ข่าว

300บ.พ่นพิษ!เอสเอ็มอีส่อเจ๊งกว่า2พัน

300บ.พ่นพิษ!เอสเอ็มอีส่อเจ๊งกว่า2พัน

08 ธ.ค. 2555

เอสเอ็มอี 2,193 แห่ง กระอัก ค่าแรง 300 บาทปีหน้าพ่นพิษ กระทรวงแรงงาน ชงเพิ่ม 16 มาตรการ ภาษี-ตลาด-พัฒนาฝีมือ อุ้มนายจ้าง ธปท.ชี้เศรษฐกิจช็อก ว่างงาน-เงินเฟ้อพ

               ผลจากมาตรการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท ที่จะเริ่มประกาศใช้พร้อมกันทั่วประเทศวันที่ 1 มกราคม 2556 กำลังจะทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ไม่ต่ำกว่า 2,000 แห่ง ได้รับผลกระทบ และรัฐบาลจำเป็นต้องกำหนดมาตรการออกมาช่วยเหลือหลายอย่าง

               เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวหลังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ทั่วประเทศว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท จะไม่มีการชะลอออกไปอย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีธุรกิจหลายอย่างได้รับผลกระทบ ซึ่งรัฐบาลจะเร่งออกมาตรการช่วยเหลือไปพร้อมกัน

               "ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานไปรวบรวมผลกระทบและข้อเสนอแนะมาตรการช่วยเหลือของภาคธุรกิจในจังหวัดต่างๆ โดยในวันนี้ได้รับรายงานสรุปข้อมูลเบื้องต้นว่ามีธุรกิจเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจำนวน 2,193 แห่งทั่วประเทศ ยกเว้นกรุงเทพฯ โดยมีแรงงานได้รับผลกระทบ 49,316 คน ธุรกิจ 5 อันดับแรกที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ยานยนต์และชิ้นส่วน การผลิตทั่วไป ก่อสร้าง และอาหาร ซึ่งมีข้อเสนอแนะมาตรการช่วยเหลือเน้นใช้มาตรการด้านการเงิน ภาษี การตลาด และการพัฒนาฝีมือแรงงาน" นายเผดิมชัยกล่าว

               รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ภายใน 1 สัปดาห์หลังจากนี้ กระทรวงแรงงาน จะเร่งสรุปข้อมูลดังกล่าวเพื่อนำไปปรับมาตรการช่วยเหลือที่เหลืออยู่อีก 16 มาตรการ จากทั้งหมด 27 มาตรการ ซึ่งประกาศใช้ไปแล้ว 11 มาตรการ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ประกอบการ และจะนำเสนอคณะกรรมการพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่มี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ในวันที่ 14 ธันวาคมนี้

               ดร.สมศจี ศิกษมัต ผอ.สำนักสถิติ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่องการศึกษาผลกระทบการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทว่า นโยบายการปรับค่าจ้างดังกล่าว เป็นการช็อกระบบเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ แต่การปรับค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อให้เหมาะสมกับผลิตภาพแรงงานก็เป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจและรัฐบาลควรทำนานแล้ว เพราะในอดีตที่ผ่านมาระบบเศรษฐกิจไทยกดค่าจ้างไว้ให้ต่ำเพื่อลดต้นทุนการผลิตสินค้าออกต่างประเทศ เพื่อแข่งขันกับต่างชาติ ซึ่งในปีพ.ศ.2554 พบว่า ค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศโดยเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 176 บาท ซึ่งค่าจ้างที่เหมาะสมกับผลิตภาพแรงงานในขณะนั้นควรอยู่ที่วันละ 211 บาท

                ดร.สมศจีกล่าวอีกว่า จากการวิเคราะห์ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทพบว่า ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมาก ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น ได้แก่ ผลิตภัณฑ์พลาสติก สิ่งทอขั้นต้น อุปกรณ์ไฟฟ้า เหล็กและผลิตภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ เครื่องแต่งกาย ยานยนต์และจักรยานยนต์ ซึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจะอยู่รอดได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับโครงสร้างค่าจ้างและผลกำไรว่ามีมากน้อยแค่ไหน รวมทั้งมีการปรับตัวในการผลิตสินค้าและลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอาจจะส่งผลกระทบต่ออัตราว่างงานและอัตราเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น

