ข่าว

ลาคลอดแนวใหม่ผู้ชายก็มีเอี่ยว!

ลาคลอดแนวใหม่ผู้ชายก็มีเอี่ยว!

08 ธ.ค. 2555

ลาคลอดแนวใหม่ ผู้ชายก็มีเอี่ยว!

                       หลังจากคลอดสิทธิ์ให้ป๊ะป๋าข้าราชการได้ "ลาคลอด" เพื่อดูแลลูกและภรรยาได้ถึง 15 วัน มาตั้งแต่ พ.ศ. 2553 ก็เป็นธรรมดาที่เหล่าคุณพ่อภาคเอกชนและวิสาหกิจจะต้องมีแอบน้อยใจกันบ้าง ก็แหม...ใครๆ ก็ต้องเห่อลูกกันทั้งนั้น แต่ความแตกต่างนี้กำลังจะหายไป ตามที่สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ชงเรื่องให้กลุ่มคุณพ่อดังกล่าวสามารถใช้สิทธิ์ลาคลอดได้เหมือนกันต่อที่ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พัฒนาสตรีแห่งชาติ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

                       เหลือเพียงขั้นตอนการประกาศบังคับใช้ทางกฎหมาย ซึ่งคาดว่าภายในปี 2556 นี้ คุณพ่อเกือบทั้งประเทศต้องได้ใช้สิทธิ์นี้อย่างแน่นอน เผลอๆ ได้ใช้นานถึง 90 วัน! อีกด้วย ไม่แพ้ต่างประเทศอย่างโปแลนด์ที่สามารถลาได้ 14 วัน นอร์เวย์ 10 สัปดาห์ หรือออสเตรียให้สิทธิ์ลาถึง 3 ปี แต่กระนั้นจะมีคนสนใจใช้สิทธิ์แค่ไหน ห้างร้านบริษัทจะมีผลกระทบหรือไม่ และการได้อยู่บ้านคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงจะทำอะไรกันบ้าง "ฮอตอิชชู่" วันนี้อาจเป็นคำตอบสำหรับทุกฝ่าย

                       มาเริ่มที่ซิงเกิลมัมอย่าง "เจน" ร.ต.ต.หญิง ภูชยา จำปาบุรี ครูใหญ่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านคลองตะเคียนชัย ต.ทุ่งมหาเจริญ อ.วังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว ที่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับกฎหมายนี้ เพราะบางครั้งการให้ภรรยาคลอดและดูแลลูกฝ่ายเดียวโดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่คงทำได้ไม่เต็มที่ แต่กรณีมีคนช่วยเลี้ยงอยู่แล้วก็ไม่จำเป็น สามีเลิกงานแล้วสามารถมาช่วยได้

                       "ตอนคลอดลูก แฟนไม่ค่อยมายุ่งเท่าไหร่ เพราะทำงานอยู่คนละจังหวัด แล้วก็ลาไม่ถึง 3 เดือนด้วยซ้ำ เพราะเป็นช่วงที่นักเรียนสอบพอดีเลยหยุดนานไม่ได้ โชคดีที่ระหว่างนี้มีญาติช่วยดูก็ดีไป แต่ถ้าไม่มีคนช่วยการมีสามีมาเบาแรงก็น่าจะดีกว่า ตอนนี้แยกกันอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร เราเลี้ยงได้จนอายุ 8 ขวบแล้ว จริงๆ กฎหมายฉบับนี้จะเป็นผลดีมากสำหรับพ่อแม่มือใหม่นะ เป็นการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว แต่ถ้ามีลูกมาหลายคนแล้ว ฝ่ายชายอาจรู้สึกว่าเป็นหัวหน้าครอบครัวไหนงานจะยุ่ง ไหนจะลูกคนก่อนหน้านี้ก็อาจจะช่วยไม่เต็มที่ ก็อาจไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ อยู่ที่สำนึกของผู้ชายด้วย" คุณแม่หัวใจแกร่ง ให้ความเห็น

