ข่าว

'ค้าชายแดน'โอกาสทองของไทย

'ค้าชายแดน'โอกาสทองของไทย

10 ธ.ค. 2555

'ค้าชายแดน' โอกาสทองของไทย จี้เร่งยกฐานะด่านถาวร - ผุดเขตศก.พิเศษ : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน

                            “การค้าชายแดน” เป็นตลาดที่ไทยให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่สามารถทดแทนตลาดหลักๆ อย่างสหรัฐ หรือยุโรปที่ประสบกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจได้ก็ตาม ดังจะเห็นได้จากมูลค่าการค้าขายระหว่างกันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

                            ขณะที่ยอดส่งออกในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2555 การค้าชายแดนของไทยกับมาเลเซีย เมียนมาร์ ส.ป.ป.ลาว และกัมพูชา มีมูลค่ารวม 759,140.3 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นเพิ่มขึ้น 1.7% แบ่งเป็นการส่งออกมูลค่า 467,277.2 ล้านบาท ลดลง 4.1% ขณะที่การนำเข้ามูลค่า 291,863.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.7% โดยไทยได้ดุลการค้ากว่า 1.7 แสนล้าบาท

                            โดยมูลค่าการค้าขายระหว่างไทย-มาเลเซียมีจำนวนสูงสุดถึง 436,670.3 ล้านบาท คิดเป็น 57.5% ของการค้ารวมของทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งไทยได้ดุลการค้ากับมาเลเซีย แต่ขาดดุลการค้ากับเมียนมาร์

 

ชู5ยุทธศาสตร์ดันค้าชายแดน

 

                            ทั้งนี้ ช่วงปีที่ผ่านมาไทยประสบกับปัญหาการส่งออกที่ซบเซา ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป ทั้งส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าอื่นๆ ของไทยด้วย ทำให้รัฐบาลต้องเร่งจัดทำยุทธศาสตร์ค้าชายแดน ที่จะช่วยผลักดันการส่งออกของไทยให้มากขึ้น

                            โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ตั้งคณะทำงานส่งเสริมการสร้างฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้าน และการค้าชายแดน ที่มีนายโอฬาร ไชยประวัติ ประธานผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) เข้ามาเป็นแกนหลักในการวางแผนยุทธศาสตร์ 5 ด้าน พร้อมวางเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าเป็น 2 เท่าจากปัจจุบัน หรือให้มีมูลค่าการค้ารวมแตะที่ 2 ล้านล้านบาทในปี 2558 ที่จะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จากปีนี้ที่มูลค่าการค้าชายแดนรวมจะอยู่ประมาณ 9 แสนล้านบาท ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ต้องการเห็น 1 ล้านล้านบาท

                            สำหรับยุทธศาสตร์ 5 ข้อประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ระหว่างประเทศและนิคมอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน 2.ยุทธศาสตร์การค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น 3.ยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารที่ผลิตในประเทศหนึ่ง และนำไปแปรรูป-จำหน่ายอีกประเทศหนึ่ง 4.ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว การบริการในประเทศเพื่อนบ้าน และ 5.ยุทธศาสตร์เจโทร ออฟ ไทยแลนด์ เพื่อเป็นพี่เลี้ยงให้กับนักลงทุนไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เหมือนกับบทบาทหน้าที่ของเจโทร หรือองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น

 

จี้รัฐเร่งยกระดับด่านถาวร

 

                            ในฝั่งของภาคเอกชนเอง สิ่งที่ต้องการเห็นโดยเร่งด่วนคือการเปิดด่านชายแดนให้เป็นด่านถาวร เพื่อขยายเวลาการทำงาน และอำนวยความสะดวกด้านการค้า ขณะเดียวกันอยากเห็นการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยนายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ต้องการให้ภาครัฐเร่งเปิดด่านทั่วไปซึ่งเป็นจุดผ่อนปรน ให้เป็นด่านถาวรโดยเร็วที่สุด เพื่อขยายเวลาในการเปิดด่าน อำนวยความสะดวกด้านการค้าขายให้มากขึ้น รวมทั้ง อยากเห็นการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ด่านแม่สอด ที่วางแผนมาระยะหนึ่งแล้ว

