ข่าว

'สุเทพ-มาร์ค'ลั่นสู้-ยันไม่ต่อรองนิรโทษ

'สุเทพ-มาร์ค'ลั่นสู้-ยันไม่ต่อรองนิรโทษ

07 ธ.ค. 2555

'สุเทพ-อภิสิทธิ์'ลั่นพร้อมร่วมมือ'ดีเอสไอ'มั่นใจทำตามอำนาจศาล ไม่ยอมเป็นข้อต่อรองนิรโทษกรรม ยันเข้าแจง 13 ธ.ค.นี้ ด้าน'ธาริต'รับมีเสียงวิจารณ์ไม่ตั้งข้อหาให้ตัว

                7 ธ.ค.55  ร.ต.ท.ปิยะ รักสกุล พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการ จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินทางมาเพื่อส่งมอบหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จากนั้นเจ้าหน้าที่พรรคได้เชิญขึ้นไปยังห้องประชุมชั้นสอง ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพรออยู่ แต่ไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าห้อง หลังจากหารือ 10 นาที นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพได้ร่วมแถลงข่าวที่ลานพระแม่ธรณี

               นายสุเทพ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) แถลงข่าวกับสื่อเรื่องตั้งข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์กับตน หลังจากที่ปิดสมัยประชุมไม่กี่วันมาดำเนินคดีกับพวกเราทั้ง 2 คน เป็นเรื่องที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศคาดหวังได้ว่าเขาต้องทำอย่างนี้แน่ ๆ เพราะก่อนหน้านี้มีการแถลงมาเป็นระยะ ๆ โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ แถลงก่อนว่า จะดำเนินคดี พวกตน 2 คน และนายธาริต เองก็กล่าวมาหลายหน และเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับประชาชน เพราะฝ่ายรัฐบาลและดีเอสไอ จะไปแอบอ้าง ว่า ตนกับนายอภิสิทธิ์ หลบหนีหมายไม่ยอมรับหมาย ตนเลยตัดสินใจโทรศัพท์ไปหานายธาริต คนที่เคยทำงานเป็นกรรมการ อยู่ในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)ร่วมกับตนมาก่อน ทำให้มีเบอร์โทรศัพท์ ตนจึงโทรไปหานายธาริตท ซึ่งเป็นเบอร์เดิม ตนได้โทรไปตามหมายเลขนั้น และไม่เคยติดต่อกับนายธาริต มาก่อนหลังจากที่พ้นจากตำแหน่งรองนายกฯ

               นายสุเทพ กล่าวต่อว่า ตนได้โทรไปคุยกับนายธาริต ว่า คุณได้ออกแถลงข่าวว่า จะออกหมายเรียกนายอภิสิทธิ์กับตนและให้เจ้าหน้าที่หรือลูกน้องไล่ถามหาว่าจะไปยื่นหมาย ที่ไหน ซึ่งตนยินดีให้ความร่วมมือกับนายธาริต และดีเอสไอ เพราะตนเป็นคนดี ต้องการปฏิบัติตามกฎหมาย เลยให้มายื่นหมายที่พรรคประชาธิปัตย์ในวันนี้(7ธ.ค. )ในเวลา 08.30 น. แต่ปรากฏว่านายธาริต ไม่มาให้พนักงานชั้นผู้น้อย คือ ร.ต.อ.ปิยะ มาคนเดียวน่าสงสาร เอาหมายมาให้นายอภิสิทธิ์กับตน ที่เวลาแถลงข่าวใหญ่โตแถลงได้ วันนี้คิดว่านายธาริตจะมาส่งหมายเอง กลับไม่มา

