ข่าว

"รัฐมนตรีมือไม่ถึง"

"รัฐมนตรีมือไม่ถึง"

28 พ.ค. 2552

เหตุการณ์ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีล้มโครงการระบายสินค้าทางการเกษตรของกระทรวงพาณิชย์ถึงสองครั้งและตีกลับโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน อาจทำให้เวลาของ "รัฐบาล" เหลือน้อย

 แม้จะพยายาม "รอมชอม" โดยการแต่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์กำกับดูแลสินค้าเกษตร โดยมีตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาลจากหลายพรรค ก็ไม่น่าจะสมานรอยร้าวที่เกิดขึ้นได้

 "ปานปรีย์ พหิทธานุกร" รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หนึ่งในสมาชิกกลุ่มรักษ์เมืองไทย ที่มี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีม ได้วิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้เวลาในการบริหารประเทศของ "รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เหลือน้อยลง เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาอยู่ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่สถานการณ์ภายนอกที่เกิดขึ้น ไม่ได้ขึ้นจากปัญหาภายใน หรือปัญหาภายในจากพรรคร่วมรัฐบาล

 ผิดกับรัฐบาลปัจจุบัน ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นไม่ได้เกิดเฉพาะเรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประชาชนเริ่มไม่พอใจกลุ่มการเมืองต่างๆ ด้วย ถ้ารัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาตามที่เคยรับปากไว้ก็อาจจะเป็นปัญหาได้

 "ก่อนเข้ามาเป็นรัฐบาล เคยรับปากจะแก้ไขปัญหาความแตกแยกในสังคมทำให้เกิดความสมานฉันท์ แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมาถึง 3 ชุด ก็ยังไม่เห็นความสมานฉันท์เกิดขึ้นในสังคม นอกจากนี้รัฐบาลได้รับปากจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แม้จะมีการออกมาตรการต่างๆ แต่ก็ยังไม่ส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ"

 นอกจากนี้ "ปานปรีย์" ยังเห็นว่า ภาพของรัฐบาลวันนี้ ไม่ได้เข้ามาภายใต้ความหวังให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ให้เข้ามาเป็นรัฐบาลหวังให้แก้ไขปัญหาการเมืองที่มีความขัดแย้งสูง ประชาชนส่วนใหญ่เบื่อหน่าย จึงอยากสลับข้าง เพราะคาดว่าจะทำให้ปัญหาความขัดแย้งดีขึ้น แต่เมื่อการเมืองมีการสลับข้างก็ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าดีขึ้นจริง

 จึงทำให้คนเริ่มสงสัยว่า รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช, รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ต่างจากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร ถ้ารัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ ประกอบกับเกิดปัญหาเศรษฐกิจเข้ามาด้วย ก็จะทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ลำบาก เพราะสมัยรัฐบาลสมัคร กับรัฐบาลสมชาย ไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ขณะนี้ปัญหาการเมืองเริ่มนิ่ง คนจึงหันมามองเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่

 ส่วนที่มีการระบุว่า ปัญหาที่เกิดต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดเก่า "ปานปรีย์" กล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่แก้ปัญหา ไม่มีหน้าที่โยนปัญหาให้รัฐบาลในอดีตรับผิดชอบ เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลอย่าโยนปัญหา ต้องแก้ปัญหาให้ประชาชน

 นอกจากนี้ "ปานปรีย์" ได้ถามกลับกรณีพรรคเพื่อไทยยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ.2552 ซึ่งเป็นการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ถ้าเรื่องนี้เป็นการสร้างอุปสรรคให้รัฐบาล ก็ต้องถามว่า 1.มีความเร่งด่วนหรือไม่ 2.มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชาติอย่างไร และ 3.ไปกระทบกระเทือนความปลอดภัยสาธารณะอย่างไร

 "ถ้ารัฐบาลมีความยุติธรรมก็ควรออกมาบอกว่า 4 แสนล้านมีความเร่งด่วนอย่างไร เงินทุกบาทจะเอาไปใช้อะไร ฝ่ายค้านเข้าใจ คิดว่าประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งภาคธุรกิจตั้งคำถามมากเช่นกัน แต่ทุกคนก็อยากให้เศรษฐกิจดี แต่ในฐานะฝ่ายค้านจะปล่อยให้เม็ดเงินที่มาจากภาษีประชาชนมีข้อสงสัยอยู่ไม่ได้"

 "ปานปรีย์" เห็นว่า ถ้ารัฐบาลออกมาบอกรายละเอียดโครงการทั้งหมด ฝ่ายค้านคงไม่ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ จึงอยากเห็นการชี้แจงก่อนนำเรื่องนี้เข้าคณะรัฐมนตรีว่ามีความจำเป็นอย่างไรจึงต้องออก พ.ร.ก.
 ดังนั้นการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้ามาเป็นรัฐบาลครั้งนี้ จึงเป็นการพิสูจน์ฝีมือย่างหนึ่ง เพราะประชาชนก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก เพียงแค่หวังให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ แค่นี้ก็พอใจแล้ว

 "ปานปรีย์" มองว่า "ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ไม่ต้องใช้ความสามารถมากมายก็สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีตัวช่วยเยอะ

 นอกจากนี้ "ปานปรีย์" ยังกล่าวถึงความสามารถของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่า หาคนที่มาดูแลปัญหาเศรษฐกิจไม่เข้ากับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะแค่เริ่มต้นนายกฯ ก็ปล่อยให้พรรคร่วมรัฐบาลไปคุมกระทรวงที่มีผลต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อมีรัฐมนตรีมือไม่ถึงมาอยู่ในบางกระทรวง

 "ขณะนี้นายกฯ อยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเมือง แต่อย่างน้อยควรมีตัวเลือกที่ดีกว่านี้ เพราะปัญหาเศรษฐกิจกำลังรุนแรง จะเห็นว่า ที่ผ่านมาทีมเศรษฐกิจรัฐบาลคุณทักษิณความสามารถก็ไม่ได้ดีเยี่ยม แต่คุณทักษิณมีเสียงในพรรคที่สามารถคุมได้ทั้งใน ครม.และในสภา จึงไม่เกิดปัญหา" ปานปรีย์ กล่าวปิดท้าย

สมถวิล เทพสวัสดิ์