ข่าว

โพลชี้นักการเมืองแชมป์อาชีพโกง

โพลชี้นักการเมืองแชมป์อาชีพโกง

09 ธ.ค. 2555

ปชช.ส่วนใหญ่ระบุ เป็น "เรื่องน่าอาย" ประเทศไทย รั้งอันดับที่ 88 ประเทศที่มีความโปร่งใส ปลอดคอร์รัปชั่น "นักการเมือง" อันดับ1 อาชีพโกงมากที่สุด

          วันที่ 9 ธ.ค.55  มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,289 คน ระหว่างวันที่ 6-8 ธันวาคม 2555 กรณีองค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศจัดอันดับระดับปัญหาคอร์รัปชั่นใน 176 ประเทศทั่วโลก โดยประเทศที่มีความโปร่งใสปลอดคอร์รัปชั่นมากที่สุดในโลก คือ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ คว้าอันดับ 1 ร่วมกัน ด้านประเทศในอาเซียน สิงคโปร์ได้อันดับดีที่สุด ส่วนไทยรั้งอันดับ 88 ด้วยคะแนนความโปร่งใสเพียง 37 เต็ม 100 โดยคะแนนยิ่งน้อย ยิ่งทำให้เห็นว่าประเทศนั้นๆ มีปัญหาการคอร์รัปชั่นมาก ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสะท้อนปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศที่น่าเป็นห่วง

          เมื่อถามว่า ประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร กรณีไทยติดอันดับ 88  ประเทศคอร์รัปชั่น พบว่าส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 33.25 รู้สึกว่า เป็นเรื่องน่าอาย ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสื่อมเสีย ร้อยละ 28.06 เป็นปัญหาสำคัญที่ควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะรัฐบาลต้องรีบดำเนินการอย่างจริงจัง ร้อยละ 22.96 รู้สึกเป็นห่วงและสงสารประเทศไทย คนไทยทุจริตคอร์รัปชั่นกันมากขึ้น โดยเฉพาะนักการเมือง และร้อยละ 15.73 เห็นว่า มาตรการบทลงโทษต่างๆ ยังไม่เด็ดขาดพอเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่

          เมื่อถามว่า "อาชีพ" ที่ประชาชนคิดว่ามีการ "คอร์รัปชั่น" มากที่สุด ร้อยละ 45.39 ระบุ นักการเมือง / นักการเมืองท้องถิ่น, ร้อยละ 30.24 ระบุ ข้าราชการ, ร้อยละ 12.86 ระบุ ตำรวจ /ทหาร และร้อยละ 11.51 ระบุ นักธุรกิจ /นักลงทุน

          เมื่อถามว่า สาเหตุของการคอร์รัปชั่น ในประเทศไทย ประชาชนส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 37.96 ระบุการใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด เห็นช่องทางที่จะได้เงิน / มีคนยุ คนเสนอ, ร้อยละ 24.49 กฎหมายหย่อนยาน บทลงโทษไม่เด็ดขาด เจ้าหน้าที่ละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ รับสินบน,ร้อยละ 20.67 เกิดจากพฤติกรรม นิสัยส่วนตัว /ความโลภ ความอยากได้ไม่รู้จักพอ และ ร้อยละ16.88  สภาพสังคม เศรษฐกิจที่แย่ลง /ฐานะทางครอบครัวยากลำบาก /มีแบบอย่างที่ผิดๆ ให้เห็น

          เมื่อถามว่าวิธีแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ที่ประชาชนคิดว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดและเป็นรูปธรรมมากที่สุดส่วนใหญ่ หรือ ร้อยละ 43.08 ระบุ ควรปลูกฝัง อบรมสั่งสอนเลี้ยงดูบุตรหลานตั้งแต่วัยเยาว์,ร้อยละ 29.21 กฎหมาย บทลงโทษต้องเด็ดขาด /เจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้มงวดกวดขันเอาจริงเอาจังไม่ละเลยในหน้าที่, ร้อยละ 15.57 ทุกคนต้องร่วมมือกัน ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบเจอการทุจริตควรรีบแจ้งทันที ไม่ควรนิ่งเฉยหรือละเลย และร้อยละ 12.14 ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้คนไทยหยุดการทุจริตคอร์รัปชั่น /มีแบบอย่างที่ดี