               “ ผมขอบคุณ นายธาริต ที่ไม่ได้ออกข่าวว่าพวกผมหลบหนี ไม่รับหมาย และส่งเจ้าหน้าที่มายื่นหมายกับผม ขอบคุณนายธาริต ผมเห็นว่าทำถูกต้องเป็นครั้งแรก ที่ได้แถลงเรื่องคดีนี้ คือ นายธาริตแถลงว่า จะไม่ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจที่มาปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย จะเอาเจ้าหน้าที่เหล่านั้นกันไปไว้เป็นพยาน มุ่งที่จะดำเนินคดีกับผมและนายอภิสิทธิ์ ในฐานะที่เป็นผู้สั่งการนายธาริต และเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้สร้างความทุกข์ยากทุกข์ใจให้กับครอบครัวเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงปี 2552-2553 เพราะได้แสดงอาการเหมือนข่มขู่บังคับเรียกไปเขาสอบ แล้วบอกว่าหากไม่ปรักปรำผม 2 คนก็จะดำเนินคดีทุกคนทั้งหมด” นายสุเทพ กล่าว

               นายสุเทพ กล่าวต่ออีกว่า การที่นายธาริต แถลงเมื่อวานชัดเจนว่าจะไม่ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่เหล่านั้นตนจึงรู้สึกขอบคุณ และขอร้องว่าอย่าได้สร้างความทุกข์ยากลำบากใจให้กับเจ้าหน้าที่เหล่านั้น เรื่องนี้ตั้งใจจะทำให้เป็นเรื่องการเมือง ก็มุ่งเป้ามาที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เลย ตน 2 คนก็จะไปมอบตัวรับทราบข้อหาและจะต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป เจตนาที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างนี้จึงทำให้ตนโทรศัพท์ไปหานายธาริต และนัดให้มาที่พรรค

               ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ช่วงที่นายธาริตแถลงข่าว ตนปฏิบัติภารกิจอยู่ที่แม่สอด ซึ่งทราบเรื่องจากสื่อและได้ประสานไปยังนายสุเทพ เพื่อประสานไปยังนายธาริต เพราะทราบว่านายธาริตแถลงข่าวได้ลงลึกไปในข้อกล่าวหา ระบุถึงเหตุการณ์ปี 53 ซึ่งไม่มีการแถลงรายละเอียดซึ่งเกรงว่าประชาชนจะสับสน ตนขอชี้แจงว่าเรื่องดังกล่าวตนและนายสุเทพปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯในขณะนั้น ที่เกิดการชุมนุม ซึ่งรัฐบาลก็ได้ดำเนินการทางกฎหมายโดยการขออำนาจศาลเช่นเดียวกับผู้ชุมนุมที่ขอให้ศาลให้ความคุ้มครอง ซึ่งทุกกรณีที่ไปถึงศาล ศาลก็ได้วินิจฉัยว่าเป็นการชุมนุมที่เกินเลยขอบเขตของรัฐธรรมนูญและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งตนและนายสุเทพจึงมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง แต่เมื่อสถานการณ์การชุมนุมลุกลามจึงมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้การบังคับบัญชาเป็นไปตามโครงสร้างของกฎหมาย ซึ่งนโยบายที่มอบก็มีความชัดเจนคือไม่มีการเข้าไปสลายการชุมนุม และให้ปฏิบัติงานโดยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อการเกิดความสูญเสีย ซึ่งนายธาริต น่าจะทราบดีเพราะเป็นกรรมการ ศอฉ.ด้วย