                       ด้านคุณพ่อมือใหม่วัย 36 ปี "ดิ๊ก" แสนชัย ดีเจริญ บอกว่า เป็นเรื่องที่ดีมากหากสามีได้หยุดงานเพื่อช่วยภรรยาลูแลลูกหลังคลอดนานถึง 90 วัน แต่ทั้งนี้ต้องดูเจตนาด้วยว่าฝ่ายชายใช้สิทธิ์เพื่อช่วยดูแลลูกและภรรยาจริง ไม่ใช่หาโอกาสใช้สิทธิ์วันหยุดเพื่อไปทำอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดูแลครอบครัว และปล่อยหน้าที่ดูแลลูกให้เป็นของผู้หญิงฝ่ายเดียวเหมือนเดิม

                       "รู้สึกเสียดายที่ไม่ทันได้ใช้สิทธิ์ดังกล่าว แต่หากมีลูกคนต่อไปก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ที่ได้ช่วยภรรยาดูแลลูกที่เพิ่งคลอด เพราะการจะปล่อยให้แม่ดูแลลูกเพียงลำพังก็เป็นเรื่องไม่เหมาะนัก บางครั้งตัวแม่เองก็อาจยังไม่แข็งแรงพอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ด้วยซ้ำ แต่ยังต้องดูแลเด็กแรกเกิดที่ต้องใช้ความระมัดระวังมาก โดยเฉพาะครอบครัวที่แยกมาอยู่กันลำพัง ไม่ได้มีพ่อแม่คอยช่วยเลี้ยงยิ่งต้องลำบากเพิ่มเป็นสองเท่า การที่พ่อมีสิทธิ์ลาได้ถึง 90 วันน่าจะช่วยตรงนี้ได้มาก เพราะระยะเวลาขนาดนั้นแม่ก็คงแข็งแรงดีแล้ว อีกทั้งหากได้อยู่ดูแลลูกอย่างใกล้ชิดก็น่าจะเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างพ่อกับลูกได้เป็นอย่างดี" คุณพ่อของลูกสาววัย 2 เดือนเศษ ชี้ชวน

                       หัวหน้าครอบครัวหมาดๆ "ปลื้ม" สุรบถ หลีกภัย มองเรื่องดังกล่าวว่า น่าจะดีสำหรับทุกฝ่าย โดยเฉพาะในครอบครัวของคนรุ่นใหม่ที่มีเพียงลำพังสามีและภรรยา ถ้าจะปล่อยให้แม่ต้องดูแลลูกเพียงลำพังในสภาพร่างกายที่ยังไม่แข็งแรงอย่างที่ผ่านๆ มา นับว่าเป็นเรื่องน่าเห็นใจและน่าสงสาร เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงขึ้นย่อมมีแต่ความเสียใจ

                       "ส่วนตัวเคยคิดเล่นๆ ว่าน่าจะมีกฎหมายให้สามีออกมาช่วยคุณภรรยาเลี้ยงดูบุตรได้ แล้วก็มีจริงๆ ดังนั้นเรื่องนี้ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะผู้หญิงเป็นเพศที่น่าสงสาร ยิ่งในครอบครัวเล็กที่อยู่กันตามลำพังสามีภรรยาไม่มีใครช่วยดูแลจะลำบากมากๆ ต่างจากครอบครัวใหญ่ซึ่งมีญาติๆ อย่างน้อยก็ปู่ย่า ตายาย พี่ป้า น้าอา คอยช่วยดูแลหรือให้กำลังใจ แม้ผมจะยังไม่มีประสบการณ์ตรงก็ตาม ก็ได้เห็นจากคนรอบตัวมาบ้าง รู้สึกเห็นใจ เพราะบางคนเลี้ยงลูกจนโทรม ดังนั้นการที่ภาครัฐออกกฎหมายนี้จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดี" หนุ่มปลื้ม แสดงความคิดเห็น

                       สำหรับ "เอ็ม" วรวุฒิ กองสุวรรณ พนักงานขายเครื่องมือก่อสร้าง บริษัท ไทยรวมกิจ กรุ๊ป (1995) จำกัด เผยว่า ได้ทราบกฎหมายข้อนี้มาสักระยะหนึ่งแล้ว ส่วนตัวมองว่าไม่มีความจำเป็น และเจ้าของกิจการคงจะไม่ยินดีสักเท่าไรที่พนักงานผู้ชายซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการขับเคลื่อนบริษัทจะลาคลอดหายไป 90 วัน