                            “การเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็เพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนของไทยไปลงทุนตั้งโรงงาน ลดภาระต้นทุนด้านแรงงาน เพราะจะสามารถใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทดแทนได้สะดวกยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งในเรื่องการเปิดด่านถาวร และการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น มีประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงอยู่ด้วย จึงอยากให้รัฐบาลเร่งเจรจากับรัฐบาลของประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้เกิดขึ้นโดยเร็ว” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

                            อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ภาคเอกชนได้เสนอเร่งยกระดับจุดผ่านแดนชั่วคราวเป็นด่านถาวร 10 ด่าน เช่น ด่านพุน้ำร้อน ด่านกิ่วผาวอก ด่านห้วยต้นนุ่น ด่านสิงขร ซึ่ง​เป็นด่านติดชาย​แดนประ​เทศพม่า ด่านบ้านหม้อ ติดชาย​แดนประ​เทศลาว ด่านหนอง​เอียน ติดชาย​แดนกัมพูชา เป็นต้น

                            นายพงษ์ศักดิ์กล่าวด้วยว่า ตลาดชายแดนเป็นตลาดที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญมาก ที่ผ่านมาได้ร่วมกันไปสำรวจตลาดมาแล้วหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม กัมพูชา ลาว ล่าสุดกำลังนำตัวแทนผู้ประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญๆ ร่วมเดินทางไปพบผู้บริหารของทางการพม่าด้วย ซึ่งนอกจากมองหาลู่ทางการค้าแล้ว ยังมองหาลู่ทางการลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย

 

ชี้โอกาสการค้าพุ่ง3ล้านล้าน

 

                            ด้านนายนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการความร่วมมือเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวถึงการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษฝั่งแม่สอด ว่านโยบายดังกล่าวมีมานานแล้ว แต่ยังเป็นเพียงแค่นามธรรมเท่านั้น ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเพราะมีการเปลี่ยนแปลงการเมือง และเปลี่ยนนโยบายบ่อยครั้ง ขณะที่ฝั่งพม่าเองนั้นรุดหน้าไทยไปแล้ว ดังนั้น เมื่อรัฐบาลปัจจุบันมีนโยบายจะฟื้นเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าวอีกครั้ง ตนจึงเสนอตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษร่วม 2 ประเทศ หรือจะเรียกว่าเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี-แม่สอด

                            “เวลานี้เราคงทำเดี่ยวๆ ไม่ได้แล้ว ต้องร่วมมือกันทั้ง 2 ประเทศ เรียกว่าเป็น 2 ประเทศ 1 ระบบ ผลัดกันผลิต แต่ก็จะต้องรีบเจรจา โดยความร่วมมือนั้นจะเป็นแบบ เช่น เราไปทำนิคมฯ ฝั่งนู้น และมาต่อยอดที่ฝั่งไทยในส่วนการผลิตที่ต้องการเทคโนโลยีที่สูงกว่า ซึ่งฝั่งไทยควรจะเน้นธุรกิจด้านการบริการ และส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งหากทำได้ก็จะทำให้การค้าขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกจำนวนมาก” นายนิยม กล่าว

                            ส่วนการยกระดับจุดผ่อนปรนเป็นด่านถาวรเราผลักดันกันมานานแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่หากทำได้ก็จะทำให้การค้าขายชายแดนเพิ่มขึ้นได้อีกมหาศาล และการค้าจะเป็นไปตามมูลค่าเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ว่าต้องการจะผลักดันการค้าชายแดนรวมให้ถึง 2 ล้านล้านบาทในปี 2558 และหากสามารถยกระดับได้เต็มรูปแบบ การค้ารวมที่ระดับ 3 ล้านล้านบาท ก็ดูจะไม่ยากนัก

