ข่าว

ยกฟ้อง!'2เยาวชน'ไม่ผิดร่วมนปช.เผาห้าง

ยกฟ้อง!'2เยาวชน'ไม่ผิดร่วมนปช.เผาห้าง

12 ธ.ค. 2555

ศาลเยาวชน พิพากษายกฟ้อง "2 เยาวชนชาย" ไม่ผิด ร่วม นปช.เผาเซ็นทรัลเวิลด์ 19 พ.ค. 53 ประจักษ์พยาน ชี้ไม่ได้ว่าเป็นคนวางเพลิง แถมค้นตัวไม่พบของกลางใช้ทำผิด

                            12 ธ.ค. 55  ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง สนามหลวง  ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายป๊อบ (นามสมมติ) อายุ 16 ปี และนายปื๊ด (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นเยาวชน เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันวางเพลิง เผาทรัพย์โรงเรือน อันเป็นสถานที่เก็บสินค้าของผู้อื่น และเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 , 83 , 217 , 218 และ 224 และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พ.ย.2514 ข้อ 56

                            ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 7 ก.ย.53 สรุปว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกับนายสายชล แพบัว และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ จำเลยในความผิดฐานเดียวกันซึ่งถูกยื่นฟ้องเป็นคดีอาญา ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ในคดีหมายเลขดำ ด.2478/2553 ได้ร่วมกับพวกที่ยังหลบหนี ร่วมกันบุกเข้าไปในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 ช่วงการสลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเผาอาคารดังกล่าว เป็นเหตุให้นายกิติพงศ์ สมสุข ถึงแก่ความตาย อยู่ภายในอาคาร

                            โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิด จึงพิพากษายกฟ้อง

                            ภายหลังนายโชคชัย อ่างแก้ว ทนายความ กล่าวว่า ที่ศาลยกฟ้องจำเลยทั้งสองมีรายละเอียดจำนวนมาก ที่สำคัญคือศาลเห็นว่า พยานหลักฐานของอัยการโจทก์ที่ปรากฏยังไม่พอฟังได้ว่าจำเลยได้ร่วมกันกระทำความผิด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ดับเพลิง กทม. และ เจ้าหน้าที่ รปภ. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานไม่มีใครยืนยันได้ว่า เห็นจำเลยทั้งสองเป็นผู้ก่อเหตุ อีกทั้งคดีจำเลยถูกจับกุมในเวลา 17.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเย็น และเมื่อถึงตรวจค้นก็ไม่พบของกลางในตัวของจำเลยที่จะเป็นอุปกรณ์วางเพลิงได้ ประกอบกับภาพกล้องวงจรปิดก็ไม่พบว่าจำเลยอยู่ในเหตุการณ์ ขณะที่จำเลยทั้งสองยังยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่ได้ร่วมกระทำความผิด เพียงแต่วันเกิดเหตุหลังการสลายการชุมนุมด้วยความกลัวได้เข้าไปหลบในห้างที่เกิดเหตุแล้วจึงถูกจับกุมตัว

                            นายโชคชัย ทนายความ กล่าวอีกว่า เดิมทีเยาวชนทั้งสองถูกตั้งข้อหาเพียงร่วมกันปล้นทรัพย์ ซึ่งศาลเยาวชน ฯ ได้พิพากษายกฟ้องไปแล้ว แต่ขณะเดียวกันกลับมีการตั้งข้อหากับทั้งสองเพิ่ม ร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ในคดีนี้ ซึ่งต้องต่อสู้คดีกันมานานกว่า 2 ปีแต่ในที่สุดศาลก็พิพากษายกฟ้อง จากนี้ต้องรอดูว่าพนักงานอัยการจะอุทธรณ์คดีอีกหรือไม่ ส่วนเราขณะนี้ยังไม่คิดฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่อยากให้มีการเยียวยาเยาวชนทั้งสองเพราะระหว่างต่อสู้คดี ต้องลาออกจากงานเพื่อเดินทางมาขึ้นศาลทำให้ขาดรายได้ ขณะที่ต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

                            ด้านนายปื๊ด เยาวชน อายุ 17 ปี ขณะเกิดเหตุ กล่าวว่า ขณะนี้ตนทำงานอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง โดยหลังเกิดเหตุคดีนี้ได้รับความกระทบกระเทือนทั้งในเรื่องเรียน เรื่องงาน เพราะต้องเดินทางมาศาลบ่อยและมีค่าใช้จ่ายสูง เมื่อศาลมีคำพิพากษายกฟ้องก็รู้สึกดีใจ เพราะตนอดทนพิสูจน์แล้วว่า เราเป็นผู้บริสุทธิ์

                            "อยากฝากถึงผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องว่าหากจะมีการเอาผิดในศาลชั้นต่อไป ก็อยากให้คิดสักนิดว่า มีหลักฐานเพียงพอหรือไม่ และอยากฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยเหลือในสิทธิต่างๆ ที่สูญเสียไป ทั้งเรื่องการเรียน การงาน และค่าใช้จ่าย"

                            ขณะที่ นายป๊อบ เยาวชน อายุ 16 ปี ขณะเกิดเหตุ กล่าวว่า ขณะเกิดเหตุตนเป็นผู้ช่วยกุ๊ก ร้านอาหารภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อถูกจับคดีนี้ก็ต้องหาเงินประกันตัวออกมา แล้วยังต้องลาออกจากงานเนื่องจากเดินทางมาศาลบ่อย ส่วนเวลานี้ก็ไม่ได้ทำงานอะไร จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือดูแลด้านสิทธิต่างๆ ที่ควรจะได้รับหลังศาลยกฟ้องด้วย

                            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ที่อัยการยื่นฟ้อง นายสายชล แพบัว การ์ดนปช. และนายพินิจ จันทร์ณรงค์ ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้นั้น ขณะนี้ คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างสืบพยาน โดยสืบพยานโจทก์นัดสุดท้ายไปเมื่อวันที่ 5 พ.ย.นี้

                            ส่วนคดีปล้นทรัพย์ห้างเซ็นทรัลเวิลด์นั้น ก่อนหน้านี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.54 ยกฟ้องนายพินิจ จันทร์ณรงค์ อายุ 27 ปี , นายวิศิษฐ์ แก้วหล้า อายุ 34 ปี , นายอาทิตย์ เบ้าสุวรรณ อายุ 30 ปี , นายพรชัย โลหิตดี อายุ 37 ปี , นายยุทธชัย สีน้อย อายุ 24 ปี และนางเจียม ทองมา อายุ 46 ปี ในความผิดเกี่ยวกับการปล้นทรัพย์ รวม 18 รายการ มูลค่า 95,430 บาท เนื่องจากยังไม่มีทรัพย์สินของกลางที่ยืนยันว่าจำเลยทั้งหมดเป็นผู้กระทำความผิด แต่ให้จำคุกจำเลยดังกล่าวคนละ 1 ปี ฐานฝ่าฝืนประกาศข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกไว้จำเลยคนละ 6 เดือน ขณะที่นายคมสันต์ สุดจันทร์ฮาม อายุ 43 ปี จำเลยที่ 3 ศาลเห็นว่ามีความผิดฐานลักทรัพย์และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ จึงให้จำคุก 3 ปี 6 เดือน