ข่าว

นัด'มาร์ค-สุเทพ'รับทราบข้อหา12ธ.ค.

นัด'มาร์ค-สุเทพ'รับทราบข้อหา12ธ.ค.

06 ธ.ค. 2555

'ดีเอสไอ' นัด 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' รับทราบข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล 12 ธ.ค. นี้ ยกเหตุจากคำพิพากษาศาลชี้แท็กซี่เสื้อแดงตายเพราะกระสุนทหาร

                           6 ธ.ค. 55  นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน คดี 91 ศพ เหตุชุมนุมทางการเมือง ปี 2553 แถลงผลประชุมคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอ ตำรวจ และอัยการ ว่าที่ประชุมมีมติร่วมกันให้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบสูงสุดของศอฉ. และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผอ.ศอฉ. ในคดีร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 , 83 , 84 และ 288 สืบเนื่องจากศาลยุติธรรมมีคำสั่งในคดีการไต่สวนเหตุการตายของนายพัน คำกอง แท็กซี่เสื้อแดง ว่าการตายเกิดจากถูกกระสุนปืนของทหารที่เข้าปฏิบัติการตามคำสั่งของศอฉ. และศาลยุติธรรมได้ส่งสำนวนการพิจารณาไต่สวนทั้งหมดพร้อมคำสั่งมายังตำรวจนครบาล และถึงดีเอสไอ ในที่สุดแล้ว ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนจำเป็นต้องยึดถือเอาข้อเท็จจริงอันเป็นยุติโดยการไต่สวนของศาล

                           นายธาริต กล่าวอีกว่า พยานหลักฐานสำคัญที่ทำให้คณะพนักงานสอบสวนทั้ง 3 ฝ่าย มีมติแจ้งข้อหาแก่บุคคลทั้งสอง มาจากพยานที่ได้จากการไต่สวนและคำสั่งศาล และพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่สอบสวนได้ เช่น การสั่งใช้กำลังทหารที่มีอาวุธปืนเข้าปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่ง ศอฉ.เรียกว่าการกระชับพื้นที่และการขอคืนพื้นที่ การสั่งใช้อาวุธปืน การสั่งใช้พลซุ่มยิง และอื่นๆ โดยมีการออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร จากนายสุเทพ และได้อ้างไว้ในคำสั่งด้วยว่า เกิดจากการสั่งการของนายกรัฐมนตรี อย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับพยานบุคคลที่ร่วมอยู่ใน ศอฉ.ว่า นายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้รับรู้สั่งการและพักอาศัยในศูนย์ปฏิบัติการของศอฉ. ตลอดเวลา และที่สำคัญ คือ การสั่งการของบุคคลทั้งสอง กระทำอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง แม้เกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชนแล้วก็หาได้ระงับยับยั้ง หรือใช้แนวทางอื่นแต่อย่างใด รวมถึงพยานแวดล้อมกรณีอื่นๆ อีก จึงบ่งชี้ได้ว่าเป็น เจตนาเล็งเห็นผลได้ว่าการร่วมกันสั่งการเช่นนั้น ย่อมทำให้เกิดการตายของประชาชนจำนวนมากและต่อเนื่องกันหลายวัน

                           นายธาริต แถลงเพิ่มเติมว่า หน้าที่ของพนักงานสอบสวนต้องดำเนินการต่อตามผลไต่สวนและคำสั่งของศาล ส่วนทหารที่ได้เข้าปฏิบัติการ ศาลไม่ได้ระบุว่าเป็นผู้ใดและผลการสอบสวนไม่สามารถระบุตัวตนได้ ดังนั้น ตามกฎหมาย อาญามาตรา 70 ระบุว่า เมื่อมีการปฏิบัติตามคำสั่งการย่อมได้รับความคุ้มครองโดยไม่ต้องรับโทษ จึงไม่แจ้งข้อกล่าวหากับทหาร รวมทั้งฝ่ายยุทธการ และกองทัพซึ่งได้รับการคุ้มครอง เนื่องจากปฏิบัติตามคำสั่งศอฉ. อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอ ได้มีหนังสือแจ้งให้นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพมารับทราบข้อหา และทำตามสอบสวนในฐานะผู้ต้องหา ในวันที่ 12 ธันวาคมนี้ เวลา 14.00 น. และแจ้งว่า หากทั้งสองเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและสอบสวนเสร็จแล้วก็จะใช้ดุลยพินิจปล่อยตัวไป โดยไม่ขอศาลให้ฝากขังตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ เนื่องจากทั้งสองเป็นอดีตข้าราชการฝ่ายการเมืองชั้นผู้ใหญ่ ดีเอสไอจึงออกหนังสือเชิญแทนหมายเรียก

