
ประชาพิจารณ์ทำไม...
ประชาพิจารณ์ทำไม... : บทความพิเศษ โดยน้ำเชี่ยว บูรพา
ขณะที่กระทรวงคมนาคมยังคงไม่สามารถจะเร่งรัดการดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ตามเป้าหมายและนโยบายการพัฒนารถไฟฟ้า 10 สายทาง 1 ในนโยบายหลักของรัฐบาลชุดนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้สักสาย จนกลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้รัฐบาลถูกนำไปเปรียบเทียบกับผลงานของกทม.อยู่เสมอ
เพราะแม้แต่รถไฟชานเมืองสายสีแดง บางซื่อ-ตลิ่งชันที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ แต่กลับต้องนำเอารถจักรดีเซลรางขึ้นไปวิ่งให้บริการแทน ผิดกับกทม.ที่หลายปีมานี้กลับสามารถโชว์ประสิทธิภาพการก่อสร้างและขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าได้ตามเป้าหมาย
จนหลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมโอนกิจการรถไฟฟ้าไปให้กทม.ดำเนินการเองน่าจะเหมาะสมกว่า
เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาโครงข่ายรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ของกระทรวงคมนาคม ทั้งที่อยู่ในความรับผิดชอบของ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่วนหนึ่งของความล่าช้าอืดเป็นเรือเกลือนั้น ก็มาจากนโยบาย “ไม้หลักปักเลน” ของรัฐบาลนั่นเอง
ดูอย่างโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี ที่ทำไปทำมาทำท่าจะกลายเป็นรถไฟฟ้าสาย “มหากาพย์” ที่หาบทสรุปไม่เจอ ทั้งที่ผ่านการทำประชาพิจารณ์จากประชาชนทุกภาคส่วนในพื้นที่ แถมคณะกรรมาธิการการปกครองส่วนท้องถิ่น สภาผู้แทนฯ หรือแม้แต่ส.ส.ในเขตพื้นที่ต่างก็ออกโรงเรียกร้องให้ รฟม.เร่งตัดสินใจในเรื่องการปรับเปลี่ยนเส้นทางรถไฟฟ้าสายนี้ให้สะเด็ดน้ำกันมานานแล้ว
แต่จนป่านนี้กระทรวงคมนาคมก็ยังเล่นเอาเถิดกับรถไฟฟ้าสายนี้ ไม่ยอมตัดสินใจใดๆ ลงไป
นัยว่าเรื่องของเรื่องนั้นก็ล้วนมาจากการเมืองภายในพรรค เพราะแนวเส้นทางเดิมที่สำนักนโยบายและแผนขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาไว้นั้นจะลากเส้นทางรถไฟฟ้าเข้าไปยังตลาดมีนบุรีก่อนหักศอกลากไปสิ้นสุดสายทางที่ถนนรามคำแหงตัดถนนร่มเกล้า บริเวณศาลมีนบุรี
แต่หลังจัดทำประชาพิจารณ์ ประชาชนในพื้นที่ได้ร้องเรียนขอให้ปรับขยายแนวเส้นทางไปตามถนนสุวินทวงศ์เพิ่มไป สิ้นสุดที่การไฟฟ้ามีนบุรีที่มีความเหมาะสมกว่าและแก้ไขปัญหาจราจรได้มากกว่า ซึ่งกรรมาธิการเองก็เห็นชอบและจัดทำรายงานสรุปนำเสนอผ่านมายังรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม
แต่ก็กลับเป็นประธาน รฟม.เองที่ออกโรงขวางการรื้อสายทางดังกล่าว ด้วยข้ออ้างกลัวจะทำให้โครงการล่าช้า แม้กรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นและส.ส.ในพื้นที่ของพรรคเพื่อไทยเองจะลงชื่อเป็นบัญชีหางว่าวขอให้กระทรวงคมนาคมและรฟม.ทบทวนแนวสายดังกล่าว
อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงการพิจารณาทบทวนสายทางและเนื้องานของรฟม.เองนั้น ยังไงเสียโครงการก็ต้องล่าช้าไปจากเดิมอยู่แล้วโดยเนื้อหา ด้วยโครงการเดิมที่สนข.ศึกษาไว้ ด้วยมูลค่าลงทุน 3.7 หมื่นล้านบาทนั้น วันนี้ก็คงทะลักขึ้นไป 5-6 หมื่นล้าน เพราะของเดิมยังไม่ได้ลงลึกรายละเอียดไม่ได้คำนวณต้นทุนเผื่อเหลือเผื่อขาด ไม่ได้เผื่อเงินเฟ้อ วัสดุก่อสร้าง ค่าแรง 300 บาทของรัฐบาล ไหนจะเรื่องของสถานีที่ต้องออกแบบใหม่ ปรับเพิ่มขึ้นจาก 24 สถานีเป็น 30 สถานี ทำให้ปริมาณงานเพิ่มขึ้นอีกพะเรอเกวียน
แต่ก็ดูเหมือนประธานรฟม.จะยืนกระต่ายขาเดียว !
เรื่องของเรื่องจึงทำให้ปัญหาเรื่องแนวสายทางรถไฟฟ้าสายสีชมพูดูจะไม่ “สีชมพู” สมชื่อแต่กำลังจะทำเอา รฟม.และคมนาคม “สีข้างถลอก”แทน เพราะยังคง “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” คาราคาซังไม่ไปไหน
ก็คงต้องฝากไปยัง ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคมและ “นายกฯปู ยิ่งลักษณ์” ไหนๆ โครงการนี้ก็ต้องล่าช้าไปร่วมปีอยู่แล้ว ก็น่าจะถือโอกาสนี้ทบทวนสายทางให้มันสะเด็ดน้ำไปซะทีเดียว อย่าลืมว่าโครงการรถไฟฟ้านี้ไม่ได้ลงทุนกันแค่พันสองพันล้านแต่ว่ากันหลายหมื่นล้านบาท
หากตัดสินใจปักหมุดลงไปแล้ว มันต้องใช้กันไปเป็น 50 ปีเป็น 100 ปีไปจนชั่วลูกชั่วหลาน จึงไม่อาจจะทำเอาแบบสุกเอาเผากิน ทำกันอย่างลวกๆ ได้ เหมือนภาษิตโบร่ำโบราณที่ท่านว่าปลูกเรือนผิดคิดจนตัวตายนั่นแหละ
ยิ่งโครงการนี้มีการจัดทำประชาพิจารณ์ ระดมประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นซึ่งกอปรด้วยฝ่ายค้าน รัฐบาล นักวิชาการครบครันที่ต่างก็เออออห่อหมกด้วยกับการปรับเปลี่ยนสายทางที่ว่านี้
เขาทำประชาพิจารณ์มาแล้ว แต่รัฐไม่ยอมรับ ก็ไม่รู้รัฐจะทำประชาพิจารณ์ไปทำไม



