
'นักวิชาการ'เห็นต่างทำประชามติ
'นักวิชาการ' เห็นต่างปมทำประชามติแก้รธน. ขณะที่ 'บรรเจิด' เห็นด้วย พร้อมหนุน 'กกต.' ทำหน้าที่ขับเคลื่อน ด้าน 'อดีตสสร.50' ชี้ทำไม่ได้ เหตุ รธน.ไม่เปิดช่อง
12 ธ.ค.55 นายบรรเจิด สิงคเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ให้ความเห็นในฐานะเป็นนักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ในประเด็นที่รัฐบาลเตรียมตัดสินใจที่จะทำประชาเสวนา หรือ ประชามติ ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ตนเห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าว และเห็นว่าหากรัฐบาลเดินหน้าทำประชามติถามประชาชนว่าสมควรแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ ก็ไม่เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 วรรคสี่ ที่ระบุไม่ให้ออกเสียงประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนแนวทางการตั้งคำถามเพื่อสอบถามประชาชนนั้นเชื่อว่าจะเป็นข้อคำถามที่ว่ายอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่
นายบรรเจิด กล่าวต่อว่า สำหรับการทำประชามตินั้น ส่วนตัวมองว่าควรให้หน่วยงานกลาง เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาล พรรคเพื่อไทย เช่น กระทรวงมหาดไทย หรือ กระทรวงยุติธรรม โดยสาระหลักที่ต้องให้ความสำคัญคือการให้สาระเชิงข้อมูลกับประชาชน ทั้งในฝ่ายของผู้ที่สนับสนุนการแก้ไขหรือกลุ่มที่คัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญ ด้วยการจัดเวทีกลางให้บุคคลทั้ง 2 ฝ่ายมาให้ข้อมูลกับประชาชน อย่างทั่วถึง สำหรับระยะเวลาการทำความเข้าใจกับประชาชน เชื่อว่า 2 - 3 เดือนน่าจะเพียงพอ
“ หลักการว่าจะทำประชามติ จำเป็นต้องให้ฝ่ายที่ค้านและสนับสนุนมาให้ข้อมูลกับประชาชนอย่างเพียงพอ ที่จะนำไปพิจารณาหรือตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ 2550 โดยแนวทางต้องทำอย่างกว้างขวาง ครอบคลุม และอย่าลืมว่าการจัดทำประชามติครั้งนี้ ไม่ใช่เป็นประเด็นให้รัฐบาลรณรงค์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน ดังนั้นฝ่ายรัฐที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ควรที่จะเข้ามาดำเนินการ และควรให้หน่วยงานกลางเป็นผู้ที่ดำเนินการแทน” นายบรรเจิด กล่าว
ส่วนนายคมสัน โพธิ์คง อาจารณ์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 50 กล่าวว่า ตนมองว่าการจัดให้มีการออกเสียงประชามติเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบนั้น ทำไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 กำหนด เนื่องจากมาตราดังกล่าวได้ระบุชัดเจนว่าการทำประชามติสามารถทำได้เฉพาะการบริหารราชการแผ่นดิน ที่อาจส่งผลกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติ หรือ ประชาชนเท่านั้น โดยประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องของการทำงานของรัฐบาล นอกจากนั้นแล้วในมาตรา 165 วรรคสี่ที่ระบุว่าไม่ให้ออกเสียงประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือ เกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคล เขียนไว้ชัดเจนอยู่ในตัวว่าการออกเสียงประชามติถามความเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้นทำไม่ได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ว่าด้วยเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทบัญญัติข้อไหนที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ นอกจากนั้นแล้วในมาตรา 291 ไม่ได้มีการเปิดช่องให้มีการทำประชามติก่อนการลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสามเช่นกัน
“ หากรัฐบาลจะทำประชามติจริงๆ สามารถทำได้หลังจากที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 โดยเปิดช่องให้มีการทำประชามติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเท่านั้น แต่หากรัฐบาลจะเดินหน้าโดยไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ก็จะไม่ถือว่ามีผลผูกพันในทางปฏิบัติ ทั้งนี้ผมมองว่าเหตุที่รัฐบาลเตรียมใช้ช่องทางทำประชามติก่อนแก้รัฐธรรมนูญ เป็นแค่เกมการเมือง โดยใช้เสียงประชามติของประชาชนมาปะทะกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ” นายคมสัน กล่าว
ทางด้านนายไชยันต์ ไชยพร อาจารณ์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับการทำประชามติถามประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ตนกังวลว่าหากยึดบทบัญญัติเดิมที่ใช้เกณฑ์เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งท้ายสุดแล้วอาจไม่ได้ช่วยแก้ไขความขัดแย้งของบุคคลที่เห็นต่างเรื่องแก้รัฐธรรมนูญได้ ส่วนแนวทางที่รัฐบาลเตรียมพิจารณานอกเหนือจากการทำประชามติ คือ ทำประชาเสวนา นั้นตนไม่เห็นด้วย เพราะการทำประชาเสวนา เท่ากับทำประชาพิจารณ์ โดยที่ผ่านการทำประชาพิจารณ์ไม่สามารถนำผลมาบังคับใช้ได้ และถูกใช้เป็นแค่พิธีกรรมในการรับรองเรื่องใดเรื่องหนึ่งตามใจของผู้ที่มีอำนาจเท่านั้น