                           "การให้มารับทราบข้อหาในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ เพื่อต้องการได้ตัว เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำเนินคดี เพราะหากพ้นวันที่ 20 ธ.ค. 55 แล้ว บุคคลทั้งสอง ก็จะได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองตามกฎหมาย เนื่องจากเปิดประชุมสภาผู้แทนฯ โดยเชื่อว่า ทั้งสองจะมาตามนัดหมาย ไม่ถ่วงเวลาจนเปิดประชุมสภาผู้แทนฯ ในวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ทั้งนี้ ตนยืนยันไม่ได้ทำคดีไปตามใบสั่งการเมือง และเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นมีผู้ทำผิดทั้ง 2 ฝ่าย โดยกลุ่มฮาร์ดคอร์นปช. ถูกดำเนินคดีไปแล้ว 62 คดี มีผู้ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาล 295 คน ส่วนกลุ่มผู้สั่งการของศอฉ.เพิ่งถูกดำเนินคดีเป็นคดีแรก จึงสรุปได้ว่า ดีเอสไอดำเนินคดีทั้งสองฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน"

                           ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะเกิดเหตุนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เป็นนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง หากไม่สั่งให้ฝ่ายปฏิบัติการยุติเหตุการณ์จราจลของกลุ่มนปช.จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 หรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า ประเด็นอยู่ว่าการสั่งการของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพทำนอกหน้าที่หรือไม่ การดำเนินการของทั้ง 2 คนเข้าขายเล็งเห็นผล คือใช้กองกำลังที่มีอาวุธเข้าปะทะกับประชาชน ใช้พลซุ่มยิงย่อมมีเจตนาทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จึงถือเป็นการปฏิบัติเกินหน้าที่

                           ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ก่อนหน้านี้นายธาริต เคยออกมาแถลงในนามศอฉ.ว่าเห็นด้วยกับการเข้าควบคุมสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่ นายธาริต กล่าวว่า ความเห็นของตนเป็นเห็นด้วยในการดำเนินการที่ไม่เกี่ยวกับการใช้อาวุธ แต่ไม่เคยให้ความเห็นในการดำเนินการใช้อาวุธกับประชาชน ซึ่งการตัดสินใจของศอฉ.เป็นความเห็นของคน 2 คน คือ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ที่สำคัญการให้คำปรึกษาของกรรมการศอฉ.ทั้งในส่วนกรรมการยุทธการและกรรมการทั่วไปไม่ถือเป็นความผิด เพราะผู้สั่งการจะดำเนินการตามที่ได้รับคำปรึกษาหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นพนักงานสอบสวนจึงไม่แจ้งข้อกล่าวหากับกรรมการศอฉ.ส่วนยุทธการ

                           ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า การไม่แจ้งข้อกล่าวหากับกองทัพจะถูกมองเป็นการเล่นงานเฉพาะฝ่ายการเมืองหรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า ในส่วนของกองทัพในฐานะผู้ปฏิบัติการนั้นได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายมาตรา 70 ว่า เมื่อเป็นการปฏิบัติตามการสั่งการ จึงเชื่อว่าต้องปฏิบัติก็ย่อมได้รับการคุ้มครองโดยไม่ต้องรับโทษ