 

ปชช. ระบุปัญหาการเมือง บั่นทอนความสุขคนไทย 

          ทางด้าน ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง เรื่องง่าย เรื่องยาก ในประเด็นร้อนการเมืองไทย กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน  17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม สมุทรปราการ อุตรดิตถ์ ลำปาง เชียงราย มุกดาหาร หนองคาย สกลนคร เลย ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ ยะลา นราธิวาส และ สงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,062 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 26 พฤศจิกายน - 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555  โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.8 ติดตามข่าวการเมืองเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
 
          ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 56.1 ระบุเป็นเรื่องง่ายที่ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลจะลงมติวาระสามแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ร้อยละ 43.9 ระบุเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตามเมื่อถามประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับพบว่า ก้ำกึ่งกันคือ ร้อยละ 51.8  ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ร้อยละ 48.2 เห็นด้วย นอกจากนี้ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.4 ระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะ “จบยาก”  ในขณะที่ร้อยละ 36.6 ระบุว่าจะจบง่าย  ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ประชาชนที่คิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงบานปลายเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 68.0 ในเดือนสิงหาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 74.3 ในการสำรวจล่าสุด
 
          เมื่อสอบถามความคิดเห็นต่อปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการรับจำนำข้าว พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.9 ระบุจบยาก ในขณะที่ร้อยละ 34.1 ระบุจบง่าย ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.2 ระบุรัฐบาลจะอยู่ยาก ถ้าปล่อยปละละเลยปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น
 
          ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.5 ระบุเป็นไปได้ง่ายที่จะเกิดการชุมนุมใหญ่ขับไล่รัฐบาลในปีหน้า ขณะที่ร้อยละ 32.5 ระบุเป็นไปได้ยาก และเมื่อถามถึงความขัดแย้งแตกแยกทางการเมืองระหว่างกลุ่มสนับสนุนและไม่สนับสนุนรัฐบาล พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 89.4 ระบุจบยาก ในขณะที่ร้อยละ 10.6 ระบุจบง่าย
 
          เมื่อถามถึงปัญหาที่เป็นตัว “บั่นทอน” ความสุขของคนไทยมากที่สุด พบว่า ร้อยละ 42.7 ระบุปัญหาการเมือง รองลงมาคือร้อยละ 33.4 ระบุปัญหาเศรษฐกิจ และร้อยละ 23.9 ระบุปัญหาสังคม
 
          ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า การเมืองเป็นกลไกที่จำเป็นของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพราะการเมืองถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดปัญหาความขัดแย้งในหมู่ประชาชนจำนวนมากทั้งในเรื่องที่ทำกิน ปัญหาปากท้อง การจัดสรรทรัพยากร และความเป็นธรรมทางสังคม เป็นต้น แต่หลายครั้งกลับพบว่า การเมืองกลายเป็นตัวปัญหาเสียเองที่มักจะซ้ำเติมความขัดแย้งให้มากยิ่งขึ้นจนเป็น “เรื่องยาก” จะเยียวยาแก้ไขได้ ทางออกที่น่าพิจารณาคือ
 
          ประการแรก  รักษาจุดแข็งร่วมของการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เช่น การเลือกตั้ง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของตนเอง ชุมชน และประเทศชาติ การมีอำนาจต่อรองในการกระจายทรัพยากรสู่ชุมชน ท้องถิ่นและประชาชนแต่ละคน การส่งเสริมเสรีภาพหน้าที่พลเมืองและความรับผิดชอบ เป็นต้น
 
          ประการที่สอง ส่งเสริมให้รณรงค์ปี 2556 เป็นปีแห่งคุณธรรม และในแต่ละเดือนเป็นเดือนที่ส่งเสริมคุณธรรมด้านต่างๆ เช่น เดือนแห่งความเมตตาปราณี เดือนแห่งความกตัญูญู เดือนแห่งความมีวินัย เดือนแห่งความซื่อสัตย์สุจริต เดือนแห่งการศึกษาเรียนรู้เพิ่มพูนความสามารถ และเดือนแห่งความขยันหมั่นเพียร โดยใช้ยุทธศาสตร์รวมทุกคนในชาติเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศมีทั้งความเก่งและความดีอยู่ในแต่ละคนที่นำไปสู่ความผาสุกอย่างยั่งยืน ทั้งนี้จะทำให้เกิดความตระหนักปฏิบัติคุณธรรมด้านต่างๆ ทุกวัน
 
