายวิรัช รัตนเศรษฐ อนุกรรมการฯในส่วนพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กล่าวว่า ควรจะเขียนลงไปให้ชัดเจนว่าเราแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่ออะไร เพราะจะต้องมีคนสอบถามอยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญที่อนุกรรมารเสนอแก้จะลดความขัดแย้งตรงไหน 
 
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า หากเราจะเขียนว่าให้รัฐธรรมนูญนี้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นแต่มันจะไปกระแทกความรู้สึกของคนบางคน ดังนั้นต้องเลือกใช้คำเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ ไม่ให้คนอื่นรู้สึกว่าเราไปหักหาญน้ำใจเขา ดังนั้นตนจึงเลือกที่จะเขียนว่าได้ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญในเฉพาะประเด็นหลักๆที่เห็นว่าเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร