
รายงาน-...วิกฤติแบ่งเค้ก !!
ยิ่งนานวันบาดแผลในครม.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ยิ่งบาดลึกลงทุกวัน กับความไม่ลงตัวในการแบ่งเค้ก ผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองภายในพรรคร่วมรัฐบาล
เห็นได้ชัดกรณีครม.ตีกลับโครงการระบายสินค้าทางการเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ถึงสองครั้ง
นับตั้งแต่โครงการระบายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 4.5 แสนตันของกระทรวงพาณิชย์ มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท
จนเกิดศึกเกาเหลาในครม.ระหว่าง กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กับเจ้ากระทรวงพาณิชย์เจ้าของฉายาศรีทนได้ อย่าง พรทิวา นาคาศัย
เป็นเหตุให้พรรคร่วมรัฐบาลต้องออกมาแท็กทีมกันกดดันให้ "อภิสิทธิ์" ขจัดเสี้ยนหนามโดยการปรับ "กอร์ปศักดิ์" ให้พ้นเก้าอี้
ล่าสุด ครม.ยังเบรก โครงการระบายสินค้าเกษตรตามโครงการรับจำนำสินค้าทางการเกษตรของไทยปี 2552 ทั้งระบบวงเงิน 1.2 ล้านล้านบาท
นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความ "กินแหนงแคลงใจ" กันในรัฐบาล !!!
เพราะการเบรกทั้งสองโครงการใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์ ที่เป็นกระทรวงในโควตาของพรรคภูมิใจไทย ในซีกของกลุ่มอดีตพรรคมัชฌิมาธิปไตย ย่อมก่อให้เกิดความไม่พอใจขึ้น
เพราะครั้งแรก "พรทิวา" ถึงกับต่อว่า "อภิสิทธิ์" กลางที่ประชุมครม.ว่าสองมาตรฐาน
ขณะที่ครั้งล่าสุด "พรทิวา" ก็เก็บอาการไม่อยู่เช่นเดียวกับ ถึงกับหน้าแดง ตาแดง
"อภิสิทธิ์" จึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการตั้งคณะกรรมการระบายสินค้าทางการเกษตรเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ทั้งระบบ
ประกอบด้วย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง, กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ, พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์, ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง และ เลขาธิการสภาพัฒน์ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางและนำเสนอกลับเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.อีกครั้งในสัปดาห์หน้า
มีข้อที่น่าสังเกตว่า การส่ง "สุเทพ" เป็นหัวขบวนในการแก้ปัญหาครั้งนี้ สะท้อนนัยที่น่าสนใจสองประการคือ
หนึ่ง...อาศัยฐานะผู้จัดการรัฐบาลของ "สุเทพ" ให้เป็น "กาวใจ" ระหว่าง "กอร์ปศักดิ์" กับ "พรทิวา" ซึ่งนายกรัฐมนตรีออกมายอมรับว่าทั้งคู่มีแนวคิดการทำงานที่แตกต่างกัน
สอง...เป็นไปได้ว่างบประมาณในกระทรวงพาณิชย์ที่มากมายมหาศาลขนาดนี้จะปล่อยให้กลุ่มอดีตมัชฌิมาธิปไตยฮุบไปแบบเต็มๆ ก็คงไม่ไหว จึงต้องส่ง "สุเทพ" เข้ามาคุมร่วมกับ "กอร์ปศักดิ์"
เพราะประชาธิปัตย์รู้ภายในว่า "ประดิษฐ์" อยู่ในขั้นของการเตรียมตัวเตรียมใจย้ายไปซบพรรคภูมิใจไทย หากไม่ส่ง "สุเทพ" เข้าไปจัดการมีหวังประชาธิปัตย์โดนดูดข้างเดียวแน่
นี่จึงเป็นมูลเหตุสำคัญที่ "สุเทพ" ต้องเรียกคณะกรรมการชุดนี้มาหารือในช่วงเย็นของวันที่ 27 พฤษภาคม ที่ผ่านมาเพื่อเคลียร์ทั้งเรื่องผลประโยชน์และรอยร้าวภายในพรรคร่วมรัฐบาล
นั่นเพราะ "สุเทพ" รู้ดีว่านี่เป็นเพียงด่านแรกเท่านั้น
เพราะงานร้อนที่กำลังรอวัดใจอยู่อีกด่านก็คือ "โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4 พันคัน" วงเงินกว่า 6.9 หมื่นล้านบาทที่เตรียมชงเข้าที่ประชุมครม.ในสัปดาห์หน้า
และแน่นอนว่าด่านนี้อาจจะหินกว่า เพราะเป็นโครงการของ โสภณ ซารัมย์ เจ้ากระทรวงคมนาคม ลูกหาบของ "เนวิน ชิดชอบ" จากกลุ่มเพื่อนเนวิน ซึ่งเป็นขั้วที่สำคัญในภูมิใจไทย
งานนี้พรรคประชาธิปัตย์ต้องนับนิ้วดีดลูกคิดให้ดีว่าจะยอมปล่อยไปให้เขมือบง่ายๆ เพื่อสมานรอยร้าวภายในพรรคร่วม ด้วยการเปิดทางให้กลุ่มเพื่อนเนวินหรือไม่ ?
ทั้งๆ ที่โครงการนี้มีข้อครหามากมาย โดยเฉพาะค่าเช่าที่แพงลิบลิ่ว แถมยังมีค่าซ่อมล่วงหน้า จนพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงเป็นฝ่ายค้านได้หยิบยกประเด็นนี้ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช จนต้องพับโครงการนี้เอาไว้ก่อน
เมื่อกลุ่มเพื่อนเนวิน กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้หยิบยกเอาประเด็นนี้มาปัดฝุ่นอีกครั้ง
จึงน่าจับตายิ่งว่าผู้จัดการรัฐบาลอย่าง "สุเทพ" จะจัดการกับโครงการนี้อย่างไร เพราะนอกจากประชาธิปัตย์ที่ไม่เห็นด้วยแล้ว
ว่ากันว่าในพรรคร่วมรัฐบาลยังมี "พรรคปลาไหล" ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เช่นกัน เพราะจะส่งผลกระทบต่อนายทุนหนุนหลังพรรคปลาไหล ที่เป็นบริษัทรถร่วมบริการ
หากยอมเปิดไฟเขียวให้แก่กลุ่มเพื่อนเนวิน มีหวังพรรคปลาไหล ไส้แห้งแน่ๆ !!!
งานนี้ "สุเทพ" จึงตกอยู่ในภาวะงานเข้า เพราะต้องหาทางออกกับเรื่องนี้แบบบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น
เพราะหากปล่อยผ่านโดยไม่แคร์สายตาของประชาชนทั้งประเทศ เพียงเพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล ก็จะมีผลฉุดให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลตกต่ำลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน
ดีไม่ดีอาจ "ได้ไม่คุ้มเสีย" !
แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงออเดิร์ฟเท่านั้น เพราะเมนูจานหลัก ยังรออยู่เบื้องหน้าเห็นๆ
ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท และ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ที่รอจ่อคิวเข้าสู่ที่ประชุมสภาสมัยวิสามัญในกลางเดือนมิถุนายนนี้
จึงได้เห็นอาการงอแงของพรรคร่วมรัฐบาล ที่ต่างออกมารุมทึ้งแสดงเพาเวอร์เพื่อกัดดันรัฐบาลในการแบ่งเค้กให้ลงตัว
งานนี้คงต้องรอวัดใจพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะปล่อยให้พรรคร่วมหยิบชิ้นปลามัน หรือจะลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อรักษาฐานมวลชนเอาไว้ให้มั่น
ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า หากประชาธิปัตย์พลาดพลั้ง จะทำให้พรรคการเมืองน้องใหม่ไฟแรงจากค่าย "พันธมิตร" ดู "มีราคา" ขึ้นมาทันที !!!
บัญชา แข็งขัน