          ประการที่สาม เสนอแนะให้ฝ่ายการเมืองและประชาชนแต่ละคนลองอ่านนิทานอีสป เรื่อง “ลากับรูปเคารพ” ที่เป็นคติสอนใจได้หลายมิติ เช่น ไม่หลงไหลในอำนาจทั้งๆ ที่ไม่ใช่สิ่งที่จะติดตัวไปได้ตลอด และไม่นำความดีของคนอื่นมาเป็นของตน เป็นต้น จะได้เข้าถึงความอนิจจังแห่งอำนาจและทรัพย์สินที่ไม่ได้ยั่งยืนอะไร เผื่อจะมองเห็นตัวเองได้ว่า ผู้คนไม่ได้เคารพยำเกรงท่านเพราะคุณงามความดีของท่านแต่เป็นเพราะอำนาจที่ติดอยู่กับตำแหน่งและทรัพย์สินที่ติดตัวในชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เมื่อตำแหน่งและทรัพย์สินหลุดลอยไปตัวท่านก็จะไม่ต่างไปจากเจ้าลาตัวนั้นในนิทานอีสปนั่นเอง ทั้งนี้ หวังว่าฝ่ายการเมืองที่มีอำนาจและคนที่มีทรัพย์สินอยู่ในเวลานี้จะใช้เพื่อเป็นคติสอนใจปฏิบัติตนก่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นต่อตนเองและผู้อื่น
 
          ประการที่สี่ เมื่อการเมืองกลายเป็น “ตัวบั่นทอน” ความสุขของประชาชน ข้อเสนอแนะคือ รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร น่าจะเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแบบแผนการเมืองแบบดั้งเดิมมาเป็น “การเมืองเพื่อสาธารณชน”  คือทำทุกอย่างให้โปร่งใสให้สาธารณชนรับรู้รับทราบทรัพยากรทั้งหมดที่รัฐบาลมีและใช้ในการบริหารจัดการปัญหาของประเทศ ผ่านเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลและสื่อของรัฐ ผลที่ตามมาคือ การแกะรอยการใช้จ่ายงบประมาณโดยสาธารณชนจะเกิดขึ้นและจะส่งผลทำให้ “คนของรัฐบาล” ต้องปรับปรุงพัฒนาตนเองในการบริหารจัดการปัญหาเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนและของประเทศชาติให้มีประสิทธิภาพ (Effectiveness) มีความคุ้มค่าคุ้มทุน (Efficiency) และการจัดวางคณะบุคคลทำงานเพื่อสาธารณชนได้ดี (Accountability) เพราะทุกเม็ดเงินที่มาจากภาษีประชาชนจะถูกจับตามองโดยสาธารณชน โดย “คนของรัฐบาล” ที่ไม่มีคุณภาพทั้งข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายการเมืองก็ต้องถูกปรับออกไป เพื่อหาคนดีคนเก่งตามหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับมาทำหน้าที่แทน
 
          ประการที่ห้า ประชาชนคนไทยแต่ละคนไม่น่าจะยอมตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองที่พยายามสร้างความขัดแย้งรุนแรงบานปลายขึ้นอีก เพราะอดีตการเมืองที่ผ่านมาน่าจะสอนเราว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนมือผู้ถืออำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็มักจะพบว่าไม่มีอะไรใหม่ที่ดีขึ้นต่อวิถีชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ แต่มักจะทำให้กลุ่มคนเฉพาะกลุ่มได้รับผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนั้น ดังนั้นประชาชนแต่ละคนน่าจะตื่นตัวแสดงตนขึ้นมาสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยที่สามารถทำให้เกิดการกระจายทรัพยากรและการกระจายความเป็นธรรมสู่มือของประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศอย่างแท้จริงมากกว่าจากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 51.3 เป็นหญิง ร้อยละ 48.7 เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 8.6 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 19.9 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 23.6 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 20.5 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 27.4 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 63.2 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ในขณะที่ ร้อยละ 36.8 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 31.9 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป ร้อยละ 24.7 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 12.1 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 9.5 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 8.2 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 10.6 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 3.0 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