               ดร.สมศจีกล่าวด้วยว่า มาตรการบรรเทาผลกระทบได้ดีที่สุดคือ การเพิ่มผลิตภาพแรงงานซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 4 ให้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 8 และการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าโดยรวมอย่างน้อยร้อยละ 2.5 เพื่อให้สอดคล้องผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ซึ่ง ธปท.คาดการณ์ว่าจีดีพีในปี 2555 จะอยู่ที่ร้อยละ 5.7 และปี 2556 อยู่ที่ร้อยละ 4.6 นอกจากนี้ รัฐบาลจะต้องมีมาตรการด้านภาษีช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยช่วยลดภาระด้านภาษีให้แก่ภาคธุรกิจอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของภาษีที่จ่ายอยู่ในปัจจุบัน เช่น เคยจ่ายภาษีอยู่ร้อยละ 20 ต่อปี รัฐต้องลดให้เหลือร้อยละ 10 รวมทั้งมีมาตรการช่วยลดต้นทุนการผลิต อาทิ การส่งเสริมการนำเข้าเครื่องจักรมาใช้ในการผลิต และช่วยขยายตลาดในการจำหน่ายสินค้าทั้งในและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของจีดีพี นอกจากการเร่งพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญ ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ช่วยให้จีดีพีโตขึ้น เช่น การขายสินค้าส่งออกต่างประเทศได้มากขึ้น

               รัฐบาลจะต้องค้นหาธุรกิจที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ต่างๆ ให้เจอ และช่วยเหลืออย่างตรงเป้าหมาย มีมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ เห็นว่ารัฐบาลและภาคเอกชนควรจะมีการศึกษาวิเคราะห์ว่าต้นทุนกับผลกำไรจากการจำหน่ายสินค้าของธุรกิจแต่ละประเภทมีตัวเลขเท่าไร และมีการจัดสรรผลประโยชน์อย่างไร เพื่อจะได้ให้การช่วยเหลือธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการปรับโครงสร้างค่าจ้างให้เหมาะสมกับผลิตภาพแรงงาน และผลิตสินค้าที่มีคุณภาพแข่งขันกับประเทศต่างๆ ได้ แม้ไทยจะมีเป้าหมายต้องการเป็นประเทศที่มีรายได้สูง แต่ปัจจุบันก็ยังคงเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง  เนื่องจากมีการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและส่งเสริมให้ภาคธุรกิจนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการผลิตน้อย ดังนั้น ไทยจะต้องเร่งดำเนินการใน 2 เรื่องนี้” ดร.สมศจีกล่าว

               ด้าน นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ภาพรวมหลังจากปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท นำร่องใน 7 จังหวัด เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาพบว่า ไม่มีผลกระทบรุนแรงอย่างที่คาดการณ์ไว้มากนัก เนื่องจากอัตราการว่างงานในเดือนมิถุนายน อยู่ที่ 0.8 และเดือนธันวาคม อยู่ที่ 0.7 เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2554 ถือว่าเป็นตัวเลขที่ปกติ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นส่งผลให้ภาคธุรกิจมีขีดการแข่งขันเพิ่มขึ้นด้วย

               "ปกติผลิตภาพแรงงานอยู่ที่ร้อยละ 2-3 แต่เมื่อมีการปรับค่าจ้างทำให้ผลิตภาพแรงงานเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 8.7 ซึ่งถือว่าสูงสุดในรอบ 10 ปี สำหรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเดือนกรกฎาคม พบว่ามีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มร้อยละ 4.2 ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 2.9 จนถึงช่วงเดือนสิงหาคมก็ยังมีอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ร้อยละ 2.9-3.0 ซึ่งถือว่าไม่สูง" ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว

               อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจที่รัฐบาลดำเนินการอยู่ 11 มาตรการในปี 2555 นั้น ปลัดกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีมติให้ขยายออกไปอีก 1 ปี ขณะที่มาตรการใหม่ที่จะใช้ในปี 2556 อีกจำนวน 16 มาตรการนั้น จากที่ได้หารือกันภายในกลุ่มย่อยในที่ประชุมคณะทำงานพิจารณามาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำสรุปว่า เสนอให้ที่ประชุมคณะทำงานชุดที่มีนายกิตติรัตน์ เป็นประธานพิจารณาก่อน 5 มาตรการ ส่วนที่เหลือจะพิจารณาภายหลัง