               "ส่วนการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง ซึ่งเป็นที่มาของคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อ ศอฉ.มีคำสั่งปิดล้อมการชุมนุม จึงมีการตั้งด่านสกัด ซึ่งในคืนที่เกิดเหตุมีรถตู้ฝ่าด่านเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่การชุมนุม และมีการยิงกันขึ้น ซึ่งนายพันก็วิ่งออกมาดูเหตุการณ์และเสียชีวิตจากกระสุน ซึ่งศาลมีคำสั่งในเบื้องต้นว่าเป็นกระสุนที่ใช้ในราชการ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงของคดี หากประชาชนทราบข้อเท็จจริงก็พอมองออกว่าเป็นการฆาตกรรมโดยเจตนาหรือไม่อย่างไร ตนและนายสุเทพ ตั้งแต่วันที่เป็นนายกฯและรองนายกฯ ยืนยันว่าไม่มีใครในประเทศอยู่เหนือกฎหมาย เปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม และมีการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.)เพื่อสอบสวนเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งก็มีข้อสรุปแล้วว่ามีกลุ่มติดอาวุธแฝงตัวอยู่ในการชุมนุมด้วย และเป็นผู้ที่ถูกดำเนินการในข้อหาก่อการร้าย ซึ่งหลายคดีดีเอสไอดำเนินการไปแล้ว" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า  เมื่อดีเอสไอเดินในแนวทางนี้ และมีการออกหมายเรียก ซึ่งตนและนายสุเทพก็ให้ความร่วมมือและพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่หนีไปไหนและยอมรับกระบวนการยุติธรรม แต่เนื่องจากวันที่ 12 ธ.ค.ตนจะเดินทางกลับจากต่างประเทศ ดังนั้นในวันที่ 13 ธ.ค. เวลา 13.30 น.ดีเอสไอจะเชิญตนไปให้ปากคำในคดีการรับบริจาคเงินช่วยน้ำท่วม และทราบว่ามีอีกหลายคดี ซึ่งก็ขอให้ดีเอสไอรวบทุกคดีเพื่อที่ตนจะได้ไปในครั้งเดียว ทั้งนี้ขอให้ประชาชนรับทราบข่าวสารนี้ และไม่มีประเด็นใดและเราจะไม่หลบหนี

               “ผมไม่แปลกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะต้นปี 2555 มีการส่งสัญญาณทั้งทางตรงและทางอ้อมกับผมและนายสุเทพ ผ่านกระบวนการและคนต่าง ๆ โดยมีการสอบถามว่าคิดอย่างไรกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งผมยืนยันว่าจุดยืนยังเป็นจุดยืนเดิมที่ต้องการให้ระบบนิติรัฐและกฎหมายบ้านเมืองยังคงอยู่ และขอตั้งข้อสังเกตว่าคำแถลงของนายธาริตล้อกับถ้อยคำของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงรองนายกฯ คำต่อคำ ทั้งในแง่ข้อกฎหมายตามความรู้ความเข้าใจของร.ต.อ.และการสรุปข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ ซึ่งพูดได้ว่ามีการตั้งธงล่วงหน้าไว้แล้วตั้งแต่คำพูดของร.ต.อ.เฉลิม คนเสื้อแดง และลูกคู่สื่อที่เขียนอย่างนี้มาโดยตลอด ซึ่งผมยืนยันว่าไม่มีอะไรต้องต่อรองผลประโยชน์ใด ๆ ยืนยันว่าคนผิดต้องรับผิด และต่อสู้ตามข้อเท็จจริง แต่จะไม่ร่วมกระบวนการล้างผิดให้คนโกงชาติ โกงแผ่นดิน แม้ในที่สุดกระบวนการยุติธรรมจะตัดสินว่ามีความผิด มีโทษจำคุกหรือประหารชีวิตก็ยอม แต่จะไม่ยอมล้างผิดให้คนโกงโดยเด็ดขาด”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               นายสุเทพ กล่าวเสริมว่า ตนและนายอภิสิทธิ์เคยถูกสอบสวนมาแล้วหลายครั้งทั้งตำรวจและดีเอสไอ ซึ่งตนได้ให้ปากคำ และทำบันทึกคำให้การ พร้อมทั้งส่งสำเนาคำสั่งของ ศอฉ.ทุกคำสั่งให้ดีเอสไอแล้ว ซึ่งตนยืนยันกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอว่าเป็นตนเป็นผู้ลงนามในทุกคำสั่งของศอฉ.โดยที่นายอภิสิทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องไม่ควรดึงนายอภิสิทธ์มาเกี่ยวข้อง แต่ตนคิดว่าลำพังตนคนเดียวไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะไปข่มขู่ ต่อรองกับประชาชนที่ไม่ยอมรับกฎหมายล้างผิด จึงต้องลากนายอภิสิทธิ์มาเป็นผู้ต้องหาร่วมกับตนด้วย อย่างไรก็ตามตนยอมติดคุกดีกว่าที่จะเห็นการออกกฎหมายล้างผิดและใช้เสียงข้างมากทำลายระบบนิติรัฐนิติธรรม ถึงแม้คดีนี้โทษสูงสุดคือการประหารชีวิต หากพวกตนแพ้คดีก็ยินดีที่จะรับโทษ