                            นายนิยมกล่าวด้วยว่า ขณะนี้ด่านชายแดนถาวรที่ดูจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้วคือ ด่านสิงขร ติดกับ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ของไทยกับพม่า และด่านเจดีย์ 3 องค์ ยังมีที่เหลือคือด่านกิ่วผาวอก อ.เชียงดาว และด่านห้วยต้นนุ่น จ.แม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะด่านสิงขร หากเปิดเป็นด่านถาวรได้ จะเป็นประโยชน์อย่างมาก สามารถส่งสินค้าที่เป็นอาหารทะเลเข้ามายังโรงงานในประเทศไทย โดยเฉพาะ จ.สมุทรสาคร ที่มีโรงงานแปรรูปอาหารทะเล เป็นแหล่งวัตถุดิบปาล์มน้ำมัน และไม้ยางพารา และยังสามารถเป็นจุดเชื่อมการท่องเที่ยวระหว่าง 2 ประเทศได้อีกด้วย ขณะที่ด่านเจดีย์ 3 องค์ ก็จะเป็นจุดที่ส่งผ่านสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยเข้าไปยังประเทศพม่า โดยจะเป็นด่านเสริมจากด่านแม่สอดอีกด่านหนึ่ง

                            ทางฝั่งประเทศ ส.ป.ป. ลาว ที่ได้เสนอรัฐบาลให้เร่งยกระดับเป็นด่านถาวร คือ ด่านภูดู่ จ.อุตรดิตถ์ ติดชายแดนฝั่งเมืองปากลาย แขวงไชยบุรี ส.ป.ป.ลาว, ด่านศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย และด่านชานุมาน จ.อำนาจเจริญ ซึ่งด่านดังกล่าวจะมีประโยชน์กับการส่งสินค้าประเภทที่เน่าเสียได้ง่าย เช่น อาหาร และเกษตร

                            ส่วนด่านชายแดนติดประเทศกัมพูชาที่สำคัญ เช่น ที่ช่องอานม้า ระหว่าง จ.พระวิหารของกัมพูชา และจ.อุบลราชธานี จะเป็นช่องทางเชื่อมแหล่งท่องเที่ยวและการลงทุนด้านการเกษตร และที่สำคัญคือการยกฐานะด่านหนองเอียน อ.อรัญประเทศ เพื่อให้เข้ามาเสริมด่านคลองลึก ที่ขณะนี้ไม่สามารถขยายด่านได้อีก และมีความหนาแน่นค่อนข้างสูง ด้านด่านสะเดา จ.สงขลา ติดชายแดนประเทศมาเลเซีย ในปัจจุบันนี้ค่อนข้างแออัด ควรมีการลงทุนขยายด่านเพื่อเพิ่มอำนวยความสะดวกให้มากขึ้น

                            “การค้าชายแดนนั้น หากเปิดเป็นด่านถาวรได้มากขึ้น จะเป็นเหมือนการขยายผู้บริโภคได้อีกเป็น 100 ล้านคน ทั้งยังสามารถเป็นช่องทางผ่านสินค้าไทยไปประเทศที่ 3 และ 4 ได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย และนอกจากประโยชน์ด้านการค้าสินค้าแล้ว ด้านการท่องเที่ยวยังเป็นอีกประโยชน์ที่ไทยจะได้รับ เมื่อการเดินทางมีความสะดวกมากขึ้น ประชาชนก็จะเดินทางข้ามประเทศเพื่อจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น” นายนิยม กล่าวในที่สุด

 

 

---------------------

('ค้าชายแดน' โอกาสทองของไทย จี้เร่งยกฐานะด่านถาวร - ผุดเขตศก.พิเศษ : อนัญชนา สาระคู ... รายงาน)