ข่าว

การเมืองของการอยู่ด้วยกัน

การเมืองของการอยู่ด้วยกัน

11 ธ.ค. 2555

การเมืองของการอยู่ด้วยกัน : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

              การเมืองช่วงนี้ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันลมหนาวก็ไม่มาสักที (หรือว่าผ่านไปแล้วอย่างรวดเร็วก็ไม่รู้)

              ผมกลับรู้สึกว่า ท่ามกลางความร้อนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นนี้ สิ่งที่สำคัญน่าจะอยู่ที่เรื่องของ "การเมืองของการอยู่ด้วยกัน"

              การเมืองของการอยู่ด้วยกันคงเป็นเรื่องที่คิดให้ง่ายก็ง่าย คิดให้ยากก็ยาก เพราะเวลาที่เรียกเรื่องการเมือง นั้นเราก็มักจะชอบพูดว่า การเมืองเป็นเรื่องของการตัดสินใจ การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ หรือการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์

              แม้กระทั่งคำพูดที่ชอบพูดกันติดปาก แต่บางทีความสำคัญไม่ใช่เรื่องของความหมายที่เข้าใจร่วมกัน

              เท่ากับการที่พูดแล้วมันทำให้เราดูดีกว่าคนอื่น… เช่น การเมืองคือธรรมะ

              ผมอยากจะเสนอว่า เดือนธันวาของทุกปี น่าจะเป็นเดือนที่เราควรจะทบทวนกันว่า เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร และที่ผ่านมา และในอนาคต เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร

              สรุปง่ายๆ ผมคิดว่า การเมืองเป็นเรื่องของการกำหนดความดีงามร่วมกัน และการตั้งคำถามว่าเราจะไปถึงสิ่งนั้นร่วมกันได้อย่างไร

              เรื่องนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามีความเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน และมองว่าเราไม่สามารถที่จะบรรลุความเป็นตัวเราได้ถ้าปราศจากคนอื่นรอบตัว

              เพราะบางเรื่องเราก็ลืมกันไป เช่นเมื่อเราพูดถึงประชาสังคม เราก็ลืมไปว่ารากเหง้าของประชาสังคมก็คือ สังคมที่มีความหลากหลาย และต้องธำรงไว้ซึ่งความหลากหลาย เพื่อไม่ให้รัฐ หรือตลาดนั้นแอบอ้างเอาความถูกต้องหนึ่งเดียวไปใช้ในการกำหนดชีวิตของเรา

              แต่บางทีไปๆ มาๆ เราก็ไปนึกว่าประชาสังคมมันแปลว่า องค์กร หรือตัวแทนที่จะเข้าไปนั่งกับรัฐ และสุดท้ายก็กลายเป็นรัฐ หรือบางทีไปเป็นเสียงข้างน้อยก็นึกว่าเป็นเสียงข้างมาก หรือคิดว่าเป็นอาชีพที่จะทำมาหากินได้

              กลับมาเรื่องของการกำหนดความดีงามร่วมกัน และการอยู่ร่วมกัน ก็อย่าลืมว่า การอยู่ร่วมกันนั้นก็เป็นความดีงามอย่างหนึ่งด้วย ไม่ใช่คิดว่า การอยู่ร่วมกันจะต้องถูกบังคับให้เกิดขึ้นภายใต้ความดีงามบางอย่างเท่านั้น

              พูดกันง่ายๆ อย่างกรณีของการเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษานั้น ผมคิดว่าในทางหนึ่งเป็นเรื่องของความน่ายินดีที่ได้เห็นความสุขและความพร้อมเพรียงของผู้คน

              แต่ในอีกทางหนึ่งผมกลับได้ยินแต่การเปล่งเสียงและความพยายามเปล่งเสียงกลบเสียงอื่นๆ อยู่ไม่ใช่น้อย และไม่ค่อยเห็นคนที่เปล่งเสียงนั้นหยิบยกเอาประเด็นเรื่องของความรักและเมตตาต่อกันมาพูดกันสักเท่าไหร่

              ในขณะเดียวกันในโลกอีกโลกหนึ่งก็พบกับการพยายามเปล่งเสียงเหมือนกัน เหมือนกับว่าวันนี้ของปีจะต้องเปล่งเสียงแข่งกันให้ได้ ทั้งที่ผมคิดว่า สุดท้ายคำถามท้าทายก็คือ ความเมตตาและปรารถนาดีต่อกันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

              ประเด็นสำคัญที่ไม่น้อยไปกว่าเรื่องของการแสดงความจงรักภักดีของเรา และการตั้งคำถามกับความจงรักภักดีของคนอื่น ก็น่าจะอยู่ที่ว่า เราจะอยู่ด้วยกันต่อไปอย่างไรในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลาย และเมื่อพูดถึงเรื่องนี้เราก็คงจะต้องมาตั้งคำถามว่าการจะอยู่ด้วยกันได้คงจะต้องคำนึงถึงหลักการบางอย่างที่ทุกฝ่ายพอจะอยู่กันได้

              ส่วนเรื่องที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวานก็เป็นเรื่องที่สำคัญมิใช่น้อย นั่นก็คือ เรื่องของวันรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็ควรจะตั้งหลักกันว่ารัฐธรรมนูญคือกฎกติกาที่ทำให้เราอยู่ด้วยกันได้ ไม่ใช่แค่คิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของหลักการที่ฝ่ายเราถูกและอีกฝ่ายผิด

              รัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายอยู่ด้วยกันได้คงจะต้องเกิดจากการพูดคุยกันมากขึ้น ไม่ใช่แค่มองว่าจะมาคุยกันเพื่อจะแก้อะไร แต่คงต้องถามว่ารัฐธรรมนูญจะทำให้เราอยู่ด้วยกันได้อย่างไรด้วยครับ