               ผู้สื่อข่าวถามว่า หากขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นไปอย่างผิดกฎหมายจะมีการดำเนินการอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนต้องรอว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาอย่างไร เพราะในหนังสือแจ้งไม่ได้ระบุว่าผิดอะไร ผิดอย่างไร ซึ่งหากได้รับทารบก็จะให้คำตอบได้ว่าในเชิงข้อกฎหมายเป็นอย่างไร

               เมื่อถามว่า ความพยายามที่รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแต่กลับต้องตกเป็นจำเลย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เมื่อเรามีตำแหน่งก็ต้องทำหน้าที่ และรู้ตลอดเวลาว่ามีความเสี่ยง แต่ก็มั่นใจในเจตนาบริสุทธิ์ที่ต้องการให้บ้านเมืองเป็นปกติโดยไม่มีการสลายการชุมนุม ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นนี้คนที่ติดตามการเมืองจะรู้ดีว่ามีที่มาที่ไปหวังผลหลายด้าน เหมือนกับที่รมว.กลาโหมดำเนินการถอดยศตน เพราะการเมืองไทยปัจจุบันคนที่ครองอำนาจมีนิสัยอย่างนี้

               เมื่อถามว่ากลัวหรือไม่ที่เรื่องนี้จะกลายเป็นมลทิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาชนที่ยังจำเหตุการณ์ได้ทราบดีว่าอะไรเป็นอะไร และใครเป็นอย่างไร ในที่สุดกระบวนการยุติธรรมก็ต้องพิสูจน์ออกมา

               ต่อข้อถามว่าตลอด 20 ปีของการทำงานการเมืองจะไม่มีอะไรมาทำลายการทำงานต่อ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยืนยันว่าทำหน้าที่ตรงไปตรงมา และยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมไทยบอกว่าพวกตนผิด ถึงขั้นที่ตนต้องถูกประหารชีวิตก็ยอมเพราะตนถือว่าทำหน้าที่ตรงไปตรงมา และรับผิดชอบสิ่งที่ทำซึ่งมั่นใจว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งใครจะเอาชีวิตตนไปต่อรองก็ไม่สนใจและยืนยันว่าจะสู้ตามกฎหมาย

 

 

"ธาริต"รับมีเสียงวิจารณ์ไม่ตั้งข้อหาให้ตัวเองบ้าง

               นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีที่มีผู้เสียชีวิต 91 ศพจากการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 ว่า ในวันนี้ ( 7 ธ.ค.) พนักงานสอบสวนได้เดินทางไปส่งหนังสือเชิญมารับทราบข้อกล่าวหาให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาและให้ปากคำในวันที่ 12 ธ.ค.แต่เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ ติดภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศ พนักงานสอบสวนจึงได้เลื่อนในให้นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เข้าพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 13 ธ.ค. เวลา 13.00 น.สำหรับกรณีที่ตนเองเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนจะทำหน้าที่เพียงกำกับดูแลและเร่งรัดให้การดำเนินการตามกฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องเท่านั้นโดยจะไม่เป็นผู้สอบสวนหรือลงชื่อร่วมสอบสวน

               "ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าตนเองเป็นหนึ่งในคณะกรรมการศอฉ.แล้วจะต้องตั้งข้อกล่าวหาตนเองหรือไม่ โดยชี้แจงว่าทุกครั้งที่มีการประชุม ศอฉ.ชุดยุทธการตนเองไม่เคยได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมในการประชุม มีเพียงการร่วมประชุมชุดทั่วไปที่ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ในขณะนั้น ส่วนการสั่งการและการสั่งใช้กำลังทหารมาจากชุดยุทธการและผู้มีอำนาจตัดสินใจคือนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ พร้อมย้ำว่าไม่ใช่ทุกคนในศอฉ.จะต้องมีความผิดทั้งหมดเพราะเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำและรับคำสั่งในการปฏิบัติการเป็นทอดๆจึงมีกฎหมายคุ้มครอง" นายธาริต กล่าว