                       "ถึงจะมีกฎหมายข้อนี้ออกมาผมก็ไม่อยากจะลาสักเท่าไร ด้วยสายอาชีพพนักงานขาย ต้องทำหน้าที่ดูแลลูกค้าตลอด ลูกค้าจะเชื่อใจและมั่นใจในตัวพนักงานขายเพียงคนเดียว หากหายไป 3 เดือนต้องเปลี่ยนให้คนอื่นมารับหน้าที่แทน ความเชื่อใจและความน่าเชื่อถือในบริษัทอาจจะลดลง และอาจทำให้ลูกค้าเปลี่ยนใจก็ได้ ในส่วนของเจ้าของกิจการเอง ผมว่าเขาก็คงไม่เห็นด้วยสักเท่าไร ยิ่งถ้าช่วงไหนงานเยอะๆ ขาดพนักงานไปคนเดียวคนที่เหลือก็ทำงานกันไม่ไหวแน่ๆ  กฎหมายนี้อาจจะดีในบางอาชีพ และอาจจะกระทบกับบางอาชีพ ผู้ชายในหลายๆ อาชีพคงจะยินดีที่จะได้มีวันลาเพิ่มขึ้น จริงอยู่ที่เลี้ยงลูกค่อนข้างเหนื่อยหากให้ภรรยาเลี้ยงคนเดียว แต่ผมเชื่อว่าถึงอย่างไรแล้วญาติพี่น้องก็คงอยากจะช่วยกันอยู่แล้ว" พนักงานขายเครื่องมือก่อสร้าง แจกแจง

                       ในฐานะนายจ้าง "ติ๋ว" เย็นจิต นิลผาย เจ้าของร้านอาหารไทย ปาล์ม ควิซีน ยอมรับว่าไม่ได้ติดตามกฎหมายฉบับนี้ แต่ความเห็นส่วนตัวมองว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียที่จะตามมา ซึ่งคงต้องกำหนดเงื่อนไขอย่างเป็นธรรมก่อนประกาศใช้เป็นทางการ

                       "ถ้าผู้ชายลาไปช่วยจริงๆ ก็น่าจะทำให้ภรรยาอุ่นใจขึ้น แต่ในขณะเดียวกันผู้หญิงที่คลอดลูกนั้นสามารถดูแลลูกได้ตามสัญชาตญาณความเป็นแม่ เชื่อว่าผู้หญิงไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดนั้น ส่วนผู้ชายก็ให้มาทำงานตามปกติ หากจะมีการให้ลาหยุดน่าจะให้ชดเชยเป็นอย่างอื่นมากกว่า เช่น การชดเชยรายได้เพื่อเป็นสวัสดิการให้แก่ครอบครัวเพื่อนำรายได้ตรงนี้ไปให้ลูกและภรรยา ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง เช่น หากมีลูกจ้างที่เป็นคู่สามีภรรยากัน 10 คู่ แล้วมี 3 คู่ที่ภรรยาต้องลาคลอด หากฝ่ายชายลาคลอดไปพร้อมๆ ก็จะทำให้ขาดในส่วนของพนักงานไป เหมือนกับลดกำลังในการทำงานลงไปอีก แต่เชื่อแน่ๆ ว่า ไม่ใช่ผู้ชายที่ลาคลอดทุกคนจะลาไปดูแลภรรยาอย่างเต็มที่และตลอดเวลาแน่นอน" เจ้าของกิจการ ให้ความเห็นทิ้งท้าย

                       สิ่งสำคัญของการดำรงครอบครัว คือการให้ความรักเอาใจใส่กันและกันอย่างสม่ำเสมอ ส่วนสิทธิ์ที่ได้เพิ่มหากใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็เชื่อว่าจะช่วยหนุนนำครอบครัวให้สมบูณณ์แบบยิ่งขึ้น เชื่อสิ